สศก.
นางสาวทัศนีย์ เมืองแก้ว รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า สศก. มีภารกิจสำคัญในฐานะหน่วยงานเจ้าภาพหลัก บูรณาการการดำเนินงานร่วมกับหน่วยงานต่างๆ เพื่อขับเคลื่อนแผนงานบูรณาการพัฒนาและส่งเสริมเศรษฐกิจฐานราก โดยในปีงบประมาณ 2565 สศก. ได้รับจัดสรรงบประมาณ 3.3454 ล้านบาท เพื่อติดตามโครงการภายใต้แผนงานดังกล่าว สำหรับแผนงานบูรณาการพัฒนาและส่งเสริมเศรษฐกิจฐานราก เป็นการดำเนินงานบูรณาการร่วมกันระหว่าง 6 กระทรวง 19 หน่วยงาน 1 หน่วยงานอื่นของรัฐ มีความเชื่อมโยงกับทิศทางการพัฒนาภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ และแผนพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 ด้วยเป้าหมาย “รายได้เฉลี่ยของประชาชนกลุ่มเป้าหมายที่เข้าร่วมโครงการเพิ่มขึ้นร้อยละ 6 ต่อปี” ดำเนินการใน 3 แนวทาง พร้อมกำหนดเป้าหมายของทั้งแผนงานฯ ดังนี้ แนวทางที่ 1 พัฒนาศักยภาพประชาชน ดำเนินการสนับสนุนการเข้าถึงทรัพยากรและปัจจัยการผลิต และส่งเสริมและพัฒนาอาชีพ ตัวชี้วัดแนวทาง ประชาชนกลุ่มเป้าหมายเข้าถึงแหล่งทุนและที่ดินทำกินไม่น้อยกว่า 180,000 ราย ได้รับการพัฒนาและส่งเสริมอาชีพไม่น้อยกว่า 130,000 ราย แนวทางที่ 2 พัฒนาผลิตภัณฑ์และการให
นางสาวทัศนีย์ เมืองแก้ว รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงผลการติดตามประเมินผลโครงการส่งเสริมการผลิตผ้าไหมตรานกยูงพระราชทาน ซึ่งเป็นโครงการสำคัญภายใต้แผนแม่บทย่อยเกษตรอัตลักษณ์พื้นถิ่น ในปี 2564 โดยมีกรมหม่อนไหมเป็นหน่วยงานรับผิดชอบหลัก โครงการมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและพัฒนากลุ่มผู้ผลิตผ้าไหมตรานกยูงพระราชทาน มีการจัดอบรมความรู้ด้านการผลิตและการตรวจรับรองมาตรฐานการผลิตผ้าไหมตรานกยูงพระราชทานแก่กลุ่มเกษตรกร จากการติดตามประเมินผลโครงการฯ โดยศูนย์ประเมินผล สศก. พบว่า ปีงบประมาณ 2564 สามารถส่งเสริมเกษตรกรได้จำนวน 626 ราย (ร้อยละ 100.97 ของเป้าหมายที่กำหนด จำนวน 620 ราย) และจากการลงพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ ระหว่างวันที่ 10-11 มกราคม 2565 เพื่อศึกษากลุ่มตัวอย่าง คือ กลุ่มทอผ้าบ้านขี้กา ตำบลแขม อำเภออุทุมพรพิสัย ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มที่เข้าร่วมโครงการฯ พบว่า กลุ่มทอผ้าบ้านขี้กาได้รวมกลุ่มกันอย่างชัดเจน ในช่วงปี 2563 ปัจจุบันมีสมาชิกกลุ่ม จำนวน 30 ราย มี นางเมธาวี พวงท้าว เป็นประธานกลุ่ม ซึ่งช่วงแรกการทอผ้าจะเป็นแบบดั้งเดิม ใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่น ต่อมาศ
นายฉันทานนท์ วรรณเขจร เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงการติดตาม ผลการดำเนินงานภายใต้แผนแม่บทย่อยเกษตรแปรรูป ปีงบประมาณ พ.ศ. วัตถุประสงค์เพื่อสร้างมูลค่าโดยการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมในการผลิตและแปรรูป เพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตลอดจนมีการสนับสนุนต่อยอดไปสู่สินค้าเกษตรขั้นสูงที่มีคุณค่าเฉพาะ และผลิตภัณฑ์คุณภาพสูง กำหนดจำนวนเกษตรกร ผู้ประกอบการ และผู้สนใจ 2564 เป้าหมาย 2,030 ราย ให้มีการส่งเสริมสินค้าเกษตรแปรรูปและผลิตภัณฑ์ มีมูลค่าเพิ่มขึ้นร้อยละ 3 ภายในระยะเวลา 5 ปีแรก (ตั้งแต่ปี 2561 – 2565) โดยมีกรมปศุสัตว์ กรมประมง และกรมการข้าว เป็นหน่วยงานรับผิดชอบหลัก จากการติดตามของ สศก. พบว่า การดำเนินงานภายใต้แผนแม่บทย่อยเกษตรแปรรูป สามารถดำเนินการถ่ายทอดเทคโนโลยีการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากสินค้าเกษตรให้แก่เกษตรกรและผู้ประกอบการ 2,058 ราย (ร้อยละ 101 ของเป้าหมาย) โดยจากการสำรวจตัวอย่าง เกษตรกร 64 ราย และผู้ประกอบการ 44 ราย ในพื้นที่ 20 จังหวัด เกษตรกรนำความรู้ที่ได้รับไปปรับใช้ ส่งผลให้มูลค่าสินค้าแปรรูปเพิ่มขึ้นในภาพรวม มากกว่า 80 บาท/กิโล
นายฉันทานนท์ วรรณเขจร เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความเข้าใจว่าด้วยการพัฒนาแพลตฟอร์มเพื่อสนับสนุนการวิเคราะห์และการใช้ประโยชน์ข้อมูลขนาดใหญ่ในภาคการเกษตร พร้อมกล่าวในพิธีการลงนาม ถึงความร่วมมือกันระหว่างสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กับทางกรมพัฒนาที่ดิน (พด.) ลงนามโดย นางสาวเบญจพร ชาครานนท์ อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ลงนามโดย นายชัย วุฒิวิวัฒน์ชัย ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) และสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (DEPA) ลงนามโดย นางสาวธีรณี อจลากุล ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมการวิเคราะห์และบริหารข้อมูลขนาดใหญ่ภาครัฐ (GBDi) หรือ สวข. ซึ่งที่ผ่านมา ทั้ง 4 หน่วยงาน ได้ร่วมมือกันมาอย่างต่อเนื่อง ในการพัฒนาระบบฐานข้อมูลด้านการเกษตร ซึ่งการดำเนินงานจำเป็นต้องมีการพัฒนาแพลตฟอร์มความร่วมมือด้านข้อมูลเกษตรกรรมของประเทศไทย เพื่อเป็นตัวกลางในการแลกเปลี่ยนเชื่อมโยงข้อมูลภาคเกษตรให้มีข้อมูลที่ครอบคลุมในทุกมิติ สามารถนำไปวิเคราะห์ และใช้ประโยชน์ข้อมูลสำหรับบริการแก่เกษตรกร หน่วยงา
ศกอ. จ.นครราชสีมา ลุยปลูก ‘ดอกกระเจียว’ สร้างกำไรปีละ 51,472 บาท/ไร่ มุ่งขยายผลสู่เกษตรกรในพื้นที่ ผ่าน ศพก. สร้างอาชีพ-รายได้ ช่วงวิกฤตโควิด นางสุจารีย์ พิชา ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 5 นครราชสีมา (สศท.5) สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า “ดอกกระเจียว” นับเป็นสินค้าเกษตรทางเลือกที่มีอนาคต สามารถสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรได้เป็นอย่างดี ซึ่งจังหวัดนครราชสีมาเริ่มมีเกษตรกรให้ความสนใจและมีการปลูกกระเจียวกันอย่างแพร่หลาย เนื่องจากดอกกระเจียวเป็นพืชที่ปลูกได้ง่าย ได้รับความนิยมนำไปประกอบอาหารได้หลายเมนู มีรสเผ็ดร้อน มีกลิ่นหอม สรรพคุณแก้อาการท้องอืด ลดกรดในกระเพาะอาหาร จึงทำให้ดอกกระเจียวเป็นที่ต้องการของตลาดอย่างต่อเนื่องทั้งในจังหวัดนครราชสีมาและจังหวัดใกล้เคียง จากการติดตามสถานการณ์การผลิตและตลาดสินค้าดอกกระเจียวในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา โดยการสัมภาษณ์ นายนพนันท์ คงพุดซา เศรษฐกิจการเกษตรอาสา (ศกอ.) อำเภอจักราช จังหวัดนครราชสีมา ของ สศก. ที่ประสบความสำเร็จในการปลูกดอกกระเจียวเพื่อจำหน่าย บอกเล่าว่า เดิมครอบครัวตนมีอาชีพทำนาอาศัยน้ำฝนเป็นหลัก จึงต้องแบกรับความเสี่ยงสูง
นางอัญชนา ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า ที่ผ่านมา สศก.ได้ดำเนินการติดตามและประเมินผลโครงการส่งเสริมและพัฒนาอาชีพเพื่อแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินของเกษตรกรมาอย่างต่อเนื่อง โดยมีหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมดำเนินการส่งเสริมและพัฒนาอาชีพ ทั้งด้านพืช ประมง และปศุสัตว์ ภายใต้การใช้ระบบอนุรักษ์ดินและน้ำอย่างยั่งยืน ส่งเสริมการรวมกลุ่มในรูปแบบที่เหมาะสมกับพื้นที่ รวมทั้งเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ให้มีความกินดี อยู่ดี มีสันติสุข และสร้างความเข้มแข็งในชุมชน จากการลงพื้นที่เพื่อประเมินผลโครงการส่งเสริมและพัฒนาอาชีพเพื่อแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินของเกษตรกร ในพื้นที่ ส.ป.ก. จ.สระแก้ว ที่ได้ดำเนินการจัดที่ดินให้ผู้ยากไร้เข้าใช้ประโยชน์ในพื้นที่ตั้งแต่ปี 2560 เป็นต้นมา พบว่า มีเนื้อที่ประมาณ 1,960 ไร่ เป้าหมายในการจัดเกษตรกรเข้าใช้ประโยชน์ 313 ราย ขณะนี้ มีเกษตรกรเข้าใช้ประโยชน์ในพื้นที่แล้ว 156 ราย โดยเป็นการจัดสรรที่ดินเพื่อใช้ประโยชน์รายละ 6 ไร่ แบ่งเป็นที่อยู่อาศัยรายละ 1 ไร่ และเป็นที่ทำกินรายละ 5 ไร่เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการทุกรายเป็นสมาชิกสหกรณ์
นายฉันทานนท์ วรรณเขจร เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยถึง ภาวะเศรษฐกิจการเกษตรในไตรมาส 2 ปี 2564 (เมษายน-มิถุนายน 64) พบว่า ขยายตัวร้อยละ 1.2 โดยปรับตัวดีขึ้นเมื่อเทียบกับไตรมาส 2 ของปี 2563 ที่หดตัวถึงร้อยละ 3.1 เนื่องจากปัญหาสภาพอากาศที่ร้อนจัด หลายพื้นที่ของประเทศประสบภาวะฝนทิ้งช่วงและภัยแล้ง ทำให้มีปริมาณน้ำไม่เพียงพอต่อการผลิตทางการเกษตร ขณะที่สถานการณ์ในปี 2564 มีปริมาณน้ำฝนเพิ่มขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี 2563 และช่วงต้นปี 2564 ทำให้มีปริมาณน้ำสะสมในอ่างเก็บน้ำที่สำคัญและในแหล่งน้ำตามธรรมชาติเพิ่มขึ้น เกษตรกรจึงสามารถทำการเพาะปลูกได้ รวมทั้งสภาพอากาศโดยทั่วไปที่เอื้ออำนวย ไม่ประสบปัญหาภัยแล้งที่รุนแรง ทำให้สถานการณ์การผลิตพืชและปศุสัตว์ดีกว่าปีที่ผ่านมา ประกอบกับราคาสินค้าเกษตรหลายชนิดปรับตัวสูงขึ้น จูงใจให้เกษตรกรเพิ่มปริมาณการผลิต นอกจากนี้ นโยบายและมาตรการของภาครัฐ อาทิ การส่งเสริมอาชีพเกษตร การพัฒนาช่องทางการตลาดทั้งตลาดออนไลน์และออฟไลน์ การประกันรายได้สินค้าเกษตรที่สำคัญ และการพักชำระหนี้ ทำให้เกษตรกรสามารถทำการผลิตได้อย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม สถานการณ์การแพร
นายฉันทานนท์ วรรณเขจร เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการบริหารกองทุนปรับโครงสร้างการผลิตภาคเกษตรเพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศครั้งที่ 3/2564 เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคมที่ผ่านมา ว่า คณะกรรมการบริหารกองทุน FTA ได้อนุมัติงบประมาณ จำนวน 25 ล้านบาท สำหรับดำเนินโครงการพัฒนาข้าว จำนวน 2 โครงการ ได้แก่ 1. โครงการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดีเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของกลุ่มเกษตรกรทำนาเศรษฐกิจพอเพียง ตำบลกุดน้ำใส อำเภอน้ำพอง จังหวัดขอนแก่น วงเงิน 9.404 ล้านบาท มีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เป็นผู้รับผิดชอบโครงการ ระยะเวลาดำเนินโครงการ 8 ปี (ตั้งแต่ปี 2564-2571) เพื่อพัฒนาการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดี ได้แก่ พันธุ์ กข 6 และพันธุ์หอมมะลิ 105 นอกจากนี้ ยังใช้เป็นเมล็ดพันธุ์ข้าวขยายชุมชน และเมล็ดพันธุ์ข้าวหลักชุมชน โดยจำหน่ายให้แก่ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าว เครือข่ายขบวนการสหกรณ์ กลุ่มเกษตรกร และศูนย์ข้าวชุมชนและแปรรูปเพิ่มมูลค่าเป็นข้าวสารบรรจุถุง โดยจะร่วมกับกรมการข้าวในการตรวจสอบและรับรองคุณภาพเมล็ดพันธุ์ข้าวตามระบบ GAP Seed และการบริหารจัดการระ
นางอัญชนา ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยถึงผลการติดตามศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) ว่า จากที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้จัดตั้งศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร อำเภอละ 1 ศูนย์ รวม 882 ศูนย์ มาตั้งแต่ปี 2557 พร้อมขยายเครือข่ายที่กระจายอยู่ตามอำเภอต่างๆ ทั่วประเทศ จำนวน 11,742 ศูนย์ ซึ่งมีกรมส่งเสริมการเกษตร เป็นหน่วยงานรับผิดชอบหลัก เพื่อเป็นศูนย์กลางการบริการและแลกเปลี่ยนความรู้ข้อมูลข่าวสารของหน่วยงานต่างๆ แก่เกษตรกร เป็นแหล่งเรียนรู้การผลิตสินค้าเกษตรที่ถูกต้องและเหมาะสมกับชุมชน ด้วยการจัดฝึกอบรมหลักสูตรด้านการเกษตร จนสามารถนำความรู้ไปปรับใช้ ช่วยลดค่าใช้จ่าย เพิ่มรายได้ให้กับครัวเรือน และเป็นการพึ่งพาตนเองในช่วงที่เกิดการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ในปัจจุบัน สศก. ได้ติดตามผลการดำเนินงานของศูนย์และเครือข่ายมาอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2564 ได้ติดตามพื้นที่ 17 จังหวัด สำรวจศูนย์เครือข่าย 87 ศูนย์ ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ – มีนาคม 2564 พบว่า ในแต่ละปี มีเกษตรกรเข้ามาใช้บริการในศูนย์เครือข่าย ศพก. ปีละ 2-3 ครั้
นางอัญชนา ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กล่าวถึงสถานการณ์การผลิตและความต้องการใช้มะพร้าวของไทย ปี 2564 (ข้อมูลพยากรณ์ ณ เดือนมีนาคม 2564) ซึ่งคาดการณ์ว่า จะมีผลผลิตมะพร้าวรวม 0.876 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาที่มีผลผลิต 0.827 ล้านตัน (เพิ่มขึ้นร้อยละ 6) โดยผลผลิตปีนี้ ทยอยออกสู่ตลาดมาตั้งแต่เดือนมกราคม และจะออกมากไปจนถึงเดือนสิงหาคม 2564 คิดเป็นปริมาณรวม 0.644 ล้านตัน (ร้อยละ 73 ของผลผลิตทั้งประเทศ) ในขณะที่ความต้องการใช้ยังคงทรงตัวเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา โดยอยู่ที่ประมาณ 1.269 ล้านตัน จึงคาดว่า ในปีนี้จะมีการนำเข้ามะพร้าวและผลิตภัณฑ์ 0.418 ล้านตัน อย่างไรก็ตาม จากสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 ระลอกใหม่ ทำให้ความต้องการใช้ในช่วงครึ่งปีแรกยังคงชะลอตัว ส่งผลให้ราคาที่เกษตรกรขายได้มีแนวโน้มลดลง โดยพบว่า ราคามะพร้าวที่เกษตรกรขายได้ในเดือนมิถุนายน 2564 เฉลี่ย 10.67 บาท/ผล ซึ่งลดลงจากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา ซึ่งมีราคาผลละ 12.98 บาท หรือลดลงร้อยละ 18 สำหรับการบริหารจัดการนำเข้ามะพร้าว คณะกรรมการพืชน้ำมันและน้ำมันพืช ได้มีมติในคราวประชุมเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2563 เ
