สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน
การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) กระทรวงอุตสาหกรรม เยือนสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (องค์การมหาชน) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) เยี่ยมชมงานวิจัยทางด้านวิทยาศาสตร์ อาทิ งานวิจัยด้านอาหารและการเกษตร งานวิจัยด้านโบราณคดี งานวิจัยเครื่องเร่งอนุภาคโปรตอนสำหรับรักษามะเร็ง โดย กนอ. พร้อมร่วมสร้างเครือข่ายและส่งเสริมงานวิจัยและพัฒนาให้แก่ผู้ประกอบการด้วยเทคโนโลยีแสงซินโครตรอนพร้อมยกระดับและการให้บริการเพื่อขีดความสามารถในการแข่งขันให้แก่ประเทศ นครราชสีมา – นายยุทธศักดิ์ สุภสร ประธานกรรมการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย พร้อมด้วยคณะกรรมการและคณะผู้บริหารระดับสูง กนอ. เดินทางมาศึกษาดูงาน ณ สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (องค์การมหาชน) เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2567 โดยมี รศ.วีระพงษ์ แพสุวรรณ ประธานกรรมการสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน และคณะผู้บริหารสถาบันฯ ให้การต้อนรับคณะ กนอ. ในการเยี่ยมชมห้องปฏิบัติการแสงสยาม และงานวิจัยต่างๆ เช่น งานวิจัยยกระดับเมล็ดกาแฟอาราบิก้าของไทย การพัฒนาบะหมี่กึ่งสำเร็จที่ลดปริมาณโซเดียมแต่ยังคงความอร่อย งานวิจัยด้านโบราณคดี งานวิจัยเครื่องเร่งอน
กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) โดย สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (องค์การมหาชน) เสริมแกร่งให้กลุ่มผู้ใช้บริการด้วยการจัดหัวบรรยายพิเศษการใช้ AI เขียนบทความวิจัย ภายในงานการประชุมกลุ่มผู้ใช้ประโยชน์แสงซินโครตรอน (AUM2024) พร้อมรายงานผลการดำเนินงานของสถาบัน และได้ร่วมแสดงความคิดเห็นข้อเสนอแนะและปัญหาต่างๆ รวมทั้งมีการแสดงผลงานวิจัยการใช้ประโยชน์แสงซินโครตรอนจากกลุ่มผู้ใช้บริการภายในงาน กรุงเทพมหานคร – สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน กระทรวง อว. จัดการประชุม “การประชุมกลุ่มผู้ใช้ประโยชน์แสงซินโครตรอน ครั้งที่ 12 ประจำปี 2567” ในวันอังคารที่ 18 มิถุนายน 2567 ณ โรงแรม เดอะ สุโกศล กรุงเทพมหานคร ซึ่งมีผู้เข้าร่วมการประชุมจากหน่วยงานภาครัฐ หน่วยงานภาคเอกชน และสถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษา รวมกว่า 200 คน เพื่อสร้างเครือข่ายฐานผู้ใช้ประโยชน์แสงซินโครตรอนให้เข้มแข็งในประเทศ รศ.ดร.สาโรช รุจิรวรรธน์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน กล่าวว่า “สถาบันได้จัดการประชุมกลุ่มผู้ใช้ประโยชน์แสงซินโครตรอนเป็นประจำทุกปี เพื่อให้กลุ่มผู้ใช้ของสถาบันมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็น ให้ข้อเสนอแ
กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) โดย สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (องค์การมหาชน) และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน (มทร.อีสาน) นำทีมนักวิทยาศาสตร์และอาจารย์มหาวิทยาลัยลงพื้นที่ ตำบลตูม อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา หารืองานวิจัยต่อยอดให้แก่ วิสาหกิจชุมชน (วสช.) ภูชีวกะ มุ่งเน้นการพัฒนาผลิตภัณฑ์สมุนไพร เพื่อเพิ่มมูลค่าและสร้างความยั่งยืนสู่ชุมชนด้วยเทคโนโลยีแสงซินโครตรอน นักวิทยาศาสตร์สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน กระทรวง อว. นำโดย ดร.กาญจนา ธรรมนู ดร.บัวบาล กัวประเสริฐ และ ดร.วราภรณ์ ตัณฑนุช พร้อมด้วย ดร.วีรวัตร นามานุศาสตร์ ผู้อำนวยการสถาบันนวัตกรรมพืชเศรษฐกิจ และเวลเนสซิตี้ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน ได้ลงพื้นที่ ตำบลตูม อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา เมื่อต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา เพื่อหารืองานวิจัยร่วมกับ นางสาวชลธิชา ชัยณวัฒน์ ประธานวิสาหกิจชุมชน (วสช.) ภูชีวกะ พร้อมด้วย นายภูเดช ลาชมภู ที่ปรึกษาด้านพลังงานและโครงการ และร่วมกันหาแนวทางในการพัฒนาผลิตภัณฑ์สมุนไพร เพื่อเพิ่มมูลค่าและสร้างความยั่งยืนสู่ชุมชนด้วยเทคโนโลยีแสงซินโครตรอน สำหรับวิสาหกิจชุมชน ภูชีวกะ
นักวิทยาศาสตร์นำตัวอย่างดินจากขั้วโลกใต้มาวิเคราะห์ด้วยแสงซินโครตรอนที่สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (องค์การมหาชน) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) จังหวัดนครราชสีมา พบตะกอนดินปนเปื้อนจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิลและกิจกรรมต่างๆ ของมนุษย์ที่สถานีวิจัยในทวีปแอนตาร์กติกา ผลการวิจัยนี้จะนำไปสู่แนวทางการควบคุมกิจกรรมที่ทำให้เกิดการปนเปื้อน จังหวัดนครราชสีมา – แอนตาร์กติกาเป็นที่ตั้งขั้วโลกใต้ทางภูมิศาสตร์ เกือบทั้งหมดอยู่ในวงกลมแอนตาร์กติกและล้อมรอบด้วยมหาสมุทรใต้ มีพื้นที่ประมาณ 14 ล้านตารางกิโลเมตร เป็นทวีปที่ใหญ่เป็นอันดับ 5 ของโลก และเป็นสถานที่ที่ทั่วโลกร่วมใจกันอนุรักษ์ให้คงสถานะ “สถานที่สะอาดที่สุดในโลก” โดยกำหนดให้เป็นสถานที่ปราศจากผลกระทบจากกิจกรรมต่างๆ ของมนุษย์ เช่น การเดินเรือ การรั่วไหลของน้ำมันดิบ หรือการสันดาปของเชื้อเพลิงฟอสซิล ล้วนทำให้เกิดสารพิษปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อม แต่กิจกรรมเดียวที่สนับสนุนให้เกิดขึ้นบนทวีปแอนตาร์กติกา คือ กิจกรรมเพื่อการวิจัย ซึ่งมีการตั้งสถานีวิจัยเพื่อให้มนุษย์ใช้เป็นพื้นที่พักอาศัยและทำการวิจัยต่างๆ ในฐานะที่ได้ศึกษาวิจัยเกี
สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (องค์การมหาชน) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมมือกับการไฟฟ้านครหลวง (MEA) เดินหน้าโครงการติดตั้งโซลาร์รูฟให้อาคารต่างๆ ของสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน รองรับการใช้พลังงานไฟฟ้าของอาคารสำนักงานทั้งหมดช่วยรัฐประหยัดค่าไฟปีละ 1.78 ล้านบาท รวมตลอดโครงการประหยัดไฟได้ประมาณ 21 ล้านบาท และยังช่วยลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกปีละกว่า 500 ตัน เทียบเท่าปลูกต้นไม้ปีละ 295 ต้น กรุงเทพมหานคร – รศ.ดร.สาโรช รุจิรวรรธน์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน และ นายจาตุรงค์ สุริยาศศิน รองผู้ว่าการธุรกิจ การไฟฟ้านครหลวง ร่วมลงนามในสัญญาให้บริการโครงการติดตั้งและบำรุงรักษา อุปกรณ์ประหยัดพลังงานในระบบการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน หรือพลังงานทางเลือก ในพื้นที่สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (องค์การมหาชน) วันที่ 19 มีนาคม 2567 ณ อาคารวัฒนวิภาส การไฟฟ้านครหลวง สำนักงานใหญ่คลองเตย นายจาตุรงค์ สุริยาศศิน รองผู้ว่าการธุรกิจ การไฟฟ้านครหลวง กล่าวว่า “MEA ในฐานะหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ มีหน้าที่ดูแลระบบจำหน่ายไฟฟ้าในพื้นที่กรุงเทพมหานคร นนทบุรี และสมุทรปราการ ขับเคลื่อนนโยบายภ
นักวิทยาศาสตร์สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (องค์การมหาชน) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ใช้รังสีอินฟราเรดจากแสงซินโครตรอนวิเคราะห์ “แจงสุรนารี” พรรณไม้ที่เคยค้นพบว่าเป็นชนิดใหม่ของโลกเมื่อปี 2564 และเดินหน้าหาสารสำคัญเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ สร้างมูลค่าให้กับแจงสุรนารีซึ่งเป็นพรรณไม้เฉพาะถิ่นจังหวัดนครราชสีมา นครราชสีมา – ดร.กาญจนา ธรรมนู นักวิทยาศาสตร์สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน กล่าวว่า “นักวิทยาศาสตร์ของสถาบันฯ ได้ร่วมกับ นายรุ่งเพชร ปัญญาวุฒิ ผู้รักษาการแทนหัวหน้าฝ่ายสำนักงานอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ ศูนย์อนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี (อพ.สธ.มทส.) และนักวิจัยของศูนย์ ศึกษาลักษณะกายวิภาคศาสตร์เมล็ด แจงสุรนารี และแจงสยาม โดยใช้รังสีอินฟราเรดจากแสงซินโครตรอน เพื่อพิสูจน์เอกลักษณ์ จัดจำแนกความแตกต่างระหว่างชนิด และวิเคราะห์สารสำคัญเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์และสร้างมูลค่า” รองศาสตราจารย์ ดร.อมรรัตน์ โมฬี ผู้อำนวยการศูนย์อนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพ
“ศุภมาส” ตรวจเยี่ยมการดำเนินงานของสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (องค์การมหาชน) ชมความก้าวหน้าและการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีซินโครตรอนเพื่องานวิจัย ประทับใจงานวิจัยการแปรรูปอาหารและการเกษตร อาทิ การยกระดับอาราบิก้าไทยให้แข่งขันได้ในตลาดโลก การแปรรูปผักสู่อาหารขบเคี้ยว การยืดอายุทุเรียนเพื่อส่งออกด้วยการแช่เยือกแข็ง พร้อมหนุนการสร้างเครื่องกำเนิดแสงซินโครตรอนเครื่องใหม่ระดับพลังงาน 3 GeV เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2567 ที่จังหวัดนครราชสีมา – นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) พร้อมคณะผู้บริหาร อว. เยี่ยมชมการดำเนินงานของสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน สังกัดกระทรวง อว. โดยมี รศ.ดร.วีระพงษ์ แพสุวรรณ ประธานกรรมการสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านวิทยาศาสตร์ ในคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) รศ.ดร.สาโรช รุจิรวรรธน์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน และผู้บริหารสถาบันฯ ให้การต้อนรับ ที่สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (องค์การมหาชน) อำเภอเมือง จังหงัดนครราชสีมา โอกาสนี้ รมว.อว. ได้เยี่ยมชมห้องปฏิบัติการสยาม และ
“ไลอ้อน ประเทศไทย” หนุน “ผักโมโรเฮยะ” ราชาแห่งผัก ดันเป็นพืชอัตลักษณ์จากภูมิปัญญาท้องถิ่น นำมาพัฒนาสารสกัดวัตถุดิบ ออกมาเป็นผลิตภัณฑ์คุณภาพเพื่อคนไทย เล็งขยายพื้นที่การเพาะปลูกเพิ่ม รองรับการขยายกำลังการผลิตในอนาคต นายชูชีพ อภิรักษ์ ผู้จัดการส่วนวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ บริษัท ไลอ้อน (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคเพื่อคนไทย มุ่งมั่นดำเนินธุรกิจ พัฒนาสินค้านวัตกรรมเพื่อสุขภาวะที่ดีของผู้บริโภค สังคม และสิ่งแวดล้อมมาอย่างต่อเนื่อง เปิดเผยว่า ไลอ้อน ประเทศไทย ยังคงเดินหน้าพัฒนานวัตกรรมเพื่อสุขภาวะที่ดีอย่างต่อเนื่อง ให้สอดรับกับพฤติกรรมและช่วงวัยของผู้บริโภค โดยเล็งเห็นความสำคัญของพืชพื้นถิ่น ไม่ว่าจะเป็น สารสกัดตรีผลาจากสมอไทยและสมอเทศ สารสกัดมะไฟจีน และสารสกัดผักโมโรเฮยะ เป็นต้น โดยดึงประโยชน์จากพืชพื้นถิ่น นำมาพัฒนาสารสกัดจนนำไปสู่ผลิตภัณฑ์คุณภาพเพื่อคนไทย ทั้งยังสร้างประโยชน์สูงสุดต่อชุมชน สิ่งแวดล้อมและสังคม (Sustainable R&D Direction) “ผักโมโรเฮยะ ถูกขนานนามว่า เป็นพระราชาแห่งผัก ด้วยคุณประโยชน์ที่โดดเด่น มีสารพรีไบโอติกสูง สามารถสกัดนำมาใช้ในผลิตภัณฑ์ไลอ้อน
สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (องค์การมหาชน) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) เปิดค่าย “ลำแสงซินโครตรอน…แสงแห่งอนาคต” ให้นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนจิตรลดา จัดฐานการทดลองให้นักเรียนได้เรียนรู้การใช้ประโยชน์ของแสงซินโครตรอนจากเครื่องเร่งอนุภาค เปิดฐาน “ณ หน้าทอง” พิสูจน์ทองจริง-ทองปลอมด้วยเทคนิคการเรืองรังสีเอกซ์ ฐาน “Fast & Furious” บังคับลำอนุภาคด้วยสนามแม่เหล็ก เรียนรู้หลักการพื้นฐานเกี่ยวกับเครื่องกำเนิดแสงซินโครตรอน ฐาน “แก้วไวน์เต้นระบำ” เรียนรู้ปรากฏการณ์สั่นพ้องผ่านแก้วไวน์ และฐาน “ไฟฉายย่อส่วนของซินโครตรอน” เรียนรู้การผลิตชิ้นส่วนขนาดจิ๋วด้วยแสงซินโครตรอน นครราชสีมา – รศ.ดร.สาโรช รุจิรวรรธน์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน ต้อนรับคณะครูและนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนจิตรลดา ซึ่งเข้าร่วมกิจกรรมค่าย “ลำแสงซินโครตรอน…แสงแห่งอนาคต” ระหว่างวันที่ 19-20 กุมภาพันธ์ 2567 ณ สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (องค์การมหาชน) จังหวัดนครราชสีมา โอกาสนี้ ดร.ประพงษ์ คล้ายสุบรรณ์ รองผู้อำนวยการพัฒนาเครื่องกำเนิดแสงสยาม 2 และประธานค่ายลำแสง
นักวิทยาศาสตร์สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (องค์การมหาชน) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) ร่วมบูรณะราชรถน้อยซึ่งเป็นรถในขบวนเชิญพระบรมศพของพระมหากษัตริย์ หรือพระศพของพระบรมวงศานุวงศ์ โดยใช้เทคโนโลยีแสงซินโครตรอนถอดสูตรกระจกเกรียบโบราณแล้วผลิตขึ้นใหม่ เพื่อส่งมอบให้สำนักช่างสิบหมู่นำไปบูรณะซ่อมแซม ก่อนนำไปจัดแสดง ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร นครปฐม – นางยุนีย์ ธีระนันท์ หัวหน้ากลุ่มงานช่างปิดทองประดับกระจกและช่างสนะไทย สำนักช่างสิบหมู่ กรมศิลปากร กล่าวว่า “สำนักช่างสิบหมู่ได้รับหน้าที่ในการดูแลบูรณะซ่อมแซมราชรถน้อย นช.539 ซึ่งจัดแสดง ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร และเมื่อเวลาผ่านไปนานราชรถน้อยก็มีการชำรุดหรือศิลปกรรมที่ประดับอยู่หลุดหาย จึงต้องมีการบูรณะซ่อมแซมเพื่อให้โครงสร้างแข็งแรง และลวดลายที่หายไปกลับมาเหมือนเดิม ทว่ากระจกสำหรับประดับที่มีขายตามท้องตลาดนั้นมีสีที่มีความสว่างมาก และผลิตมาเพื่อใช้กับกาวอีพ็อกซี่เท่านั้น เมื่อเรานำมาบูรณะซ่อมแซมศิลปวัตถุอย่างถูกวิธี เราจะต้องเลือกใช้วัสดุดั้งเดิมคือ สมุก ซึ่งเป็นการใช้ยางรัก ผงกะลา และใบตองเผา มาผสมและคน น
