ศาสตร์พระราชา
ในระยะเวลา 1 ปีที่ผ่านมา หลังจาก “คุณพิสุทธิ์ บุษยพรรณพงศ์” ผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬ คนที่ 7 ได้ก้าวเข้ามาทำหน้าที่พ่อเมืองของจังหวัดบึงกาฬอย่างเป็นทางการเมื่อเดือนตุลาคม 2559 จนถึงปัจจุบัน ได้ผลักดันโครงการต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนสู่เป้าหมายหลัก คือ “สังคมเป็นสุข” อย่างต่อเนื่อง อาทิ มุ่งพัฒนา “ยางพาราบึงกาฬ 4.0” พลิกฟื้น “การทำสวนผลไม้” ในจังหวัดบึงกาฬ พัฒนามูลค่าเพิ่มข้าวแบบครบวงจร ฯลฯ ก้าวเข้าสู่ปีที่ 2 ของการดำรงตำแหน่งพ่อเมือง ท่านผู้ว่าฯ ยังมีไอเดียเด็ดๆ อีกมากมายที่จะนำมาใช้พัฒนาจังหวัดบึงกาฬ เช่น ลดปัญหาหนี้สินในระดับครัวเรือน สร้างแหล่งท่องเที่ยวชุมชนเพื่อให้ประชาชนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น อันจะนำไปสู่ความมั่งคั่งแก่ประชาชนชาวบึงกาฬอย่างยั่งยืน เรียนรู้ “ศาสตร์พระราชา” พัฒนาคุณภาพชีวิต ในอดีต ประชาชนทั้งในภาคการเกษตร และนอกภาคเกษตรประสบปัญหาขาดเงินทุนหมุนเวียนสำหรับประกอบอาชีพ จึงกู้ยืมเงินนอกระบบ เกิดหนี้สินก้อนโต ใช้ชีวิตอย่างไม่มีความสุข รัฐบาลพยายามแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยนำ “ศาสตร์พระราชา” มาช่วยเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม “คน” ลดปัญหาหนี้ส
ฝ่ายพัฒนานักศึกษา คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จัดโครงการส่งเสริมทักษะการเรียนรู้ของนักศึกษาในศตวรรษที่ 21 : ตามรอยวิถีเกษตรชุมชนเศรษฐกิจพอเพียง ณ หมู่ที่ 7 ตำบลบึงกาสาม อำเภอหนองเสือ จังหวัดปทุมธานี ผู้บริหาร คณาจารย์ เจ้าหน้าที่และนักศึกษา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี ลงชุมชนหมู่ที่ 7 ตำบลบึงกาสาม อำเภอหนองเสือ จังหวัดปทุมธานี พัฒนาด้านสังคม เศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมแบบยั่งยืนด้วยการใช้เทคนิคทางชีวภาพในการแก้ปัญหาการเกษตร ตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง รศ.ดร.ประเสริฐ ปิ่นปฐมรัฐ อธิการบดี มทร.ธัญบุรี เปิดเผยว่า มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี “มุ่งผลิตบัณฑิตนักปฏิบัติมืออาชีพ” บนพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อนำองค์ความรู้ที่เกิดจากการเรียนรู้ไปถ่ายทอดให้กับชุมชนสังคมของประเทศ โดยในการดำเนินการด้านพันธกิจสัมพันธ์มหาวิทยาลัยกับสังคม (Social Engagement) ทางมหาวิทยาลัยได้มอบหมายให้แต่ละคณะดำเนินการลงพื้นที่ในชุมชน ซึ่งทางมหาวิทยาลัยได้ดำเนินการมามากกว่า 10 ปี เข้าไปรับถ่ายทอดองค์ความรู้ งานวิจัยและนวัตกรรม การเข้าไปในแต่ละชุมชนไม่ได้เข้าไปเปลี่ยนวิถีชีวิตขอ
สารคดีเสียงจากแผ่นดินตอนนี้จะพาทุกคนไปทำความรู้จักวิสาหกิจชุมชนกลุ่มผู้ผลิตปุ๋ยอินทรีย์ ตำบลไร่ขิง อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม จากการวมกลุ่มผลิตเพื่อใช้เอง พัฒนาต่อยอดสู่แหล่งผลิตคุณภาพ สร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้กับคนในชุมชนอย่างยั่งยืน #เสียงจากแผ่นดิน #ศาสตร์พระราชา #มูลนิธิปิดทองหลังพระ #ปุ๋ยอินทรีย์ #ไร่ขิง #สามพราน #นครปฐม
พบกลุ่มสตรีผลิตภัณฑ์ของใช้ในครัวเรือน ในโครงการพระราชประสงค์หุบกะพง ต.เขาใหญ่ อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี เป็นการรวมกลุ่มที่นำสมุนไพรพื้นบ้าน มาแปรรูปเป็นผลผลิตภัณฑ์ของใช้ภายในครัวเรือน จนได้รับคัดสรรเป็นสินค้าเด่น สู่ผลิตภัณฑ์ OTOP ระดับ 5 ดาว ที่เข้ามาช่วยขับเคลื่อน และพัฒนาชุมชน ต่อยอดสู่การสร้างอาชีพได้อย่างยั่งยืน #เสียงจากแผ่นดิน #ศาสตร์พระราชา #มูลนิธิปิดทองหลังพระ #สุมนไพร #OTOP #ชะอำ #เพชรบุรี
ต.ห้วยแก้ว อ.แม่ออน จ.เชียงใหม่ พลิกฟื้นผ่านวิกฤติ สู่ความอุดมสมบูรณ์ “จากวิถีที่พอเพียง อาศัยการใช้ประโยชน์จากป่าอย่างยั่งยืน สะท้อนถึงสุขภาวะของชุมชนที่เป็นสุขมากขึ้น เมื่อคนในชุมชนลุกขึ้นมาจัดการตนเองอย่างเป็นรูปธรรมและจริงจังมากขึ้น ด้วยการรวมกลุ่มสร้างวงพูดคุยทบทวนดูสภาพปัญหาและเหตุของปัญหาที่เกิดขึ้นร่วมกัน” #เสียงจากแผ่นดิน #ศาสตร์พระราชา #มูลนิธิปิดทองหลังพระ #บ้านบางจำปี #วิถีพอเพียง #เชียงใหม่ #พัฒนาป่า
ต้องยอมรับความจริงว่าหลายพื้นที่ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ต่างประสบปัญหาดินเสื่อมคุณภาพ ทั้งอาจเกิดจากสภาพธรรมชาติโดยรวมของพื้นที่ หรือการใช้ดินอย่างไม่ถูกต้องตามแนวทางของการทำเกษตรอย่างถูกวิธี ซึ่งเหมือนกับ “บ้านฮูแตทูวอ” หมู่ที่ 4 ต.โคกเคียน อ.เมือง จ.นราธิวาส ที่ประสบปัญหาดินทราย ดินเปรี้ยว เพาะปลูกอะไรไม่ค่อยได้ผล นอกจากแค่ปลูกปาล์ม และมะพร้าว ผลเช่นนี้ จึงทำให้ชาวบ้านส่วนใหญ่ออกไปรับจ้างนอกหมู่บ้าน บางส่วนไปทำงานในเมือง จนทำให้เกิดปัญหาครอบครัว แต่เมื่อมูลนิธิปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ และมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เข้ามาในหมู่บ้านเพื่อพูดคุยกับผู้ใหญ่บ้าน และตัวแทนชุมชน เพื่อหาวิธีแก้ปัญหา เมื่อปี 2558 ผลสัมฤทธิ์ทุกอย่างจึงค่อย ๆ ดีขึ้น “ฮารน เงาะ” ผู้ใหญ่บ้าน บ้านฮูแตทูวอ หมู่ที่ 4 ต.โคกเคียน อ.เมือง จ.นราธิวาส เล่าให้ฟังว่า หมู่บ้านเรามีประชากร 1,642 คน ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตร เลี้ยงสัตว์ และประมง ส่วนแม่บ้านก็จะประกอบอาชีพเสริมด้วยการทำเครื่องจักสาน เสื่อกระจูด ย่านลิเภา และทำเรือกอและจำลอง “ที่ผ่านมาหมู่บ้านของเราประสบปัญหาหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเรื่องแหล่งน้ำในการทำเ
ชีวิต “พอเพียง” ตามรอยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่ได้ช่วยเหลือประชาชนมากมายในเรื่องของการเกษตร เพื่อให้ประชาชนมีรายได้เสริม พัฒนาตนเองให้มีอยู่มีกินจนถึงปัจจุบัน เเละยังมีการจัดตั้งโครงการมากมายเพื่อฟื้นฟูป่า พร้อมปลูกพืชพรรณไม้ต่างๆ “ประชาชาติธุรกิจออนไลน์” ได้มีโอกาสเข้าไปศึกษา วิชา ๙ หน้า ศาสตร์พระราชาจากตำราของพ่อ “วิชาหม้อดิน” ณ ศูนย์ศึกษาวิธีการฟื้นฟูที่ดินเสื่อมโทรมเขาชะงุ้ม อ.โพธาราม จ.ราชบุรี ซึ่งเป็นอีกหนึ่งโครงการของในหลวงรัชกาลที่ 9 เพื่อส่งเสริมเกษตรกรให้มีรายได้เเละอาชีพ เเต่เดิมพื้นที่โครงการแห่งนี้เป็นฟาร์มปศุสัตว์และปลูกพื้นไร่ แต่มีการใช้ดินที่ผิดวิธี ทำให้หน้าดินเกิดความเสียหาย ดินขาดความอุดมสมบูรณ์จนเกิดความแห้งแล้ง ไม่สามารถปลูกพืชได้ เเม้จะมีการปลูกก็มักจะให้ผลผลิตที่ลดลงมาก ซึ่งดินส่วนใหญ่เป็นดินร่วนปนทรายและมีหิน ส่วนพื้นที่บนเขามีการตัดไม้ทำลายป่า เผาป่า ทำให้ต้นไม้เริ่มหดหายไป นำมาซึ่งความแห้งแล้ง ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ เล่าให้ฟังว่า ในหลวง ร.9 ได้เสด็จพระราชดำเนินมาทอดพระเนตรโครงการ “ศูนย์ศึกษาวิธีการฟื้นฟูที่ดินเสื่อมโทรมเขาชะงุ้ม” ครั้งแรกเมื
อ่างเก็บน้ำนาวัลเปรียงอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำของเกษตรกร เป็นอ่างเก็บน้ำขนาดเล็ก ครอบคลุมพื้นที่เพาะปลูกจำนวน 1,900 ไร่ มีผู้ใช้น้ำด้วยกัน 3 หมู่บ้าน 2 อำเภอ ในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งเป็นพื้นที่ติดต่อกันคือ บ้านวังไทร หมู่ที่ 7, บ้านหนองแก หมู่ที่ 3 ตำบลไร่ใหม่ อำเภอสามร้อยยอด และบ้านวิ่งน้อย หมู่ที่ 8 ตำบลสามกระทาย อำเภอกุยบุรี รวม 287 ครัวเรือน 1,160 คน ด้วยสภาพพื้นที่เป็นดินร่วนปนทรายและพื้นที่เป็นที่ราบเอียง ไม่สามารถกักเก็บน้ำได้ ที่ผ่านมาชุมชนอาศัยน้ำจากลำห้วยและแหล่งน้ำตามธรรมชาติ น้ำส่วนใหญ่มาจากปริมาณฝน พอหน้าแล้งน้ำก็แห้งทำให้มีน้ำใช้เพื่อการอุปโภคบริโภคเท่านั้นไม่เพียงพอสำหรับการทำเกษตร แต่หลังจากมีการปรับปรุงอ่างเก็บน้ำให้เก็บกักน้ำได้มากขึ้น มีการสร้างระบบคลองส่งน้ำขึ้นเมื่อปี 2530 ชุมชนเริ่มมีน้ำใช้ แต่กลับไม่สนใจดูแลรักษา ปี 2531 เกิดปัญหาขัดแย้งเกิดการทะเลาะเบาะแว้งแย่งชิงน้ำใช้กันเพราะชุมชนมีการขยายพื้นที่เกษตรกรรมมีการปลูกพืชใช้น้ำกันมากขึ้น และเปิดน้ำใช้ตลอดเวลาไม่สนใจว่าน้ำจะหมดอ่างเพราะเห็นว่ามีน้ำก็ใช้ ไม่ต้องดูแล ขาดการจัดการน้ำแบ
ย่างเข้าฤดูหนาว…“แก่นมะกรูด” อำเภอบ้านไร่ จังหวัดอุทัยธานี นับเป็นอีกแหล่งท่องเที่ยวฤดูหนาว ที่มีบรรยากาศและสภาพใกล้เคียง จังหวัดเชียงใหม่ รวมทั้งมีการปลูกพืชเมืองหนาวต่างๆ ได้ผลเป็นอย่างดี โดยเฉพาะสตรอเบอรี่ ที่สามารถสร้างช่องทางอาชีพ สร้างรายได้ และเปิดรับการเข้าถึงในสังคม ทำให้ชุมชนกะเหรี่ยงยิ้มได้ พึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน ตามหลักพึ่งพาป่า และการดำรงอยู่อย่างพอเพียง แต่หากย้อนไปในปี 2546… แก่นมะกรูดและบริเวณโดยรอบนี้ยังเป็นภูเขาหัวโล้น ที่เชื่อมต่อกับเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง มรดกโลก เป็นที่อยู่อาศัยและเป็นที่ปลูกพืชทำการเกษตรเชิงเดี่ยวของชาวกะเหรี่ยง เช่น ทำไร่มันสำปะหลัง ไร่อ้อย ไร่ข้าวโพด และสับปะรด ซึ่งต่างพากันรุกล้ำลักลอบเข้าไปตัดไม้ทำลายป่าในเขตป่าสงวนฯ จนกระจายวงกว้างไปอย่างต่อเนื่อง กระทั่งทางราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเข้ามาดูแลบริหารจัดการป่าสงวนฯ โดยร่วมกับจังหวัดอุทัยธานี องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) อุทัยธานี มูลนิธิปิดทองหลังพระ เข้ามาช่วยกันบูรณาการพัฒนาคุณภาพชีวิตชาวกะเหรี่ยง ด้วยการนำศาสตร์พระราชา ร่วมกับภูมิปัญญาท้องถิ่น เป็นหลักในกา
