สศก.
นางอัญชนา ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงผลติดตามหลังการดำเนินโครงการส่งเสริมการใช้เครื่องจักรกลการเกษตรทดแทนแรงงาน ปี 2561 ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการใช้เครื่องจักรกลทางการเกษตรทดแทนแรงงาน สามารถลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการสถาบันเกษตรกร และให้บริการสมาชิกและประชาชนในพื้นที่ใกล้เคียง โครงการดังกล่าว มีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เป็นเจ้าภาพ มีการดำเนินการสนับสนุนเครื่องจักรกลฯ ในปี 2561 รวม 27 จังหวัด โดยสนับสนุนอุปกรณ์ให้แก่สหกรณ์ แบ่งเป็นอุปกรณ์ประเภทปศุสัตว์ 32 แห่ง อุปกรณ์ประเภทพืช 21 แห่ง และอุปกรณ์ประเภทประมง 3 แห่ง รวม 56 แห่ง โดยสนับสนุนเงินอุดหนุนสำหรับจัดซื้อเครื่องจักรกลการเกษตร ไม่เกินร้อยละ 70 และสหกรณ์จ่ายสมทบในส่วนที่เหลือ อีกร้อยละ 30 สศก. ได้ติดตามและประเมินผลสัมฤทธิ์โครงการจากสหกรณ์ที่ขอรับการสนับสนุนรถเกี่ยวนวดข้าวจำนวน 11 แห่ง ในพื้นที่ 6 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ อุตรดิตถ์ มุกดาหาร ร้อยเอ็ด สุรินทร์ และชัยนาท โดยสัมภาษณ์สมาชิกสหกรณ์ 212 ราย ผลการประเมินเบื้องต้น พบว่า ที่ผ่านมา สหกรณ์ส่วนใหญ่ยังไม่
นางอัญชนา ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า โครงการเกษตรวิชญา เป็นโครงการในพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาล ที่ 10 ที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานที่ดินส่วนพระองค์ ณ บ้านกองแหะ ตําบลโป่งแยง อําเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ จำนวน 1,350 ไร่ เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2545 ให้กับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อใช้เป็นคลินิกเกษตร สำหรับบริการถ่ายทอดเทคโนโลยีเกษตรชุมชน ศูนย์ฝึกอบรมการ ทำการเกษตรบนพื้นที่สูง ศูนย์สาธิตและส่งเสริมอาชีพให้แก่เกษตรกร และฟื้นฟูพื้นที่ป่าเสื่อมโทรมให้เป็นธนาคารอาหารชุมชน สศก. โดยสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 1 จังหวัดเชียงใหม่ (สศท.1) ได้ศึกษาภาวะเศรษฐกิจและสังคมครัวเรือนเกษตรของเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการเกษตรวิชญา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถนำข้อมูลที่ได้จากการศึกษานี้ ไปใช้เป็นแนวทางในการวางแผนดำเนินกิจกรรมต่างๆ ในพื้นที่โครงการให้สอดคล้องกับความต้องการพัฒนาด้านการเกษตร รวมทั้งแก้ปัญหาทางการเกษตรในปัจจุบันได้ และจากการสำรวจเกษตรกรจำนวน 42 ราย ที่เข้าไปทำประโยชน์ในพื้นที่โครงกา
นางสาวทัศนีย์ เมืองแก้ว รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่าจากการวิเคราะห์เศรษฐกิจสินค้าเกษตรพื้นที่จังหวัดหนองบัวลำภู ตามโครงการบริหารจัดการพื้นที่เกษตรกรรม (Zoning by Agri – Map) พบว่า ปีเพาะปลูก 2560/61 จังหวัด หนองบัวลำภู มีพื้นที่ปลูกข้าวจำนวน 647,685 ไร่ โดยเป็นพื้นที่เหมาะสมมาก (S1) จำนวน 2,436 ไร่ เหมาะสมปานกลาง (S2) จำนวน 356,239 ไร่ และพื้นที่เหมาะสมน้อย (S3) จำนวน 125,084 ไร่ และไม่เหมาะสม (N) จำนวน 163,926 ไร่ สำหรับต้นทุนและผลตอบแทนการผลิตข้าวในพื้นที่เหมาะสมน้อยและไม่เหมาะสม (S3/N) จังหวัด หนองบัวลำภู พบว่า เกษตรกรมีต้นทุนการผลิตเฉลี่ย 4,469 บาท/ไร่ ขาดทุนสุทธิเฉลี่ย 1,004 บาท/ไร่ และจากการวิเคราะห์การผลิตสินค้าเกษตรทางเลือกอื่นที่ให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าการผลิตข้าวในพื้นที่ไม่เหมาะสม พบว่า มะขามเปรี้ยวเป็นอีกหนึ่งสินค้าเกษตรทางเลือกที่น่าสนใจ ซึ่งพันธุ์ที่เป็นที่นิยมปลูก คือ มะขามเปรี้ยวพันธุ์ฝักยักษ์ หรือ มะขามเปรี้ยวยักษ์ พื้นที่ปลูกส่วนใหญ่อยู่ในอำเภอนาวัง อำเภอศรีบุญเรือง และอำเภอนากลาง โดยการผลิตมะขามเปรี้ยวยักษ์ในรูป
นายฉันทานนท์ วรรณเขจร รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงผลการประชุมผู้เชี่ยวชาญด้านความร่วมมือทางการเกษตรภายใต้กรอบความริเริ่มแห่งอ่าวเบงกอล สำหรับความร่วมมือหลากหลายสาขาทางวิชาการและเศรษฐกิจ (Bay of Bengal Initiative for Multi–Sectoral Technical and Economic Cooperation : BIMSTEC) ครั้งที่ 7 ระหว่างวันที่ 24-25 เมษายน 2562 ณ กรุงธากา ประเทศบังกลาเทศ โดยการประชุมดังกล่าว มีวัตถุประสงค์เพื่อติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงานตามแผนความร่วมมือที่ได้ตกลงกันไว้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง แผนงานโครงการร่วม (Common Projects) ภายใต้โครงการความร่วมมือด้านการเกษตรของ BIMSTEC จำนวน 9 โครงการ ซึ่งขณะนี้ได้ดำเนินการเสร็จสิ้นไป 4 โครงการ รวมถึงหารือในประเด็นความร่วมมือเชิงลึกเพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาและเสริมสร้างความเข้มแข็งด้านการเกษตรของประเทศสมาชิก BIMSTEC โดยผู้เข้าร่วมประชุม ประกอบด้วย ผู้แทนจากประเทศสมาชิก 7 ประเทศ ได้แก่ บังกลาเทศ ภูฏาน อินเดีย เมียนมา เนปาล ศรีลังกา และไทย รวมถึงผู้แทนจากสำนักเลขาธิการ BIMSTEC การประชุมดังกล่าว ประเทศสมาชิกได้ทบทวนสถานะโครงการร่ว
นางสาวทัศนีย์ เมืองแก้ว รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ยุทธศาสตร์การพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ พ.ศ. 2560-2564 ได้กำหนดกรอบแนวทางการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ โดยมุ่งเน้นการเพิ่มพื้นที่เกษตรอินทรีย์ เพิ่มสัดส่วนการตลาดเกษตรอินทรีย์ในประเทศ รวมทั้งยกระดับกลุ่มเกษตรอินทรีย์ตามวิถีพื้นบ้านไปสู่การพัฒนาเกษตรอินทรีย์ให้ได้การรับรองตามมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ในระดับสากล ซึ่งการรับรองตามมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ระดับสากลจำเป็นต้องมีการตรวจสอบจากหน่วยงานอิสระภายนอกและอาจไม่เหมาะสมกับบริบทการทำเกษตรอินทรีย์เพื่อขายผลผลิตในท้องถิ่นจึงได้มีการนำระบบการรับรองแบบมีส่วนร่วม (Participatory Guarantee Systems : PGS) มาใช้เพื่อให้สมาชิกกลุ่มผู้ผลิตและชุมชน สามารถมีส่วนร่วมในการตรวจสอบและรับรองสินค้าเกษตรอินทรีย์ที่ผลิตในท้องถิ่นด้วยกันเองได้ สศก. จึงได้ดำเนินการศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อความสำเร็จในการทำเกษตรอินทรีย์ด้วยระบบการรับรองแบบมีส่วนร่วม หรือ PGS กรณีศึกษาภาคเหนือ เพื่อเป็นแนวทางในการส่งเสริมให้เกษตรกรและกลุ่มเกษตรกรหันมาให้ความสนใจในการทำเกษตรอินทรีย์ โดยจากการลงพื้นที่จ
นายฉันทานนท์ วรรณเขจร รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า จากการติดตามสถานการณ์การนำเข้าและส่งออกสินค้าเกษตรไทยกับอาเซียน ในช่วงไตรมาสแรก ปี 2562 (ม.ค. – มี.ค.62) พบว่า ไทยยังคงเป็นฝ่ายได้เปรียบดุลการค้าในอาเซียน คิดเป็นมูลค่า 53,244 ล้านบาท โดยสินค้าเกษตรส่งออกที่สำคัญของไทย ได้แก่ น้ำตาล อาหารปรุงแต่งจากเนื้อปลา เครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ ข้าวเจ้าและข้าวหอมมะลิ ผลไม้ และยางพาราธรรมชาติ สำหรับสินค้าที่ไทยนำเข้า ได้แก่ ปลาและสัตว์น้ำ มันสำปะหลังและผลิตภัณฑ์ อาหารปรุงแต่ง วัตถุปรุงแต่งอาหาร ของปรุงแต่งจากผักและผลไม้ เป็นต้น การค้าสินค้าเกษตร (พิกัดศุลกากร 01 – 24) และยางพาราธรรมชาติ (พิกัดศุลกากร 4001) ในช่วงมกราคม – มีนาคม 2562 จากไทยไปยังอาเซียน พบว่า มูลค่าการค้ารวม 107,160 ล้านบาท ลดลง ร้อยละ 4.56 จากช่วงเวลาเดียวกันในปี 2561 โดยมี มูลค่าการส่งออก 80,202 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 3.08 จากช่วงเวลาเดียวกันในปี 2561 และมูลค่าการนำเข้า 26,958 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 8.69 จากช่วงเวลาเดียวกันในปี 2561 อย่างไรก็ดี ในภาพรวมแล้วไทยได้เปรียบดุลการค้าอาเซียน
นางอัญชนา ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงการติดตามความก้าวหน้าการดำเนินโครงการย่อย ภายใต้แผนการผลิตและการตลาดข้าวครบวงจร ในช่วงไตรมาส 2 ปี 2562 (ตุลาคม 2561 – มีนาคม 2562) โดยศูนย์ประเมินผล สศก. ได้ลงพื้นที่จังหวัดสุพรรณบุรี สุรินทร์ และบุรีรัมย์ ระหว่างวันที่ 29 เมษายน – 3 พฤษภาคม 2562 เพื่อติดตามโครงการย่อย 3 โครงการ ดังนี้ โครงการส่งเสริมการผลิตและการตลาดข้าวเพื่อสุขภาพ : พันธุ์ กข 43 ปี 2562 จังหวัดสุพรรณบุรี ในช่วงฤดู การผลิตที่ผ่านมา (นาปรัง 2562) เกษตรกรเข้าร่วมโครงการ 617 ราย พื้นที่ 12,190 ไร่ ผลผลิต 600-800 กิโลกรัม ต่อไร่ เกษตรกรขายได้ราคาดี เฉลี่ยตันละ 10,000-12,000 บาท เนื่องจากหลายหน่วยงานในจังหวัดทั้งสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงมหาดไทย ได้ประสานความร่วมมือภาคเอกชนรับซื้อผลผลิตข้าวในโครงการที่ผ่านการตรวจรับรองและได้รับมาตรฐาน GAP (Good Agricultural Practice) สำหรับในฤดูการผลิตข้าวนาปี 2562/63 ซึ่งเริ่มขึ้นแล้วในเดือนพฤษภาคมอยู่ระหว่างรับสมัครเกษตรกรขึ้นทะเบียนปลูกข้าวตามโครงการ โดยคาดว่า
นางอัญชนา ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า จากแนวทางขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ไทยแลนด์ 4.0 ของรัฐบาล ซึ่งเน้นการปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศไปสู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม อากาศยานไร้คนขับ หรือโดรน นับเป็นอีกนวัตกรรมที่ได้รับความนิยมและหลายประเทศมีการนำมาปรับใช้กับภาคเกษตรได้มีประสิทธิภาพ อาทิ ญี่ปุ่น จีน เกาหลีใต้ และสหรัฐอเมริกา โดยปัจจุบัน โดรนถูกนำมาใช้ในการตรวจสอบพื้นที่เพาะปลูกเพื่อวิเคราะห์หาการเจริญเติบโตของพืชในแต่ละจุด การถ่ายภาพทางอากาศโดยใช้ระบบ GPS การพ่นยา การหว่านเมล็ดพันธุ์ และการหว่านปุ๋ย ซึ่งสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าการใช้แรงงานคน ช่วยประหยัดเวลาในการพ่นสารกำจัดศัตรูพืชและสามารถลดปริมาณการใช้สารเคมี เป็นต้น สำหรับประเทศไทย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมวิชาการเกษตร ได้มีการทดลองนำโดรนมาพ่นสารชีวภัณฑ์ในแปลงผักคะน้า หอม ผักชี นาข้าว และไร่อ้อย ซึ่งพบว่า การใช้โดรนพ่นสารชีวภัณฑ์สามารถลดเวลาในการพ่นเมื่อเปรียบเทียบกับการใช้แรงงานคนที่ใช้เครื่องสะพายหลังติดเครื่องยนต์ 4-5 เท่า และลดปริมาณการใช้สารเคมีลง
นายฉันทานนท์ วรรณเขจร รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงสถานการณ์ทุเรียนภาคใต้ปี 2562 ทั้ง 14 จังหวัด (กระบี่ ชุมพร ตรัง นครศรีธรรมราช นราธิวาส ปัตตานี พังงา พัทลุง ภูเก็ต ยะลา ระนอง สงขลา สตูล สุราษฎร์ธานี) ซึ่งคณะทำงานสำรวจข้อมูลไม้ผลเศรษฐกิจภาคใต้ ได้เห็นชอบผลพยากรณ์ในปี 2562 ครั้งที่ 3 (ข้อมูล ณ 8 พฤษภาคม 2562) พบว่า เนื้อที่ยืนต้นของทุเรียนภาคใต้ ปี 2562 มีจำนวน 501,845 ไร่ เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 35,290 ไร่ หรือร้อยละ 8 เนื้อที่ให้ผล มีจำนวน 387,822 ไร่ เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 28,515 ไร่ หรือร้อยละ 8 ปริมาณผลผลิตรวม 445,220 ตัน เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 140,953 ตัน หรือร้อยละ 46 โดยผลผลิตต่อเนื้อที่ให้ผล อยู่ที่ 1,148 กิโลกรัม ต่อไร่ เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 301 กิโลกรัม หรือร้อยละ 36 เนื้อที่ยืนต้นเพิ่มขึ้นเนื่องจากราคาของทุเรียนอยู่ในเกณฑ์ดีในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา เกษตรกรจึงปลูกทุเรียนเพิ่มขึ้นโดยปลูกแทนพืชอื่น เช่น ยางพารา เงาะ ลองกอง ซึ่งเนื้อที่ให้ผลเพิ่มขึ้นจากทุเรียนที่ปลูกในปี 2557 เริ่มให้ผลผลิตในปีนี้ ส่งผลปริมาณผลผลิตรวมเพิ่มขึ้น โดยผลผลิต
นางอัญชนา ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงการลงพื้นที่สำรวจข้อมูลทุเรียน ภายใต้โครงการศึกษาบทบาทของผู้ประกอบการธุรกิจผลไม้ที่มีต่อผลไม้ไทย ในจังหวัดจันทบุรี ระยอง และตราด ระหว่างวันที่ 25 – 29 มีนาคม 2562 พบว่า ผลผลิตทุเรียนที่มีคุณภาพส่วนใหญ่เกษตรกรจะจำหน่ายแบบเหมาสวนให้กับล้ง และเลือกจำหน่ายทุเรียนแก่ล้งที่ให้ราคาดีกว่า เพื่อส่งออกไปยังตลาดจีน ซึ่งขณะนี้ยังมีความต้องการอย่างต่อเนื่อง โดยผู้ประกอบการโรงคัดบรรจุทุเรียน (ล้ง) ได้เปิดทำการรับซื้อทุเรียนตั้งแต่ช่วงประมาณกลางเดือนมีนาคม 2562 เป็นต้นมา สำหรับผลผลิตที่มีคุณภาพเกรด A และ เกรด B ส่วนใหญ่บรรจุกล่องส่งออกตลาดจีน และเกรดพรีเมี่ยมส่งห้างสรรพสินค้าภายในประเทศ เช่น Tops , Makro และ The Mall โดยผลผลิต เกรด A และ เกรด B ราคารับซื้อเหมาสวน อยู่ที่ประมาณกิโลกรัมละ 115 – 130 บาท เกรด C กิโลกรัมละ 90 บาท และ เกรดรวม (คละไซซ์ทุกลูก) กิโลกรัมละ 120 บาท ในขณะที่ เกรดพรีเมี่ยม กิโลกรัมละ 135 – 140 บาท ทั้งนี้ สำหรับ ผลผลิตตกเกรด ซึ่งส่วนใหญ่กระจายตลาดภายในประเทศ อยู่ที่กิโลกรัมละ
