สศก.
นายชาญชัย ศศิธร ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 8 จังหวัดสุราษฎร์ธานี (สศท.8) สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยถึงโครงการพัฒนายกระดับคุณภาพปาล์มน้ำมันจังหวัดสุราษฎร์ธานีว่า โครงการดังกล่าว มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความตระหนักให้เกษตรกร ลานเท และโรงงานสกัดน้ำมันปาล์ม พัฒนาการผลิตและซื้อขายปาล์มน้ำมันคุณภาพ เพิ่มรายได้ให้เกษตรกรจากการจำหน่ายผลผลิตที่มีคุณภาพสูงขึ้นและเป็นธรรม โดยมีสำนักงานพาณิชย์จังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นหน่วยงานรับผิดชอบหลัก ระยะเวลาดำเนินโครงการตั้งแต่ตุลาคม 2561 – กันยายน 2562 การดำเนินโครงการ ได้มีการจัดประกวดโรงงานการพัฒนาคุณภาพปาล์มน้ำมันในจังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยโรงงานที่เข้าประกวดจะต้องพัฒนาคุณภาพสกัดน้ำมันปาล์มดิบให้ได้ตามเกณฑ์ที่กำหนด คือ อัตราน้ำมัน ร้อยละ 18 ขึ้นไป (ปาล์มน้ำมัน 100 กิโลกรัม สามารถสกัดน้ำมันปาล์มดิบ หรือ CPO ได้ 18 กิโลกรัม) ซึ่งทางคณะกรรมการโครงการฯ ได้ประเมินโรงงานที่สมัครเข้าร่วมประกวด จำนวน 20 โรงงาน ในช่วงเดือนธันวาคม 2561- มกราคม 2562 พบว่า มีโรงงานที่สกัดน้ำมันปาล์มดิบได้อัตรา ร้อยละ 18 – 18.99 จำนวน 16 ราย และโรงงานที่สก
นางอัญชนา ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า พืชเศรษฐกิจที่สำคัญของจังหวัดน่าน ได้แก่ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ข้าวเหนียวนาปี และลำไย ซึ่งแนวทางบริหารจัดการพื้นที่ตามแผนที่เกษตรเพื่อการบริหารจัดการเชิงรุก (Agri-Map) พบว่า ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มีพื้นที่เหมาะสมมาก (S1) และ เหมาะสมปานกลาง (S2) สำหรับการผลิต จำนวน 60,764 ไร่ และพื้นที่เหมาะสมน้อย (S3) และไม่เหมาะสม (N) จำนวน 460,069 ไร่ ข้าวเหนียวนาปี พื้นที่เหมาะสมมากและเหมาะสมปานกลาง จำนวน 97,624 ไร่ พื้นที่เหมาะสมน้อย และไม่เหมาะสม จำนวน 99,832 ไร่ และลำไย พื้นที่เหมาะสมมากและเหมาะสมปานกลาง จำนวน 24,236 ไร่ ในขณะที่พื้นที่เหมาะสมน้อย และไม่เหมาะสม จำนวน 22,406 ไร่ สำหรับพื้นที่เหมาะสมมาก และเหมาะสมปานกลาง ทางจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ร่วมส่งเสริมและพัฒนาโดยมุ่งเน้นให้เกษตรกรเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต เพิ่มผลผลิตต่อไร่ ลดต้นทุนการผลิตด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม ยกระดับคุณภาพสินค้าสู่มาตรฐาน ควบคู่กับการสร้างกลุ่มที่เข้มแข็งและพัฒนาระบบการบริหารจัดการกลุ่มที่มีประสิทธิภาพ ในขณะที่การผลิตในพื้นที่เ
นางอัญชนา ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงการลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์การผลิตและการตลาดข้าว ในพื้นที่จังหวัดสุโขทัย และพิษณุโลก ระหว่างวันที่ 13-16 สิงหาคม 2562 เพื่อติดตามการเพาะปลูกข้าวเจ้านาปีของเกษตรกร ปริมาณผลผลิต การประสบภัยธรรมชาติ ตลอดจนราคาข้าวเปลือกที่ผู้ประกอบการโรงสีรับซื้อ ซึ่งทั้ง 2 จังหวัด เป็นแหล่งผลิตข้าวเจ้าคุณภาพดีที่สำคัญของประเทศโดยข้อมูลการผลิต (ข้อมูลผลพยากรณ์โดยศูนย์สารสนเทศการเกษตร ณ เดือนมิถุนายน 2562) พบว่า จังหวัดสุโขทัย มีเนื้อที่เพาะปลูกข้าวนาปี ปีการผลิต 2562/63 ประมาณ 1.04 ล้านไร่ เนื้อที่เก็บเกี่ยว 0.99 ล้านไร่ ให้ผลผลิตรวม 0.55 ล้านตัน ผลผลิตเฉลี่ยต่อเนื้อที่เก็บเกี่ยวประมาณ 553 กิโลกรัม/ไร่ (ณ ความชื้น 15%) สำหรับจังหวัดพิษณุโลก มีเนื้อที่เพาะปลูกข้าวนาปี ปีการผลิต 2562/63 ประมาณ 1.37 ล้านไร่ เนื้อที่เก็บเกี่ยว 1.31 ล้านไร่ ให้ผลผลิตรวม 0.77 ล้านตัน ผลผลิตเฉลี่ยต่อเนื้อที่เก็บเกี่ยวประมาณ 588 กิโลกรัม/ไร่ (ณ ความชื้น 15%) เมื่อเทียบกับเนื้อที่เพาะปลูกข้าวนาปี ปีเพาะปลูก 2561/62 พบว่า เนื้อที่เพาะปลูกข
นายฉันทานนท์ วรรณเขจร รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงการประชุมระดับรัฐมนตรีเกษตรและระดับเจ้าหน้าที่อาวุโสด้านการเกษตรภายใต้กรอบ BIMSTEC ครั้งที่ 1 ระหว่างวันที่ 10-12 กรกฎาคม 2562 ณ กรุง เนปิดอร์ ประเทศเมียนมา โดยมี ดร. อัง ทู รัฐมนตรีเกษตร ปศุสัตว์ และชลประทานของ เมียนมา เป็นประธานการประชุม ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มี นายอานัติ วิเศษรจนา ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นผู้แทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เข้าร่วม และมีรัฐมนตรีเกษตร และเจ้าหน้าที่อาวุโสด้านการเกษตรของสมาชิก BIMSTEC จำนวน 7 ประเทศ ได้แก่ บังกลาเทศ ภูฏาน อินเดีย เมียนมา เนปาล ศรีลังกา และ ไทย ซึ่ง สศก. ได้เข้าร่วมประชุมในครั้งนี้ด้วย การประชุมดังกล่าว ถือเป็นการยกระดับกลไกการทำงานในระดับรัฐมนตรีและระดับเจ้าหน้าที่อาวุโสครั้งแรกของความร่วมมือสาขาเกษตร ภายใต้กรอบ BIMSTEC โดยมีเมียนมาเป็นประเทศนำ (Lead Country) ของความร่วมมือ สาขาเกษตร ซึ่งเป็นเจตนารมณ์ของผู้นำ BIMSTEC เมื่อคราวประชุมสุดยอดผู้นำเดือนสิงหาคม 2561 ณ ประเทศเนปาล ในการนี้ รัฐมนตรีเกษตรของประเทศ
นายฉันทานนท์ วรรณเขจร รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงโครงการ “ศึกษาวิจัยต้นทุนการผลิตยางของเกษตรกรไทย ปี 2562” ซึ่ง สศก. ได้ร่วมมือกับการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ในการสำรวจข้อมูลด้านปริมาณการผลิตและต้นทุนการผลิตยางพาราของเกษตรกรไทย ทั่วประเทศ โดยกำหนดเป้าหมายพื้นที่สำรวจตั้งแต่ระดับหมู่บ้าน ตำบล อำเภอ รวม 77 จังหวัดทั่วประเทศ การดำเนินการโครงการดังกล่าว สศก. จะเป็นผู้สนับสนุนงานด้านวิชาการ อาทิ การจัดทำกรอบบัญชีตัวอย่างเพื่อการสำรวจ กำหนดระเบียบวิธีการสำรวจ ตลอดจนการประมวลผลปริมาณการผลิตและต้นทุนการผลิต ในขณะที่ กยท. จะสนับสนุนงานด้านกำลังพล เพื่อลงพื้นที่ โดยการสำรวจทาง กยท. จะรับผิดชอบพื้นที่ 45 จังหวัด (ตามพื้นที่ตั้งสาขาของการยางแห่งประเทศไทย) เพื่อสำรวจปริมาณการผลิต 10,944 ครัวเรือนตัวอย่าง (1,824 หมู่บ้าน) และสำรวจต้นทุนการผลิตยางพารา จำนวน 5,460 ครัวเรือนตัวอย่าง และ สศก. จะลงพื้นที่รับผิดชอบพื้นที่ 32 จังหวัด ในการสำรวจปริมาณการผลิต 8,946 ครัวเรือนตัวอย่าง (1,491 หมู่บ้าน) อย่างไรก็ตาม เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมการลงพื้นที่ สศก. ได้เ
นางสาวทัศนีย์ เมืองแก้ว รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะทำงานพัฒนาคุณภาพข้อมูลด้านพืชภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ครั้งที่ 1/2562 เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2562 ได้ให้การรับรองข้อมูลพืชเศรษฐกิจที่สำคัญใน 20 จังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (เลย หนองบัวลำภู อุดรธานี หนองคาย บึงกาฬ สกลนคร นครพนม มหาสารคาม ร้อยเอ็ด กาฬสินธุ์ ขอนแก่น สุรินทร์ บุรีรัมย์ ชัยภูมิ นครราชสีมา มุกดาหาร ยโสธร อำนาจเจริญ อุบลราชธานี และศรีสะเกษ) ประกอบด้วย ข้าวนาปี (ปีเพาะปลูก 2561/62) มีเนื้อที่เพาะปลูก 20 จังหวัด รวม 36,892,659 ไร่ เนื้อที่เก็บเกี่ยว 32,883,508 ไร่ ผลผลิตรวม 11,731,482 ตัน ผลผลิตเฉลี่ยต่อเนื้อที่เก็บเกี่ยว 357 กิโลกรัม/ไร่ (ณ ความชื้น 15%) เมื่อเทียบกับปีเพาะปลูก 2560/61 พบว่า เนื้อที่เพาะปลูกเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ร้อยละ 1 ส่วนเนื้อที่เก็บเกี่ยวและผลผลิตเฉลี่ยต่อเนื้อที่เก็บเกี่ยวลดลงประมาณ ร้อยละ 2 ส่งผลให้ผลผลิตรวมลดลง ร้อยละ 4 เนื้อที่เพาะปลูกเพิ่มขึ้นเล็กน้อย เนื่องมาจากภาครัฐมีมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวปีการผลิต 2561/62 จึงทำให้มีการนำที่นารกร้
นางอัญชนา ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า จากที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้ความสำคัญกับการน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาปฏิบัติใช้ และได้ดำเนินโครงการพัฒนาการเกษตรตามแนวทฤษฎีใหม่ โดยยึดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2550 จนถึงปัจจุบัน ต่อมาในปีงบประมาณ 2561 ได้เปลี่ยนชื่อเป็นโครงการพัฒนาศูนย์เครือข่ายปราชญ์ชาวบ้าน เป็นต้นมา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจ ปรับเปลี่ยนทัศนคติ แนวคิดและพฤติกรรมในการประกอบอาชีพเกษตรกรรม ให้สามารถนำความรู้ที่ได้รับไปใช้ในการประกอบอาชีพได้ โดยการดำเนินชีวิตด้วยการพึ่งพาตนเองได้อย่างเหมาะสม โครงการพัฒนาศูนย์เครือข่ายปราชญ์ชาวบ้าน มีสำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และสำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดเป็นเจ้าภาพหลัก โดยได้ดำเนินการ คัดเลือกศูนย์เครือข่ายปราชญ์ชาวบ้านตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้เพื่อเข้าร่วมโครงการฯ และให้ศูนย์เครือข่ายปราชญ์ชาวบ้านจัดการฝึกอบรมเกษตรกรทั้งภาคความรู้ และฝึกปฏิบัติตามแนวทฤษฎีใหม่ โดยยึดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ณ ศูนย์เครือข่ายปราชญ์ชาวบ้านที่ต่างๆ โดยมีเป้า
นางอัญชนา ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงการติดตามสถานการณ์ทุเรียนภาคใต้ ซึ่ง สศก. ได้ลงพื้นที่จังหวัดชุมพร สุราษฎร์ธานี และนครศรีธรรมราช ระหว่างวันที่ 9-15 มิถุนายน 2562 ภายใต้โครงการศึกษาบทบาทของผู้ประกอบการธุรกิจผลไม้ที่มีต่อผลไม้ไทย กรณีศึกษาทุเรียน พบว่า ผลผลิตทุเรียนภาคใต้ในฤดูปีนี้ จะมีประมาณ 3-4 รุ่น โดยแต่ละรุ่นจะห่างกันประมาณ 1-2 สัปดาห์ โดยเริ่มทยอยออกตลาดตั้งแต่ปลายเดือนมิถุนายน 2562 และจะออกสู่ตลาดมากในช่วงเดือนสิงหาคม 2562 ขณะที่ทุเรียนภาคใต้นอกฤดู (ทุเรียนทวาย) ขณะนี้อยู่ในช่วงที่เกษตรกรกำลังตัดแต่งกิ่งใบ เพื่อเตรียมความพร้อมในการทำทุเรียนนอกฤดู และบางพื้นที่มีการตัดแต่งผลทุเรียนที่มีตำหนิ รวมทั้งตัดแต่งรูปทรงที่ไม่สวยออกจากต้นเพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ โดยทุเรียนนอกฤดูจะออกสู่ตลาดในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2562 ถึงมกราคม 2563 ซึ่งจากการดูแลเอาใจใส่ของเกษตรกร ทำให้ผลผลิตมีคุณภาพมาตรฐาน โดยพบว่า ผลผลิตร้อยละ 80-90 เป็นทุเรียนเกรด A และเกรด B ที่เหลือร้อยละ 10 เป็นทุเรียนตกเกรดและมีตำหนิ ด้านแรงงาน ส่วนใหญ่เป็นแรงงานจากพม่า ค
นายฉันทานนท์ วรรณเขจร รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงสถานการณ์การผลิตสินค้าอินทรีย์โลกในปัจจุบัน พบว่า จากข้อมูลของสถาบันวิจัยเกษตรกรรมอินทรีย์ (The research institute of organic agriculture: FiBL) และสหพันธ์เกษตรอินทรีย์นานาชาติ (international federation of organic agriculture movements: IFOAM) ปี 2560 พบว่า พื้นที่เกษตรอินทรีย์ของโลกมีจำนวน 361.25 ล้านไร่ โดยพื้นที่ผลิตสินค้าส่วนใหญ่อยู่บริเวณโอเซเนียน (Oceania) (ออสเตรเลียและหมู่เกาะใกล้เคียง) มีพื้นที่ผลิตเกษตรอินทรีย์ 47% ของพื้นที่ ทำการเกษตรทั้งหมด รองลงมา คือ ยุโรป มีพื้นที่ผลิตเกษตรอินทรีย์ 23% ลาตินอเมริกา 12% เอเชีย 9% อเมริกาเหนือ 6% และแอฟริกา 3% ซึ่งผลผลิตเกษตรอินทรีย์ในตลาดโลกสร้างมูลค่าประมาณ 2.8 ล้านล้านบาท สำหรับประเทศไทย มีพื้นที่ผลิตเกษตรอินทรีย์อยู่ลำดับที่ 7 ของเอเชีย และมีการขยายพื้นที่ผลิตอินทรีย์อย่างต่อเนื่องจนปัจจุบัน ซึ่งจากการเก็บข้อมูลตั้งแต่ ปี 2543 พบว่า ไทยมีพื้นที่ผลิตอินทรีย์ 10,524 ไร่ และเพิ่มขึ้นเรื่อยมาจนปี 2560 มีพื้นที่ผลิตอินทรีย์ 570,409ไร่ (เพิ่ม
นายสุชัย กิตตินันทะศิลป์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 6 จังหวัดชลบุรี (สศท.6) สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยถึงผลการประชุมคณะทำงานพัฒนาคุณภาพข้อมูลด้านพืชภาคตะวันออก ซึ่ง สศก. ได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดเก็บและสำรวจข้อมูลจากเกษตรจังหวัด เกษตรอำเภอ และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในข้อมูลของแต่ละกรมที่เกี่ยวข้องในพื้นที่แต่ละจังหวัด เช่น กรมชลประทาน กรมวิชาการเกษตร กรมการข้าว และการยางแห่งประเทศไทย จำนวน 4 สินค้า ได้ ข้าวนาปี ปีเพาะปลูก 2561/62 สับปะรดโรงงาน ยางพารา และปาล์มน้ำมัน ปี 2561 คณะทำงานฯ ได้ให้ความเห็นชอบรับรองข้อมูล (ณ 14 มิถุนายน 2562) ดังนี้ ข้าวนาปีภาคตะวันออก ปีเพาะปลูก 2561/62 รวม 9 จังหวัด (ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด สระแก้ว ปราจีนบุรี นครนายก ฉะเชิงเทรา และสมุทรปราการ) มีเนื้อที่เพาะปลูก 2,227,121 ไร่ ลดลงจากปี 2560/61 ร้อยละ 0.66 เนื่องจากนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่ต้องการลดพื้นที่ปลูกข้าวในพื้นที่นาไม่เหมาะสม และเกษตรกรส่วนหนึ่งที่มีพื้นที่เป็นนาดอนปรับเปลี่ยนปลูกพืชอื่นทดแทน เช่น ไม้ผล อ้อยโรงงาน ยูคาลิปตัส หมาก ส่วนที่นาลุ่มปรับเปลี่ยนเ
