รัชกาลที่ 9
พืชเกษตรหลัก ที่มีผลชี้วัดทางเศรษฐกิจและการเมือง เราคงมองไปที่ ข้าว มันสำปะหลัง และยางพารา แต่หารู้ไม่ว่า พืชที่สำคัญอีกชนิด ที่มีผลชี้วัดไม่แพ้กัน นั่นก็คือ “อ้อย” “อ้อย” พืชอุตสาหกรรมที่ปลูกแล้วตัดส่งเข้าโรงงานหีบอ้อย ผ่านกระบวนการแปรรูปจนออกมาเป็นน้ำตาลต้องใช้พื้นที่ในการปลูกอ้อยไม่น้อยกว่าพืชหลัก 3 อย่างที่กล่าวมาข้างต้นจะกี่ยุคกี่สมัยจากผลสะท้อน เกษตรกรชาวไร่อ้อยก็ยังลุ่มๆ ดอนๆ ไม่ต่างอะไรกับเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปลูกมันสำปะหลัง และยางพารา จึงเป็นที่มาของการก่อตั้ง โรงเรียนเกษตรกรชาวไร่อ้อย NKS แห่งแรก ที่ตำบลเนินมะกอก อำเภอพยุหะคีรี จังหวัดนครสวรรค์ ชื่อนี้เป็นมาอย่างไร คุณสมนึก ประธานทิพย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท นครสวรรค์สติล จำกัด ผู้ผลิตเครื่องมือการเกษตร และเป็นผู้ก่อตั้งโรงเรียนเกษตรกรชาวไร่อ้อย NKS ได้ให้ความกระจ่างถึงที่มาของโรงเรียนแห่งนี้ ดังที่เกริ่นไว้ข้างต้น คุณสมนึกเป็นผู้ผลิตเครื่องมือจักรกลการเกษตรมายาวนาน ตั้งแต่ปี 2537 โดยเฉพาะการผลิตเครื่องมือ เครื่องจักรในการทำไร่อ้อย จึงทำให้ได้รู้จักกับ คุณกิวโด้ อานิก้าร์ (Mr.Guido Anicar) เกษตรกรชาวไร่อ้อยดีเด่นอันดับหนึ่งจาก
สวัสดีครับ คอลัมน์ “คิดใหญ่แบบรายย่อย The challenge of smallscale farmers” กับผม ธนากร เที่ยงน้อย ฉบับนี้เต็มใจพาท่านไปพบกับชุมชนที่เข้มแข็ง ผู้นำชุมชนและลูกบ้านก้าวเดินไปพร้อมๆ กัน ในงานสายพัฒนา ที่ทำได้ดีจนถูกยกให้เป็นตัวอย่างในหลายๆ ด้าน ทั้งเรื่องการพัฒนาอาชีพ การพัฒนาแหล่งน้ำ การพัฒนาชีวิตและความเป็นอยู่ของผู้คนในชุมชน ตามผมไปดูกันครับ ศูนย์การเรียนรู้เกษตรทฤษฎีใหม่ พาท่านมาพบกับ คุณพิเชษฐ์ เจริญพร ผู้ใหญ่บ้านหนองสามพราน อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี ผู้ใหญ่พิเชษฐ์ เริ่มต้นเล่าว่า “ผมเองไม่ใช่คนกาญจนบุรี แต่มาอยู่ที่นี่นานแล้ว ตั้งแต่ผมเรียนจบจากคณะสัตวศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ก็มาอยู่ที่กาญจนบุรีเรื่อยมา เมื่อก่อนที่นี่ร้อน แห้งแล้งมาก ผมก็ทำมาหากินอยู่ที่นี่ค่อยๆ เรียนรู้เรื่องการพัฒนาชุมชนจากผู้หลักผู้ใหญ่ จนถึงวันนี้ที่ต้องรับหน้าที่เป็นผู้ใหญ่บ้าน เป็นผู้นำชุมชนที่ต้องช่วยพัฒนายกระดับคุณภาพชีวิตของลูกบ้านอีกหลายชีวิต” ผลจากการพัฒนาหมู่บ้านของผู้นำชุมชนรุ่นเก่ารวมทั้งผลงานของผู้ใหญ่พิเชษฐ์ ได้ทยอยออกดอกผลให้คนในชุมชนชื่นใจแล้ววันนี้ พัฒนาแหล่งน้ำ หัวใจสำคัญสำหรับการเ
ณ บ้านเลขที่ 144 หมู่ที่ 1 บ้านสถาน ตำบลภูซาง อำเภอภูซาง จังหวัดพะเยา เป็นที่ตั้งสวนมีสุข ของเกษตรกรหัวก้าวหน้า เจ้าของศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (เครือข่าย) ทำการเกษตรตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง มีการทำบัญชีครัวเรือนมาช่วยวิเคราะห์เพื่อหาแนวทางการผลิตและอุดช่องโหว่ค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น คุณนิคม วงศ์ใหญ่ เล่าถึงประวัติส่วนตัวว่า จบการศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จากโรงเรียนบ้านสถาน ตำบลภูซาง เมื่อปี พ.ศ. 2532 พอจบก็เข้าไปทำงานที่กรุงเทพฯ โดยไปอยู่กับญาติ ทำงานเป็นเด็กเสิร์ฟร้านอาหาร เงินเดือนตอนนั้น 1,500 บาท เพราะความรู้น้อย เปรียบเทียบกับเด็กเสิร์ฟด้วยกันแต่เขาจบ ม.3 หรือ ม.6 ปรากฏว่ารายได้มากกว่า ด้วยวุฒิการศึกษาจึงคิดได้ว่าถ้าตนเองมีความรู้สูงกว่านี้รายได้จากการทำงานก็จะสูงกว่านี้ คุณนิคมจึงตัดสินใจกลับมาบ้านไปเรียนการศึกษานอกโรงเรียน (กศน.) จนจบมัธยมศึกษาปีที่ 6 แล้วไปเรียนต่อในระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) ที่วิทยาลัยเทคนิค เมื่อจบ ปวส. ก็มาพบกับ คุณชาลินี ตกลงใช้ชีวิตคู่กัน คุณนิคมพูดถึงคนอื่นว่าเริ่มต้นชีวิตครอบครัวจาก 1 หรือ 10 เพราะมีมรดกตกทอด แต่คู่
รมช. มนัญญา มอบนโยบายกรมส่งเสริมสหกรณ์ ยึดแนวเศรษฐกิจพอเพียง และพัฒนาช่องทางการขายสินค้าสหกรณ์ผ่านตลาดออนไลน์ แชร์ส่วนแบ่งตลาด 3 ล้านล้านบาท นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานพิธีเปิดงานสัมมนาวิชาการเนื่องในโอกาสครบรอบ 47 ปีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ว่า ขอให้กรมส่งเสริมสหกรณ์ยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่ 9 และพระราชดำริของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในการส่งเสริมงานสหกรณ์ เพราะจะเห็นว่าพระองค์ทรงงานหนักหลายด้าน แต่ก็ทรงให้ความสำคัญกับงานสหกรณ์มากเพราะสหกรณ์เป็นองค์กรที่มีความสำคัญที่จะช่วยดูแลเกษตรกรให้มีความเข้มแข็ง “ ความพอเพียงไม่ได้หมายความว่าลำบาก แต่เป็นการสร้างความมั่งคั่งและยั่งยืน เพราะหากไม่พอเพียงจะทำให้ชีวิตลำบาก หากรู้จักคำว่าพอเพียงจะไม่ลำบาก เกินกว่านั้นคือฟุ่มเฟือย ไร้ความจำเป็น ดังนั้นให้เจ้าหน้าที่ส่งเสริมสหกรณ์ในทุกพื้นที่จริงจังกับการทำงานเพื่อความเข้มแข็งสหกรณ์ กรมส่งเสริมสหกรณ์ ถือว่าทำงานใกล้ชิดกับเกษตรกรมากที่สุดและภารกิจยิ่งใหญ่ที่สุด ดิฉันอยากให้สกรณ์เราเข้มแข็ง เราต้องทุ่มเ
อาชีพการเลี้ยงโคนม นับเป็นอีกหนึ่งอาชีพที่สร้างรายได้ที่มั่นคงให้กับเกษตรกรไทย และเป็นอาชีพที่น่าภาคภูมิใจ เนื่องจากเป็นอาชีพพระราชทานจาก พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 เมื่อครั้งที่พระองค์ได้เสด็จพระราชดำเนินไปประเทศเดนมาร์ก ในปี 2503 ได้ทอดพระเนตรกิจการโคนมของเกษตรกรชาวเดนมาร์ก ทรงให้ความสนพระทัยเกี่ยวกับกิจการการเลี้ยงโคนมของชาวเดนมาร์กเป็นอย่างมาก ด้วยทรงเล็งเห็นว่า อาชีพการเลี้ยงโคนมจะช่วยให้ชาวไทยได้บริโภคอาหารที่มีคุณค่า ทั้งยังช่วยให้เกษตรกรไทยได้มีอาชีพที่มั่นคงและเป็นหลักแหล่ง ไม่ต้องบุกรุกทำไร่เลื่อนลอยอีกต่อไป และทรงมีพระราชดำรัสในคราวหนึ่งว่า “การเลี้ยงโคนมก็เป็นอาชีพที่ดีสำหรับคนไทย เหมาะกับประเทศ และถ้าใช้หลักวิชาที่เหมาะสม ก็จะทำให้มีความเจริญและมีรายได้ดี” กรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้จัดอบรมเพิ่มขีดความสามารถทายาทและยุวชนเกษตรกรโคนมในการเลี้ยงโคนม เพื่อเพิ่มผลผลิตฟาร์มโคนมที่ปฏิบัติได้และเป็นผลจริง ซึ่งร่วมกับคณะสัตวแพทย์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน และคณะสัตวแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น อบรมความรู้เกี่ยวกับการเลี้ยง
เมื่อวันที่ 21 กันยายน 2562นายสหภูมิ ภูมิธฤติรัฐ ผู้อำนวยการสำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ( พกฉ. ) จัดแถลงข่าวผลการดำเนินงานของสำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติฯ ในรอบ 10 ปี และทิศทางการดำเนินงาน ในอนาคต ณ ศาลาเพียงดิน พิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จ.ปทุมธานี นายสหภูมิ ภูมิธฤติรัฐ ผู้อำนวยการสำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เปิดเผยว่า “ตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมาพิพิธภัณฑ์การเกษตรฯ มีภารกิจเผยแพร่พระเกียรติคุณและพระอัจฉริยภาพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ด้านการเกษตรด้วยการพัฒนาอย่างต่อเนื่องพร้อมตั้งมั่นในการสนองพระราชปณิธานในพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ทรงสืบสาน รักษา ต่อยอด แนวพระราชดำริ ในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตรจึงได้พัฒนาพื้นที่การเรียนรู้พิพิธภัณฑ์กลางแจ้ง ให้เป็นแหล่งเรียนรู้และแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรที่สมบูรณ์แบบ พร้อมนำเสนอเผยแพร่องค์ความรู้ในการขับเคลื่อนปรัชญาเศรษฐกิจพอเพ
กรมวิชาการเกษตร สานต่อโครงการ “5 ประสาน สืบสานเกษตรทฤษฎีใหม่ ถวายในหลวง” กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ที่ทรงมีต่อปวงชนชาวไทย จึงได้จัดทำโครงการเกษตรทฤษฎีใหม่ขึ้นเพื่อถวายแด่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร โดยส่งเสริมให้เกษตรกรที่มีความสมัครใจจาก 882 อำเภอ รวมทั้งสิ้น 70,000 ราย/ปี น้อมนำหลักทฤษฎีใหม่ไปปรับใช้ในพื้นที่ของตนเองอย่างเหมาะสม สอดคล้องกับสภาพพื้นที่ของเกษตรกรแต่ละพื้นที่ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของเกษตรกรในการลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ สร้างอาชีพจากผลผลิตในทำเกษตรทฤษฎีใหม่ในครัวเรือนของตนเอง นายจำรอง ดาวเรือง รองอธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า ที่ผ่านมากรมวิชาการเกษตรได้ดำเนินงานขับเคลื่อนนโยบายส่งเสริมเกษตรทฤษฎีใหม่ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ภายใต้โครงการ “5 ประสาน สืบสานเกษตรทฤษฎีใหม่ ถวายในหลวง” มาตั้งแต่ปี 2560 ด้วยการส่งเสริมและปลูกฝังให้เกษตรกรและประชาชนศึกษาและน้อมนำองค์ความรู้หลักเกษตรทฤษฎีใหม่ที่ได้รับไปปรับใช้กับพื้นที่เกษตรของตนเองได้อย่างเหมาะสมและสอดคล้องกับพื้นที่ของเกษตรเพื่อให้เกษตรกรมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น สา
ศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพาน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดสกลนคร เป็นอีก 1 ใน 4,000 โครงการที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงพระกรุณาพระราชทานพระราชดำริให้จัดตั้งขึ้น เพื่อประโยชน์ในการพัฒนาอาชีพความเป็นอยู่และคุณภาพชีวิตของพสกนิกรชาวไทยในเขตพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศ พื้นที่ 13,300 ไร่ของศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานฯ ซึ่งตั้งอยู่ที่ ต.ห้วยยาง อ.เมือง จ.สกลนคร แบ่งเป็นพื้นที่พัฒนาการเกษตรประมาณ 2,300 ไร่ พื้นที่เขตปริมณฑลเพื่อการพัฒนาป่าไม้ประมาณ 11,000 ไร่ ซึ่งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าภูล้อมข้าวและป่าภูเพ็ก ในปี 2458 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมราษฎรในพื้นที่ภาคอีสานเป็นครั้งแรกของประเทศไทย ซึ่งการเสด็จฯครั้งนั้นทำให้พระองค์ทรงเห็นปัญหาความแห้งแล้งที่มาจากหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการตัดไม้ทำลายป่า เรื่องของสภาพดิน และการใช้พื้นที่เกษตรที่ไม่ถูกหลักวิชาการ สำหรับศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานฯ เน้นการศึกษาค้นคว้าวิจัยทดลองงานพัฒนาการเกษตรที่เหมาะสมแก่ท้องถิ่น และนำออกเผยแพร่เป็นตัวอย่างให้ราษฎรนำไปปฏิบัติ เพื่อพัฒนาอาชีพ ฟื้นฟูและพัฒนาป่า
สวัสดีท่านผู้อ่านที่รักและคิดถึงทุกท่านครับ เปิดหัวมาดัวยประโยคหวานๆ แบบนี้คงแปลกใจไม่น้อย ไม่มีอะไรมากครับ เพียงแค่ได้ไปออกกำลัง สูดอากาศที่สดชื่น และได้ทำกิจกรรมเพื่อประโยชน์กับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่ (น่าจะ) ดีขึ้น เพราะรอบนี้ผมและทีมงานเพื่อนๆ จิตอาสา ไปร่วมกิจกรรมสร้างฝาย (ชะลอน้ำ) ขยายโป่งเทียม ที่ภูพอก ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติทับลาน อำเภอนาดี จังหวัดปราจีนบุรี เมื่อพูดถึง ฝายชะลอน้ำ ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการพระราชดำริ ในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 ที่เกี่ยวเนื่องกับการปลูกป่าดังพระราชดำรัส “การปลูกป่าทดแทนป่าไม้ที่ถูกทำลายนั้น จะต้องสร้างฝายเล็กเพื่อหนุนน้ำส่งไปตามเหมือง ไปใช้ในพื้นที่เพาะปลูกทั้งสองด้าน ซึ่งจะให้น้ำค่อยๆ แผ่ขยายออกไปทำความชุ่มชื้นในบริเวณนั้นด้วย” ในส่วนของฝายพระองค์ได้พระราชทานพระราชดำรัสไว้ว่า “ให้พิจารณาดำเนินการสร้างฝายราคาประหยัด โดยใช้วัสดุราคาถูก และหาง่ายในท้องถิ่น เช่น แบบหินทิ้งคลุมด้วยตาข่าย ปิดกั้นร่องน้ำกับลำธารเล็กๆ เป็นระยะๆ เพื่อให้เก็บกักน้ำและตะกอนดินไว้บางส่วน โดยน้ำที่กักเก็บไว้จะซึมเข้าไปในดิน
จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็น 1 ใน 8 จังหวัด ที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ 9) ได้พระราชทานที่ดินทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ให้กับสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตรกรรม ( ส.ป.ก.) เมื่อปี 2518 เพื่อนำไปแจกจ่ายให้เกษตรกรใช้เป็นที่ดินทำกิน ส.ป.ก. ส่งเสริมวิถีชีวิต “เศรษฐกิจพอเพียง” บนแผ่นดินพ่อ สำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ได้น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ที่ทรงมีต่อพสกนิกร ของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ 9) ทรงตระหนักถึงปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนในทุกๆ ด้าน ปัญหาเรื่องที่ดินทำกินและการพัฒนาการเกษตรเป็นปัญหาหนึ่งที่พระองค์ทรงสนพระทัย และทรงเป็นผู้ริเริ่มในการพัฒนาด้านการเกษตรต่างๆ เมื่อพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมประกาศใช้บังคับ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ได้พระราชทานที่ดินของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ในพื้นที่ 8 จังหวัด จำนวน 51,967 ไร่ 95 ตารางวา ให้กับสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตรกรรม ต่อมาสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ได้กัน
