ลิ้นจี่
นายกิตติพงษ์ งามจริง นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการพิเศษ สำนักงานเกษตรจังหวัดสมุทรสงคราม เปิดเผยว่า หลังจากเว้นมา 3 ปี ขณะนี้ลิ้นจี่ของจังหวัดสมุทรสงครามมีผลผลิตออกสู่ตลาดแล้ว โดยพื้นที่การผลิตทั้งจังหวัดมี 5,776 ไร่ คาดการณ์ว่าผลผลิตจะออกสู่ตลาด 3,200 ตัน ปัจจุบันเริ่มมีการนำผลผลิตออกมาจำหน่าย ราคากิโลกรัมละ 150-170 บาท ทางจังหวัดได้จัดจุดจำหน่ายให้กับเกษตรกร ริมถนนพระราม 2 ขาล่อง ใกล้ปั๊มน้ำมัน ปตท. หากผู้ขายไม่ใช่เกษตรกร ต้องมาขึ้นทะเบียนกับสำนักงานเกษตรจังหวัดสมุทรสงคราม ทั้งนี้เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้ซื้อ นายกิตติพงษ์กล่าวว่า ระหว่างวันที่ 20-22 เมษายน 2561 มีงานลิ้นจี่ที่หน้าศาลากลางจังหวัดสมุทรสงคราม อีกกิจกรรมหนึ่งคือ”ปั่นจักรยานชม-ชิมลิ้นจี่” โดยชมรมจักรยานกรมส่งเสริมการเกษตร มีขึ้นวันที่ 29 เมษายน 2561 มีนายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ประธานชมรมฯเป็นประธานเปิดงานและพาชมสวน ค่าสมัคร 450 บาท ผู้เข้าร่วมจะได้เป้ 1 ใบ พร้อมผลผลิตลิ้นจี่ 2 กิโลกรัม ผู้สนใจถามรายละเอียดและสมัครได้ที่ โทรศัพท์ 081-5708101 “ทางสำนักงานเกษตรจังหวัดสมุทรสงคราม ได้เตรียมสวนให้ผู
สศก. เผย ปี 61 ผลผลิตลิ้นจี่ทั้งประเทศ 45,446 ตัน ลดลงจากปีที่แล้วเพียงร้อยละ 1 ในขณะที่ผลผลิตต่อไร่ 450 กก. เพิ่มขึ้น ร้อยละ 8 เนื่องจากสภาพอากาศเอื้ออำนวยต่อการออกดอกติดผล โดยผลผลิตสำคัญ 4 จังหวัด ภาคเหนือ จะออกสู่ตลาดตั้งแต่ปลายเดือนเมษายนและออกมากในเดือนพฤษภาคมนี้ คิดเป็น ร้อยละ 62 ของผลผลิตทั้งหมด นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงสถานการณ์การผลิตลิ้นจี่ ปี 2561 (ข้อมูลคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ ณ 26 กุมภาพันธ์ 2561) พบว่า เนื้อที่ให้ผล รวมทั้งประเทศ 100,927 ไร่ ลดลง จากปี 2560 ร้อยละ 9 เนื่องจากลิ้นจี่ให้ผลผลิตน้อยติดต่อกันหลายปี ในแหล่งผลิตที่สำคัญทางภาคเหนือ และภาคกลาง เกษตรกรจึงปรับเปลี่ยนไปปลูกไม้ผลอื่น เช่น ลำไย มะม่วง กล้วยหอม กล้วยน้ำว้า ส้มโอ และมะพร้าวน้ำหอม เป็นต้น ผลผลิต รวมทั้งประเทศ 45,446 ตัน ลดลง ร้อยละ 1 ตามการลดลงของเนื้อที่ให้ผล ส่วนผลผลิตต่อไร่ 450 กก. เพิ่มขึ้น ร้อยละ 8 จากสภาพอากาศเอื้ออำนวยต่อการออกดอกติดผล โดยมีอากาศหนาวเย็น และหนาวนานกว่าปีที่ผ่านมา เหมาะกับการออกดอกของลิ้นจี่ จากก
ไทยครองแชมป์ตลาดผัก-ผลไม้ในเวียดนาม ด้วยส่วนแบ่งตลาดสูงถึง 61.8% หลังปลดล็อกการระงับนำเข้าผลไม้ไทย 4 ชนิด มะม่วง ลำไย ลิ้นจี่ และเงาะ แนะผู้ส่งออกต้องคุมเข้มเรื่องคุณภาพรักษาตลาด นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ขณะนี้การส่งออกผักและผลไม้ของไทยไปยังตลาดเวียดนามมีแนวโน้มขยายตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดกระทรวงเกษตรและพัฒนาชนบทเวียดนามได้รายงานตัวเลขการนำเข้า 7 เดือนของปี 2560 พบว่า การนำเข้าจากไทยเพิ่มขึ้นถึง 3.2% และผักผลไม้ไทยมีสัดส่วนการนำเข้ามากที่สุดถึง 61.8% ของการนำเข้าผักและผลไม้ทั้งหมดจากต่างประเทศของเวียดนาม โดยรองลงมา คือ จีน มีสัดส่วน 16% และยังพบว่ามีการนำเข้าจากอินเดียและนิวซีแลนด์เพิ่มขึ้นด้วย ผลจากการที่ไทยส่งออกผักผลไม้ไปเวียดนามได้เพิ่มขึ้น มาจากการที่กระทรวงพาณิชย์ได้ผลักดันให้เวียดนามยกเลิกการระงับการนำเข้าผลไม้จากไทย 4 ชนิด ได้แก่ มะม่วง ลำไย ลิ้นจี่ และเงาะ จนทำให้ปัจจุบันไทยสามารถส่งออกผักและผลไม้ทุกชนิดไปยังเวียดนามได้ เลยส่งผลให้การส่งออกขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้การส่งออกจะต้องมีใบรับรองสุขอนามัยพืชที่ออกโดยหน่วยงานข
คุณสมชาย เชี่ยวชาญศิลป์ หรือ คุณชาย วัย 45 ปี เจ้าของสวนส้มโชกุนดาวทอง ที่อ.เบตง จ.ยะลา คุณสมชาย เป็นที่รู้จักของนักวิชาการ เกษตรกร และสื่อมวลชน เมื่อเขาลุกขึ้นมาโค่นยางพารา บางส่วนของที่บ้าน แล้วปลูกส้มโชกุนเบตง ของดีจังหวัดยะลา ซึ่ง “เส้นทางเศรษฐีออนไลน์” เคยนำเสนอไปแล้วนั้น คุณสมชาย อธิบายให้ “เส้นทางเศรษฐีออนไลน์” ฟังถึง เงาะลิ้นจี่ ว่าเป็นเงาะป่าของมาเลเซีย แต่ปลูกได้ทางภาคใต้ มีรสอร่อย รสชาติมันคือเงาะผสมลิ้นจี่ กรอบ เนื้อไม่ติดเม็ด “ผมเคยเจอที่อ.เบตง เขาขายกันกิโลกรัมละ 60-80 บาท แล้วก็หายไปพักใหญ่ ตอนนี้ผมไปเจอที่สวนของเพื่อน กะว่าจะนำมาขยายแล้วมาปลูกที่สวน เพื่อให้เป็นแหล่งเรียนรู้ที่สมบูรณ์ มีพืชหลากหลายให้ชม” ปัจจุบัน คุณสมชายมีศูนย์การเรียนรู้ สวนดาวทอง ที่ อ.เบตง จ.ยะลา มีผู้ไปเรียนรู้ดูงานจากหลายภาคส่วนจำนวนมาก และตั้งเป้าไว้ว่าจะให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรอีกด้วย ขอบคุณภาพ คุณสมชาย เชี่ยวชาญศิลป์
ลิ้นจี่ เป็นผลิตผลสินค้าเกษตรอย่างหนึ่งที่มักประสบปัญหาราคาไม่แน่นอน เกษตรกรมีความเสี่ยงในด้านการผลิตคือผลแตกและร่วง ทำให้เกษตรกรได้ผลผลิตน้อยและมีความเสี่ยงด้านการตลาด เกษตรกรมักขายได้ราคาต่ำ ว่าที่ร้อยตรี ดร.สมสวย ปัญญาสิทธิ์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 6 จ.เชียงใหม่กล่าวว่า เกษตรกรชาวสวนลิ้นจี่มักจะประสบปัญหาสำคัญ 2 ประการคือผลแตกและผลร่วง ทั้งนี้เพราะในช่วงที่ลิ้นจี่ติดผลเจริญเติบโตใกล้จะเก็บเกี่ยวผลผลิตจำหน่าย ประมาณปลายเดือนเมษายน – พฤษภาคม ซึ่งช่วงนี้สภาพอากาศร้อนและเจอฝนตกสลับกัน 2-3 ครั้ง จึงทำให้ผลลิ้นจี่แตกและร่วง ด้วยเหตุนี้เกษตรกรจึงมีความจำเป็นที่จะต้องเร่งเก็บผลผลิตจำหน่าย ทำให้ได้ราคาต่ำ และที่ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.)ลิ้นจี่ อ.แม่ใจ จ.พะเยา ได้นำเอานวัตกรรมการห่อช่อผลลิ้นจี่ด้วยกระดาษโคบอน สามารถแก้ไขปัญหาลิ้นจี่แตก/ร่วง และประสบความสำเร็จในการยกระดับมาตรฐานสินค้า ทำให้ราคาลิ้นจี่ที่ห่อช่อผลมีราคากิโลกรัมละ 80 บาท ในขณะที่ลิ้นจี่ที่ไม่ห่อช่อผล จำหน่ายได้กิโลกรัมละ 30 บาทเท่านั้น โดยมีส่วนต่างของราคาถึง 50 บาทต่อกิโลกรั
พะเยา – นายจัตุรงค์ สุวรรณะ นายก อบต. แม่สุก อำเภอแม่ใจ จังหวัดพะเยา เผยว่า ขายลิ้นจี่ผ่านระบบออนไลน์รับพรีออเดอร์ ก่อนส่งสินค้าให้ลูกค้าถึงมือโดยตรง ร่วมกับทางไปรษณีย์แม่ใจ ผู้ประกอบการชาวสวนลิ้นจี่จำนวน 25 ราย เกษตรกรอำเภอแม่ใจ และเจ้าหน้าที่เกษตรให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ “การเปิดตลาดทางออนไลน์เป็นครั้งแรกของลิ้นจี่แม่ใจ ตอนนี้เกษตรกรชาวสวนลิ้นจี่ 25 ราย มองว่าเป็นการขายที่ได้ราคางามและได้ความรู้เรื่องการคัดผลผลิตลิ้นจี่คุณภาพเกรดพรีเมียม แม้ขั้นตอนจะละเอียดแต่เมื่อเทียบกับราคาที่ได้แล้วเกษตรกรประทับใจมาก ทำให้เกษตรกรแจ้งว่าในปีถัดไปจะหันมาทำลิ้นจี่ห่อกันมากขึ้น ทาง อบต. และผู้ประสานงานทุกภาคส่วนทั้งเกษตรอำเภอ หอการค้า ได้ขอให้เกษตรกรคัดคุณภาพลิ้นจี่เพื่อสร้างชื่อเสียงให้แก่จังหวัดพะเยาอย่างยั่งยืน” จุดรับซื้อหรือล้งในอำเภอแม่ใจ รับซื้อคัดเกรด เอเอ กิโลกรัมละ 23-25 บาท เอ กิโลกรัมละ 19-33 บาท และ บี 15-20 บาท ขอบคุณข้อมูลจากข่าวสด
นายการุณย์ มะโนใจ นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการ กลุ่มยุทธศาสตร์และสารสนเทศ สำนักงานเกษตรจังหวัดพะเยา แจ้งว่า สถานการณ์ลิ้นจี่ของจังหวัดพะเยา ปีการผลิต 2560 พบว่าพื้นที่ให้ผลผลิต จำนวน 13,782 ไร่ เกษตรกร 2,043 ราย ผลผลิตภาพรวมทั้งจังหวัด 8,174.7 ตัน มากที่สุดที่แม่ใจ 6,645.6 ตัน ทางจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งภาคเอกชนกำลังดำเนินการประชุมคณะทำงานหารือเพื่อร่วมกันวางระบบระบายผลผลิตลิ้นจี่ ทั้งการจัดงานลิ้นจี่ และประชาสัมพันธ์อย่างแพร่หลายถึงผลผลิตลิ้นจี่คุณภาพของพะเยา เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรอีกทางหนึ่ง ด้าน นายคงศักดิ์ ธรานิศร ประธานหอการค้าจังหวัดพะเยา กล่าวว่า จากการเข้าร่วมประชุมระดับจังหวัดในนามของภาคเอกชน ทราบว่าปีนี้ผลผลิตลิ้นจี่มีมากกว่าปีที่ผ่านมา เพราะพื้นที่เพิ่มมากขึ้น ภัยธรรมชาติก็รบกวนน้อย ทำให้ผลผลิตลิ้นจี่จึงมีมากขึ้น ลิ้นจี่ของจังหวัดพะเยาได้รับการยอมรับว่าเป็นลิ้นจี่คุณภาพอันดับต้นๆ ของภาคเหนือ แต่เนื่องจากมีผลผลิตมากจะต้องมีการวางแผนเพื่อระบายผลผลิตช่วยเหลือเกษตรกร สำหรับภาคเอกชนเบื้องต้นตนได้ประสานงานไปยังเครือข่ายนักธุรกิจในส่วนกลาง ทั้งห้างสรรพสินค้า หน่
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เกษตรกรนิยมปลูกลิ้นจี่ในพื้นที่ ตำบลขามเฒ่า อำเภอเมือง มากกว่า 200 ไร่ โดยเฉพาะบ้านนาโดน หมู่ที่ 2, 4, 11 กำลังเร่งเก็บเกี่ยวผลผลิตออกสู่ตลาด ซึ่งเป็นที่ชื่นชอบของผู้บริโภค เนื่องจากลูกโตน้องๆ ไข่ไก่ มีรสชาติหวานอมเปรี้ยว ขณะที่มีพ่อค้าชาวจีนมาทำสัญญาจองซื้อทั้งสวน อีกทั้งริมทางหลวงมีแม่ค้า พ่อค้า แห่มาตั้งเพิงร้าน กว่า 20 แห่ง คึกคัก ส่งผลให้มีเงินสะพัดวันละหลายแสนบาท นางรัตนาพร นอริสาร วัย 41 ปี กล่าวว่า ตนมีเนื้อที่ข้างบ้าน 2 ไร่ จึงปลูกลิ้นจี่พันธุ์ น.พ.1 ไว้ประมาณ 60 ต้น ปลูกมาได้ 7 ปี จึงได้ทยอยเริ่มเก็บผลผลิตเฉลี่ยต้นละ 50 กิโลกรัม ทยอยออกเป็นรุ่นได้ผลผลิตปีนี้ 2-3 ตัน มีพ่อค้าจากตลาดไทมาเหมาซื้อครั้งละ 300-400 กิโลกรัม ช่วงต้นฤดูกาลใหม่ราคาพุ่งกิโลกรัมละ 100 บาท “ช่วงต้นเดือนเม.ย.มารับซื้อถึงสวน กิโลกรัมละ 80 บาท จำนวน 300 กิโลกรัม ได้เงินเข้ากระเป๋า วันละ 24,000 บาท หลังจากให้ลูกที่ปิดเทอมมาช่วยตัดส่ง 3 วัน มีรายได้มากกว่า 1 แสนบาท ส่งเสียบุตรสาว 3 คนได้สบายๆ” ขณะที่ คุณยายฮวน นันทพัฒนา อายุ 73 ปี กล่าวว่า ปลูกลิ้นจี่พันธุ์ น.พ.1 ไว้ 3 ไร่ จำนวน 60 ต้น ปีน
ในปี พ.ศ. 2560 จังหวัดสมุทรสงคราม ไม่มีผลผลิตลิ้นจี่ออกมา และไม่มีการจัดงานวันลิ้นจี่เช่นกัน จังหวัดสมุทรสงครามว่างเว้นจากการจัดงานวันลิ้นจี่ติดต่อกันมาแล้วถึง 3 ปี ด้วยเหตุที่ไม่มีผลลิ้นจี่ออกมาจำหน่าย งานวันลิ้นจี่จังหวัดสมุทรสงคราม เป็นที่สนใจของนักชิมนักท่องเที่ยวอย่างมาก อาจเป็นเพราะมีรสชาติต่างจากลิ้นจี่ทางภาคเหนือและอยู่ใกล้กรุงเทพฯ การเดินทางสะดวกสบาย สามารถเดินทางไปกลับได้ในวันเดียว ลิ้นจี่เป็นผลไม้เสี่ยงทายที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกันกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์และไสยศาสตร์ใดๆ ดังนั้น จึงไม่ต้องไปบนบานศาลกล่าวกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เพราะไม่สามารถมาช่วยได้ แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพภูมิอากาศ อะไรก็มาช่วยไม่ได้กับความไม่แน่นอนของสภาพภูมิอากาศ ปีใดฟ้าฝนเป็นใจปีนั้นก็จะมีลิ้นจี่ออกมา เพราะความไม่แน่นอนของการออกดอกติดผลของลิ้นจี่ ทำให้เจ้าของสวนลิ้นจี่บางสวนต้องโค่นต้นลิ้นจี่ลง เพราะมันไม่คุ้มกันกับการรอที่ไม่ได้รับผลประโยชน์ในแต่ละปี บางสวนหันมาปลูกส้มโอขาวใหญ่ที่ให้ผลผลิตตลอดปีราคาดี มีรายได้ต่อเนื่องทั้งปี ในอดีตจังหวัดสมุทรสงครามเคยมีพื้นที่ปลูกประมาณ 20,000 ไร่ ปัจจุบัน เหลือพื้นที่ปลูกลิ้นจี่
สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 10 ระบุ ปีนี้ ลิ้นจี่แม่กลองสมุทรสงครามผลผลิตน้อย มีการสั่งจองล่วงหน้า ดันราคาพุ่งสูงถึงกิโลกรัมละ 200 บาท เตือนผู้บริโภค ระวังผู้ไม่หวังดี นำลิ้นจี่จากแหล่งอื่นไม่มีคุณภาพมาแอบอ้าง ว่าเป็นลิ้นจี่แม่กลองเพื่อหวังกำไร นายคมสัน จำรูญพงษ์ รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า จังหวัดสมุทรสงคราม ถือเป็นแหล่งผลผลิตลิ้นจี่ที่สำคัญในภาคกลาง มีพื้นที่ปลูกลิ้นจี่ในพื้นที่ 3 อำเภอ ได้แก่ อ.เมือง อ.อัมพวา และ อ.บางคนที ส่วนใหญ่เป็นลิ้นจี่พันธุ์ค่อมลำเจียก ซึ่งเป็นผลไม้ที่มีชื่อเสียง และเป็นราชินีผลไม้ของจังหวัดที่คนทั่วไปเรียกว่า “ลิ้นจี่แม่กลอง” จุดเด่นของลิ้นจี่แม่กลอง เมื่อสุกเต็มที่จะมีสีแดงเข้ม เปลือกแข็ง ตุ่มค่อนข้างแหลม เปลือกด้านในจะมีสีชมพู มีกลิ่นหอม หวาน เนื้อแห้งร่อนไม่ติดเมล็ด เนื้อสีขาวหรือขาวนวล เมล็ดเล็ก บ่าของผลกว้างสวยเป็นรูปหัวใจ รสชาติเข้มจัด หวานนำเปรี้ยวตามเล็กน้อย ซึ่งตามปกติลิ้นจี่สมุทรสงครามจะให้ผลผลิตปีละ 1 ครั้ง ในช่วงเดือนมีนาคม ถึง เมษายน ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ เนื่องจากลิ้นจี่เป็นพืชที่ต้องการอา
