ยางพารา
แม่สอด เป็นอำเภอติดชายแดนกับเมียนมา ปัจจุบัน เป็นเมืองเขตเศรษฐกิจใหม่ที่ทำให้แม่สอดเจริญก้าวหน้าเพราะที่ทำเลทอง จึงทำให้ราคาที่ดินแพงสุดกู่ แม่สอด เป็นอำเภอที่มีฐานะทางเศรษฐกิจเจริญรุ่งเรืองมีการค้าขายติดต่อกับพม่า หรือเมียนมา มาช้านาน ชื่อเสียงในด้านธุรกิจมีมากมาย การคมนาคมสะดวกกว่าสมัยก่อนมาก จึงเป็นขุมทองการค้าขาย สวนละออการ์เด้น หรือสวนแม่ละออ พื้นที่ 116 ไร่ ตั้งอยู่ในพื้นที่ตำบล “แม่กาษา” เลขที่ 19 หมู่ที่ 8 ตำบลแม่กาษา อำเภอแม่สอด ห่างจากสนามบินแม่สอด ประมาณ 15 กิโลเมตร ตามเส้นทางถนนหมายเลข 105 แม่สอด-แม่สะเรียง ห่างจากตัวอำเภอแม่สอด ราว 8 กิโลเมตร ปัจจุบัน สวนละออการ์เด้น ดำเนินงานโดย บริษัท สวนละออ จำกัด มี คุณศิวะ คงตระกูลเทียน เป็นประธานกรรมการ บริหารจัดการสวนโดย คุณไพสิฐ (อั๋น) เอาฬาร เจ้าของผู้บุกเบิกคือ แม่ละออ เอาฬาร (คงตระกูลเทียน) ได้ล่วงลับไปแล้วเกือบทศวรรษ บรรดาลูกหลานได้พัฒนาสวนอย่างต่อเนื่อง สร้างสวนเกษตรเพื่อส่งเสริมเป็นแบบอย่างแก่สังคมและเกษตรกรในท้องถิ่นที่บ้านแม่กาษา รับซื้อผลผลิตจากเกษตรกรให้ใช้พันธุ์พืชที่ให้ผลผลิตสูง และสินค้าที่ตลาดต้องการ มีผลกำไรกับการลงท
เมื่อปลายปี 2563 ที่ผ่านมา มีกิจกรรมที่การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ร่วมมือกับคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จัดโครงการค่ายฝึกอบรมสนับสนุนนักวิจัยรุ่นใหม่ด้านยางพารา ระดับอุดมศึกษา ประจำปี 2564 ดร. ฐิตาภรณ์ ภูมิไชย์ หัวหน้ากองบริหารงานวิจัย สถาบันวิจัยยาง การยางแห่งประเทศไทย ให้ข้อมูลว่า โครงการค่ายฝึกอบรมฯ เป็นโครงการที่ นางณพรัตน์ วิชิตชลชัย รองผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย ด้านอุตสาหกรรมยางและการผลิตยาง ได้เดินทางไปเปิดโครงการค่ายฝึกอบรมฯ ที่จังหวัดฉะเชิงเทรา เมื่อปลายปี 2563 ที่ผ่านมา โดย กยท. ให้ความสำคัญในการสร้างนักวิจัยรุ่นใหม่ ให้ได้แสดงออกถึงความรู้ ความสามารถ ด้านวิชาการและความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งการอบรมครั้งนี้จะทำให้ผู้เข้าอบรมได้เรียนรู้ทักษะทางด้านการกรีดยาง รวมถึงสรีรวิทยาของต้นยางพารา ในการฝึกอบรม นักศึกษาที่เข้ารับการฝึกอบรมจะได้รับความรู้เฉพาะด้านเรื่องการกรีดยาง เพื่อปูทางในการจัดทำโครงร่างงานวิจัย กระตุ้นการพัฒนาสร้างนวัตกรรมยางพารา ขับเคลื่อนการแก้ปัญหาขาดแคลนแรงงาน เพิ่มศักยภาพการผลิต และสร้างโอกาสต่อยอดเชิงพาณิชย์ โครงการนี้ เป็นโครงการสืบเนื่องจากบันทึกข้อ
ปัจจุบัน การทำสวนยางพารามีต้นทุนการผลิตสูงขึ้นมาก เนื่องจากปุ๋ยเคมีราคาแพง เกษตรกรรายย่อยไม่มีเงินทุนเพียงพอที่จะซื้อปุ๋ยเคมีใส่ยางพาราให้ถูกต้องตามหลักวิชาการ ซึ่งจะมีผลกระทบต่อเกษตรกร ทำให้ได้รับผลผลิตตกต่ำ รายได้ลดลง สร้างความเดือดร้อนให้เกษตรกรเป็นอย่างมาก แต่มีเกษตรกรหัวไว ใจสู้ ที่ไม่ยอมแพ้ คิดค้นวิธีการที่จะลดต้นทุนการผลิตในเรื่องของปุ๋ยเคมี โดยหันมาใช้น้ำหมักชีวภาพแทน คุณลุงสุริยา เพชรเกษม อยู่บ้านเลขที่ 46/2 หมู่ที่ 4 ตำบลท่านา อำเภอกะปง จังหวัดพังงา เป็นเกษตรกรหัวไว ใจสู้ ซึ่งได้รับผลกระทบดังกล่าวด้วย ทำการเกษตรไร่นาสวนผสม โดยการเลี้ยงสัตว์ ปลูกไม้ผลและยางพารา ได้ตัดสินใจเลิกใช้ปุ๋ยเคมี มาตั้งแต่ปี 2550 จนถึงปัจจุบัน โดยยึดหลักการทำเกษตรตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง โดยทำน้ำหมักชีวภาพใช้เอง ต้นทุน 2,000 บาท/พื้นที่ปลูกยางพารา 10 ไร่ ผลผลิตที่ได้รับ 26 กิโลกรัม/วัน สูตรน้ำหมักชีวภาพที่ใช้บำรุงต้นยางพารา ประกอบด้วย 1. กล้วย จำนวน 1 กิโลกรัม ราคา 5 บาท 2. ปลา จำนวน 1 กิโลกรัม ราคา 30 บาท 3. ฟักทอง จำนวน 1 กิโลกรัม ราคา 20 บาท 4. มะละกอ จำนวน 1 กิโลกรัม ราคา 20 บาท 5. กากน้ำตาล จำนวน 1 ก
เมื่อวันที่ 14-15 ธันวาคม 2563 ที่ผ่านมา การยางแห่งประเทศไทย กยท. จัดโครงการค่ายฝึกอบรมสนับสนุนนักวิจัยรุ่นใหม่ด้านยางพารา ระดับอุดมศึกษา ประจำปี 2564 โดยมี นางณพรัตน์ วิชิตชลชัย รองผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย ด้านอุตสาหกรรมยางและการผลิตยาง เป็นประธานเปิดการอบรมครั้งนี้ ซึ่งมีนิสิตนักศึกษาจากหลายสถาบันตบเท้าเข้าอบรมเรื่องเทคนิคการกรีดยางทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ จำนวน 27 คน ณ ศูนย์วิจัยยางฉะเชิงเทรา อำเภอสนามชัยเขต จังหวัดฉะเชิงเทรา นางณพรัตน์ วิชิตชลชัย รองผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย ด้านอุตสาหกรรมยางและการผลิตยาง กล่าวในพิธีเปิดการอบรมครั้งนี้ว่า กยท. ให้ความสำคัญในการสร้างนักวิจัยรุ่นใหม่ ได้แสดงออกถึงความรู้ความสามารถด้านวิชาการและความคิดสร้างสรรค์ สามารถสร้างนวัตกรรมด้านยางพารา ซึ่งการอบรมในครั้งนี้จะทำให้ผู้เข้าอบรมเรียนรู้ทักษะทางด้านการกรีดยาง รวมถึงสรีระวิทยาของต้นยางพารา โดยโครงการนี้เป็นความร่วมมือระหว่าง กยท. และ คณะวิศวกรรมศาสตร์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เพื่อพัฒนานิสิตนักศึกษาให้เรียนรู้การบูรณาการ ระหว่างศาสตร์ด้านวิทยาการหุ่นยนต์ ระบบอัตโนมัติ และศาสตร์ทางด้านการเกษตรที่
การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ออกโรงชี้แจงความคืบหน้าโรคใบร่วงชนิดใหม่ในยางพารา “Colletotrichum sp.” ยันไม่นิ่งนอนใจ ส่งเจ้าหน้าที่ติดตามใกล้ชิด ทีมวิจัย กยท. ชี้ เนื่องจากเป็นเชื้อชนิดใหม่ต้องใช้เวลาในการศึกษา สำรวจโรค และหาวิธีกำจัดที่เหมาะสม นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า กยท. ได้รับรายงานการระบาดของโรคใบร่วงชนิดใหม่ในพื้นที่ภาคใต้เมื่อปี 2562 ใน 10 จังหวัด ได้แก่ นราธิวาส ยะลา ปัตตานี สงขลา สตูล ตรัง กระบี่ พังงา พัทลุง และสุราษฎร์ธานี รวมพื้นที่ระบาดสูงสุดเมื่อเดือนมีนาคม 2563 จำนวน 775,195 ไร่ โดยพบการระบาดมากที่สุดในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส เป็นไปได้ที่เชื้อราตัวนี้มีการแพร่กระจายเข้ามาระบาดในพื้นที่ปลูกยางแถบชายแดนรอยต่อกับประเทศมาเลเซีย เนื่องจากมีสภาพแวดล้อมที่คล้ายคลึงกันคือร้อนชื้นและฝนตกชุก หลังจากได้นำตัวอย่างไปวิเคราะห์พิสูจน์เชื้อหาสาเหตุแล้ว พบว่าโรคใบร่วงชนิดนี้เป็นเชื้อ Colletotrichum sp. จากนั้นต้นยางพาราเข้าสู่การผลัดใบตามฤดูกาล โรคจึงคลี่คลายไปกับใบที่ร่วงหล่น และหลังจากมีการแตกใบใหม่พบการระบาดซ้ำในปีที่ 2 โดยข้อมูล ณ วันที่ 6 พฤศจิกายน 256
การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เปิดตัวยางพาราไทยพันธุ์ใหม่ RRIT 3904 (สถาบันวิจัยยาง 3904) ยางพาราพันธุ์ดีตามคำแนะนำ เป็นลูกผสมระหว่าง RRII 203 และ PB 235 ลักษณะเด่น ปลูกง่าย โตไว ให้ผลผลิตน้ำยางสูง ต้านทานต่อโรคทางใบ ดร.กฤษดา สังข์สิงห์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยยาง การยางแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า กยท. โดยสถาบันวิจัยยาง ได้คิดค้นและพัฒนาพันธุ์ยางพาราใหม่ตามกระบวนการขั้นตอนของการปรับปรุงพันธุ์อย่างต่อเนื่องและประสบผลสำเร็จ ได้ยางพาราพันธุ์ RRIT 3904 เข้าสู่คำแนะนำพันธุ์ยาง พร้อมขยายส่งมอบสู่เกษตรกร โดยยางพันธุ์นี้ปลูกง่าย เจริญเติบโตดี รวมถึงให้ผลผลิตสูงเฉลี่ย 400 กิโลกรัม ต่อไร่ ต่อปี ซึ่งสูงกว่าพันธุ์ยาง RRIM 600 ถึง 2 เท่าตัว โดยพันธุ์ RRIT 3904 นี้ ได้จากการผสมระหว่างพันธุ์ RRII 203 และ PB 235 นอกจากมีความโดดเด่นด้านผลผลิตน้ำยางแล้ว ยังเด่นด้านการเจริญเติบโต ลำต้นตรงแตกกิ่งน้อยทำให้ได้ปริมาณเนื้อไม้มากเมื่อตัดโค่น ใบเขียวเข้ม ค่อนข้างต้านทานต่อโรคทางใบ เช่น โรคราแป้ง โรคไฟทอปธอร่า เป็นต้น นอกจากนี้ ยังมีรายงานจากประเทศมาเลเซียว่ายางพันธุ์ PB 235 ซึ่งเป็นพ่อของยางพันธุ์นี้ได้รับผลกระทบจากโรค
ดร. กฤษดา สังข์สิงห์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยยาง การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) กล่าวว่า ตามธรรมชาติของต้นยางพารา เป็นพืชที่สามารถทนต่อน้ำท่วมขังได้พอสมควร ประมาณ 2 สัปดาห์ถึง 2 เดือน โดยขึ้นอยู่กับอายุของต้นยาง ระดับน้ำและความยาวนานของน้ำที่ท่วมขัง โดยต้นยางที่มีอายุน้อยจะทนต่อการท่วมขังของน้ำได้น้อยกว่าต้นยางที่โตแล้ว เช่น ยางพาราที่มีอายุ 2-8 เดือน สามารถทนน้ำท่วมได้ไม่เกิน 15 วัน และหากน้ำท่วมยอด ต้นยางจะตายภายใน 7 วัน เมื่อต้นยางถูกน้ำท่วมจะส่งผลให้ก๊าซออกซิเจนในดินต่ำลง ทำให้พืชขาดก๊าซออกซิเจนที่นำไปใช้หายใจ อาจเกิดการเสียสมดุลของธาตุอาหารบางชนิด เช่น ธาตุเหล็ก อะลูมินัม อาจมีปริมาณเพิ่มขึ้น ส่งผลต่อต้นยางพาราโดยตรง สังเกตจากต้นยางจะมีลำต้นแคระแกร็น ใบเหลืองซีด บางครั้งพบปลายยอดแห้งตาย รากเน่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งรากฝอย หากท่วมขังเป็นเวลานานจะทำให้ต้นยางยืนต้นตายหรือต้นยางโค่นล้มเนื่องจากดินบริเวณโคนอ่อนตัว อย่างไรก็ตาม ภัยธรรมชาติเป็นสิ่งที่เกษตรกรชาวสวนยางหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้นการฟื้นฟูสวนยางให้ดีขึ้นหลังจากน้ำลดจึงเป็นวิธีที่ดีที่สุด กยท. แนะนำเกษตรกรสำรวจความเสียหายสภาพสวนยาง เพื่อห
การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) พร้อมผลักดันใช้ยางในสต๊อก 1.2 แสนตัน ภายในประเทศ หน่วยงานรัฐใดประสงค์ใช้ยางประสาน กยท. ได้ทันที นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า กยท. มีความพร้อมผลักดันยางพาราในสต๊อกของ กยท. ที่เกิดจากโครงการพัฒนาศักยภาพสถาบันเกษตรกรเพื่อรักษาเสถียรภาพราคายาง และโครงการสร้างมูลภัณฑ์กันชนรักษาเสถียรภาพราคายางจำนวน 1.2 แสนตัน มาใช้ภายในประเทศ โดยผู้ว่าการ กยท. ระบุว่าหากหน่วยงานภาครัฐแห่งใด ต้องการใช้ยางพาราตามโครงการต่างๆ สามารถประสานทาง กยท. ได้ทันที ทั้งนี้ เป็นมติจากที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายยางธรรมชาติ (กนย.) ที่ต้องการให้ กยท. ระบายยางพาราในสต๊อกดังกล่าว เพื่อลดค่าใช้จ่ายค่าเช่าโกดังเก็บรักษายาง ปีละกว่า 120 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม กยท. จะใช้วิธีระบายยางโดยร่วมกับหน่วยงานภาครัฐเพื่อนำไปใช้ภายในประเทศ ซึ่งไม่ส่งผลกระทบต่อราคายางที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอยู่ในขนาดนี้
ปัญหายางพารามีราคาตกต่ำ ถือเป็นปัญหาอภิมหาอมตะที่รัฐบาลทุกยุคทุกสมัยยังไม่เคยแก้ไขได้อย่างเป็นรูปธรรม ทั้งนี้ คงเป็นเฉพาะในปัจจุบันพื้นที่ปลูกยางพารามีมากขึ้น ไม่ได้ปลูกเพราะในภาคใต้เท่านั้นเหมือนในอดีต การรวมกลุ่มกันของเกษตรกรผู้ปลูกสวนยางพาราจึงถือเป็นความจำเป็น โดยมีการยางแห่งประเทศไทย และกรมส่งเสริมสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ คอยกำกับดูแลและเป็นพี่เลี้ยง เมื่อเร็วๆ นี้ ที่สหกรณ์กองทุนสวนยางสมบูรณ์พัฒนา จำกัด เลขที่ 108/1 หมู่ที่ 3 ตำบลชุมโค อำเภอปะทิว จังหวัดชุมพร คุณชมพูนุช รักษาวัย ประธานกรรมการสหกรณ์กองทุนสวนยางสมบูรณ์พัฒนา จำกัด พร้อมด้วย คุณวิทยา สุวรรณประสิทธิ์ ปลัดอาวุโส ผู้แทนนายอำเภอปะทิว คุณโกญจนาท มายะการ สหกรณ์จังหวัดชุมพร คุณศุภเมธ พรหมวิเศษ ผู้อำนวยการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) จังหวัดชุมพร คุณประเทือง สุขปัน ผู้แทนเกษตรจังหวัดชุมพร และ คุณลีรวัตร ไชยชนะ ผู้แทนผู้อำนวยการทางหลวงชนบทจังหวัดชุมพร ร่วมกันแถลงข่าวความสำเร็จในการทำเสาหลักนำทางจากยางพารา (Rubber Guide Post)…สรุปได้ว่า สืบเนื่องจากกระทรวงคมนาคม ได้ลงนามในบันทึกข้อตกลงร่วมกัน (MOU) กับกระทรวงเกษตรและสห
เนื่องจากยางพารา เป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของไทยที่ทำรายได้เข้าประเทศปีละหลายแสนล้านบาท โดยไทยเป็นผู้ผลิตและส่งออกยางพารามากที่สุดในโลกมาตั้งแต่ พ.ศ. 2534 แต่เกษตรกรชาวสวนยางได้ประสบปัญหาราคายางพาราตกต่ำลงเรื่อย ๆ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2554 จนถึงปัจจุบัน เป็นระยะเวลาเกือบ 10 ปีแล้ว ยางพาราจัดเป็นพืชเกษตรอุตสาหกรรมที่ไม่ใช่อาหาร (Non-food) ประเทศไทยใช้วัตถุดิบยางพาราทั้งน้ำยางข้นและยางแห้งชนิดต่าง ๆ มาแปรรูปทำเป็นผลิตภัณฑ์ยางพารา อาทิ ยางล้อ ถุงมือยาง ที่นอน หมอนและผลิตภัณฑ์ยางอื่น ๆ เพียงแค่ 13-14% เท่านั้น แต่มูลค่าการส่งออกผลิตภัณฑ์ยางพาราสูงเป็น 2 เท่าของวัตถุดิบยางพารา สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ(วช.)พิจารณาเห็นว่าแนวทางการแก้ปัญหาราคายางพาราตกต่ำที่ยั่งยืน ต้องเน้นการทำวิจัยและพัฒนานวัตกรรม เพื่อนำยางพาราไปทำเป็นผลิตภัณฑ์ยางพาราทั้งผลิตภัณฑ์เดิมและผลิตภัณฑ์ใหม่ให้มาก ๆ เพื่อเป็นการเพิ่มมูลค่า (Value-added) และเพิ่มปริมาณการใช้ยางพาราภายในประเทศ จะทำให้ราคายางพารามีเสถียรภาพและราคาขยับสูงขึ้นได้ ดังนั้น วช. จึงได้เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมยางพาราทั้งต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ มาร่วมเสว
