สศก.
นางอัญชนา ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงการขับเคลื่อนนโยบายการปฏิรูปประกันภัยการเกษตร ซึ่งปัจจุบันมีโครงการภาครัฐที่ดำเนินการในสินค้าเกษตรเศรษฐกิจต่างๆ เช่น ประกันภัยข้าวนาปี ประกันภัยข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ นอกจากนี้ ยังมีประกันภัยที่ดำเนินการโดยบริษัทประกันภัยและเกษตรกรโดยตรง เช่น ทุเรียน รวมไปถึงหน่วยงานต่างๆ เช่น สำนักงานคณะกรรมการการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) และ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ได้เริ่มมีการศึกษาความเป็นไปได้ในการประกันภัยสินค้าชนิดอื่นๆ เช่น โคนม มันสำปะหลัง เป็นต้น สศก. ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญด้านสินค้าประมง จึงได้ศึกษาถึงแนวทางการประกันภัยด้านสินค้าประมง โดยผลการประชุมหารือระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พบว่า การประกันภัยบ่อกุ้ง เป็นที่น่าสนใจ มีความเป็นไปได้ในการดำเนินการด้านประกันภัยให้แก่เกษตรกร ซึ่งจากการลงพื้นที่ 6 จังหวัด (จันทบุรี สุราษฎร์ธานี ฉะเชิงเทรา สมุทรสาคร นครปฐม และสุพรรณบุรี) เพื่อศึกษาสถานการณ์การผลิตและการประสบภัยพิบัติทางธรรมชาติ รวมทั้ง
นายฉันทานนท์ วรรณเขจร รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยถึงต้นทุนการผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปี 2562 (ปีเพาะปลูก 2562/63) พบว่า ลดลง เนื่องจากเกษตรกรลดขั้นตอนในการเตรียมดิน ซึ่งจากเดิมมีการไถแล้วแถกร่อง (ยกร่อง) เปลี่ยนเป็นไถแล้วไม่ต้องแถกร่อง อีกทั้งมีการนำเครื่องเก็บเกี่ยวมาใช้แทนแรงงานคนมากขึ้น โดยต้นทุนรวมการผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ อยู่ที่ไร่ละ 4,385 บาท ลดลงจากปี 2561 ร้อยละ 0.42 (คิดเป็นต้นทุนต่อกิโลกรัม 5.84 บาท ลดลงร้อยละ 1.49) หากพิจารณาแยกประเภท พบว่า ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ รุ่น 1 (ฤดูฝน) ต้นทุนรวมไร่ละ 4,251 บาท (คิดเป็นต้นทุนต่อกิโลกรัม 5.71 บาท ลดลงร้อยละ 1.38) ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ รุ่น 2 (ฤดูแล้ง) ต้นทุนรวมไร่ละ 5,329 บาท (คิดเป็นต้นทุนต่อกิโลกรัม 6.72 บาท ลดลงร้อยละ 2.47) โดยจะลดลงในกลุ่มของต้นทุนผันแปร ได้แก่ ค่าปุ๋ย ลดลงร้อยละ 0.65 ซึ่งส่วนใหญ่เกษตรกรใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15, 16-20-0 และ 46-0-0 ค่าน้ำมันเชื้อเพลิง ลดลงร้อยละ 1.40 จากราคาน้ำมันที่ปรับตัวลดลง ส่วนค่าพันธุ์ เพิ่มขึ้นเล็กน้อยหรือเพิ่มขึ้นเพียงร้อยละ 0.18 โดย ค่าแรงงาน ลดลง เนื่องจากมีการปรับเปลี่ยนในบา
นายฉันทานนท์ วรรณเขจร รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงผลสรุปข้อมูลปริมาณการผลิตไม้ผลเอกภาพ ปี 2562 โดยคณะทำงานสำรวจข้อมูล ไม้ผลเศรษฐกิจภาคตะวันออกได้สรุปตัวเลขเอกภาพผลผลิตไม้ผลภาคตะวันออก ปี 2562 ของไม้ผล 4 ชนิด ได้แก่ ทุเรียน มังคุด เงาะ และลองกอง ในพื้นที่ 3 จังหวัดตะวันออก จันทบุรี ระยอง และตราด โดยผลสรุปข้อมูลเอกภาพไม้ผล ปี 2562 (ข้อมูล ณ 27 มีนาคม 2562) พบว่า เนื้อที่ยืนต้น ของไม้ผลทั้ง 4 ชนิด มีจำนวน 692,810 ไร่ เพิ่มขึ้นจากปี 2561 ที่มีจำนวน 678,203 ไร่ (เพิ่มขึ้น 14,607 ไร่ หรือร้อยละ 2.15) โดยทุเรียนเพิ่มขึ้นร้อยละ 6.20 ส่วน เงาะ ลดลง ร้อยละ 2.10 มังคุด ลดลง ร้อยละ 0.28 และ ลองกอง ลดลง ร้อยละ 5.08 เนื้อที่ให้ผลของไม้ผลทั้ง 4 ชนิด มีจำนวน 626,339 ไร่ เพิ่มขึ้นจากปี 2561 ที่มีจำนวน 615,172 ไร่ (เพิ่มขึ้น 11,167 ไร่ หรือ ร้อยละ 1.82) โดยทุเรียน เพิ่มขึ้นร้อยละ 5.31 มังคุด เพิ่มขึ้น ร้อยละ 0.69 ส่วนเงาะ ลดลง ร้อยละ 2.43 และ ลองกอง ลดลง ร้อยละ 3.84 ผลผลิต รวมทั้ง 4 สินค้ามีจำนวน 886,535 ตัน เพิ่มขึ้นจากปี 2561 ที่มีจำนวน 667,025 ตัน (เ
นายฉันทานนท์ วรรณเขจร รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า คณะทำงานสำรวจข้อมูลไม้ผลเศรษฐกิจภาคใต้ ครั้งที่ 1 ปี 2562 โดยสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ร่วมกับสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 5 จังหวัดสงขลา รวมทั้งแกนนำเกษตรกรผู้ปลูกไม้ผลจังหวัดในพื้นที่ ได้ประมาณการไม้ผลเศรษฐกิจ 7 จังหวัดภาคใต้ตอนล่าง (สงขลา พัทลุง ตรัง สตูล ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส) ของไม้ผล ได้แก่ ทุเรียน มังคุด ลองกอง และ เงาะ พบว่า ผลผลิตในภาพรวม 7 จังหวัด เพิ่มขึ้น ยกเว้น เงาะที่ผลผลิตลดลง เนื่องจากมีพื้นที่ให้ผลลดลง อย่างไรก็ตาม ผลผลิตต่อไร่ ของทั้ง 4 ชนิดพืช มีทิศทางเพิ่มขึ้น เนื่องจากสภาพลำต้นสมบูรณ์พร้อมต่อการออกดอกติดผล ประกอบกับสภาพภูมิอากาศเอื้ออำนวยตั้งแต่ต้นปี เป็นเหตุให้ไม้ผลออกดอก ติดผล เร็วและมากกว่าปีที่ผ่านมา ซึ่งเมื่อจำแนกไม้ผลแต่ละชนิด (ข้อมูล ณ 19 มีนาคม 2562) พบว่า ทุเรียน เนื้อที่ยืนต้น 132,463 ไร่ เพิ่มขึ้นจากปี 2561 ร้อยละ 11.49 เนื้อที่ให้ผล 101,843 ไร่ ลดลงร้อยละ 0.43 ปริมาณผลผลิตรวม 76,065 ตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 15.34 โดยผลผลิตต่อไร่ 747 กิโลกรัม เพิ่มขึ้นร้อยละ 15.81 มังคุด เนื
นายไพฑูรย์ สีลาพัฒน์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 11 จังหวัดอุบลราชธานี (สศท.11) สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า กลุ่มวิสาหกิจชุมชนเกษตรอินทรีย์บ้านหนองมัง อำเภอสำโรง จังหวัดอุบลราชธานี เป็นตัวอย่างกลุ่มวิสาหกิจที่ทำเกษตรอินทรีย์ประสบความสำเร็จ เห็นผลเป็นรูปธรรม โดยมี นายปิยะทัศน์ ทัศนิยม ประธานกลุ่มฯ ที่ได้น้อมนำหลักแนวคิดเกษตรทฤษฏีใหม่ รวมกลุ่มทำเกษตรอินทรีย์โดยปลูกข้าวเป็นหลัก ซึ่งการปลูกพืชอินทรีย์ของกลุ่มวิสาหกิจชุมชม สามารถลด ต้นทุน ผลผลิตขายได้ราคาสูง ทำให้เกษตรกรมีกำไรเฉลี่ยต่อครัวเรือนมากขึ้น สศท.11 ได้ดำเนินการสำรวจข้อมูลต้นทุน ผลผลิต และราคาที่เกษตรกรขายได้ จากการผลิตพืชอินทรีย์ ปี 2562 ของเกษตรกรกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเกษตรอินทรีย์บ้านหนองมัง อำเภอสำโรง จังหวัดอุบลราชธานี โดยผลการสำรวจพบว่า ข้าวนาปี มีต้นทุนรวม 3,982 บาท/ไร่ ให้ผลผลิต 378 กิโลกรัม/ไร่ ราคาที่เกษตรกรขายได้อยู่ที่ 16.20 บาท/กิโลกรัม ผลตอบแทนสุทธิ (กำไร) 2,140 บาท/ไร่ พริก ต้นทุนรวม 22,768 บาท/ไร่ ให้ผลผลิต 1,613 กิโลกรัม/ไร่ ราคาที่เกษตรกรขายได้อยู่ที่ 48 บาท/กิโลกรัม ผลตอบแทนสุทธิ (กำไร) 54,
นางสาวจริยา สุทธิไชยา เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่าปี พ.ศ. 2522 สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ได้กำเนิดขึ้นเมื่อวันที่ 24 มีนาคม เพื่อทำหน้าที่เป็นสำนักงานคณะกรรมการนโยบายแผนพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ และมีพระราชบัญญัติเศรษฐกิจการเกษตร พ.ศ. 2522 กำหนดให้ทำบทบาทภารกิจด้านสารสนเทศการเกษตร ด้านวิจัยเศรษฐกิจการเกษตร ด้านนโยบายและแผนพัฒนาการเกษตร และด้านติดตามประเมินผล ซึ่งในแต่ละช่วงเวลาที่ผ่านมา สศก. ได้พัฒนาองค์กรให้ก้าวทันสมัย และสอดรับกับการเปลี่ยนแปลงตามสถานการณ์โลกและภายในประเทศ โดยให้ความสำคัญกับการสร้าง พัฒนาแลกเปลี่ยนบุคลากร การบริหารงบประมาณ และเพิ่มประสิทธิภาพระบบงานเศรษฐกิจการเกษตรอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะการเชื่อมโยงเครือข่ายกับองค์กรต่างประเทศ จนถึงปัจจุบันและเป็นสถานที่ตั้งขององค์กรเจ้าภาพผู้แทนระดับประเทศกลุ่มอาเซียนบวกสาม ได้แก่ องค์กรสำรองข้าวฉุกเฉินของอาเซียนบวกสาม (APTERR) ตามกฎหมายไทย ในโอกาสครบรอบ 40 ปี วันคล้ายวันสถาปนาประจำปี 2562 สศก. ได้กำหนดจัดงานขึ้นในวันที่ 27 มีนาคมนี้โดยได้ประมวลผลข้อมูลผลงานที่สำคัญของ สศก. ที่สะท้อนผลการพัฒนาก
นางสาวทัศนีย์ เมืองแก้ว รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงภาพรวมรายได้ของเกษตรกร วัดจากดัชนีรายได้เกษตรกรในเดือนกุมภาพันธ์ 2562 เพิ่มขึ้นจากเดือนกุมภาพันธ์ 2561 ร้อยละ 3.89 ซึ่งเป็นผลมาจากดัชนีราคาปรับตัวเพิ่มขึ้น ร้อยละ 0.65 โดยสินค้าสำคัญที่มีราคาเพิ่มขึ้น ได้แก่ ข้าวเปลือกเจ้านาปี มันสำปะหลัง และสุกร และดัชนีผลผลิตปรับตัวเพิ่มขึ้น ร้อยละ 3.21 โดยสินค้าสำคัญที่มีผลผลิตเพิ่มขึ้น ได้แก่ ข้าวเปลือกเจ้านาปี ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ยางพารา ปาล์มน้ำมัน ไก่เนื้อ และไข่ไก่ สำหรับดัชนีราคาสินค้าเกษตรที่เกษตรกรขายได้ที่ไร่นาเดือนกุมภาพันธ์ 2562 เพิ่มขึ้นจากเดือนกุมภาพันธ์ 2561 ร้อยละ 0.65 ซึ่งสินค้าที่ราคาปรับตัวเพิ่มขึ้น ได้แก่ ข้าวเปลือกเจ้า ราคาเพิ่มขึ้นเนื่องจากผลผลิต ไม่เพียงพอต่อความต้องการส่งออก และปริมาณข้าวที่ต้องการบริโภคภายในประเทศที่มีทิศทางเพิ่มขึ้น ประกอบกับภาครัฐยังคงดำเนินมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวปีการผลิต 2561/62 มันสำปะหลัง ราคาเพิ่มขึ้นเนื่องจากผลผลิตไม่เพียงพอต่อความต้องการของผู้ประกอบการโรงงานแป้งมันสำปะหลัง และ สุกร ราคาเพิ่ม
นางสาวทัศนีย์ เมืองแก้ว รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงภาพรวมรายได้ของเกษตรกร วัดจากดัชนีรายได้เกษตรกรในเดือนมกราคม 2562 เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม 2561 ร้อยละ 4.78 ซึ่งเป็นผลมาจากดัชนีผลผลิตปรับตัวเพิ่มขึ้น ร้อยละ 5.21 สินค้าสำคัญที่มีผลผลิตเพิ่มขึ้น ได้แก่ ข้าวเปลือกเจ้านาปี ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ สับปะรด ปาล์มน้ำมัน ไก่เนื้อ และไข่ไก่ สำหรับดัชนีราคาสินค้าเกษตรที่เกษตรกรขายได้ที่ไร่นาเดือนมกราคม 2562 ลดลงจากเดือนมกราคม 2561 ร้อยละ 0.41 ซึ่งสินค้าที่ราคาปรับตัวลดลง ได้แก่ ปาล์มน้ำมัน ราคาลดลงเนื่องจากความต้องการใช้น้ำมันปาล์มดิบภายในประเทศน้อยกว่าผลผลิตที่ออกสู่ตลาด ประกอบกับสต๊อกน้ำมันปาล์มดิบยังมีอยู่มาก และ ไก่เนื้อ ราคาลดลงเนื่องจากผลผลิตออกสู่ตลาดมากกว่าความต้องการ ส่วนสินค้าที่ราคาปรับตัวเพิ่มขึ้น ได้แก่ มันสำปะหลัง ราคาเพิ่มขึ้นเนื่องจากเป็นช่วงต้นฤดูกาลเก็บเกี่ยว หัวมันสำปะหลังเริ่มทยอยออกสู่ตลาด ซึ่งไม่เพียงพอต่อคำสั่งซื้อของผู้ประกอบการ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ราคาเพิ่มขึ้นเนื่องจากอยู่ในช่วงต้นฤดูกาลเก็บเกี่ยวข้าวโพดเลี้ยงสัตว์รุ่น 2 (ข้าวโ
นางสาวทัศนีย์ เมืองแก้ว รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า สศก. โดยสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 4 จังหวัดขอนแก่น (สศท.4) ได้เตรียมร่วมจัดงานวันเกษตรภาคอีสาน ประจำปี 2562 ซึ่งมีหน่วยงานกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ร่วมกับมหาวิทยาลัยขอนแก่นจัดงานวันเกษตรภาคอีสาน ภายใต้แนวคิด เอกลักษณ์ “นวัตกรรมเกษตรอีสาน บูรณาการภูมิปัญญาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน” รวมระยะเวลา 10 วัน ระหว่างวันที่ 25 มกราคม ถึง 3 กุมภาพันธ์ 2562 ณ อุทยานเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น การจัดงานครั้งนี้ สศท.4 ได้ร่วมออกบู๊ธนิทรรศการในหัวข้อ “พระอัจฉริยภาพด้านสารสนเทศการเกษตร” โดยจัดแสดงเนื้อหาและให้ความรู้เกี่ยวกับพระอัจฉริยภาพด้านสารสนเทศการเกษตรของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 และข้อมูลเอกสารต่างๆ เกี่ยวกับเศรษฐกิจการเกษตรที่น่าสนใจแจกฟรี รวมทั้งการสาธิต Application “กระดานเศรษฐี” หรือ “OAE RCMO” ซึ่งคว้าแชมป์ในการประกวดโครงการ Thailand ICT Awards (TICTA) 2016 หรือโครงการประกวดผลงานด้านซอฟต์แวร์แห่งชาติ ประเภท E-Government & Services เพื่อให
สศก. ระบุ เดือนพฤษภาคม 60 ดัชนีรายได้เกษตรกรปรับตัวเพิ่ม 3.83 เมื่อเทียบกับเดือนพฤษภาคมปี 59 เผยขณะนี้สับปะรดอยู่ในช่วงกระจุกตัวออกตลาด โดยกระทรวงเกษตรฯ พร้อมจับมือกระทรวงเกี่ยวข้อง และผู้ประกอบการเพื่อแก้ไขปัญหา และเร่งกระจายผลผลิต มั่นใจ สถานการณ์คลี่คลายภายในกรกฎาคมนี้ นางสาวจริยา สุทธิไชยา เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่าสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ได้วิเคราะห์และรายงานภาวะเศรษฐกิจการเกษตรเดือนพฤษภาคม 2560 เปรียบเทียบเดือนพฤษภาคม 2559 โดยใช้ดัชนีชี้วัด 3 ตัว คือ 1) ดัชนีชี้วัดรายได้เกษตรกร 2) ดัชนีชี้วัดผลผลิตการเกษตร และ 3)ดัชนีชี้วัดราคาผลผลิตเกษตร โดยในรอบเดือนพฤษภาคม 2560 เทียบกับเดือนพฤษภาคม 2559 พบว่า ดัชนีรายได้เกษตรกรเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.83 เป็นผลมาจากดัชนีผลผลิตสินค้าเกษตรเดือนพฤษภาคม 2560 เพิ่มขึ้นร้อยละ 6.86 อันเป็นผลมาจากประสิทธิภาพการผลิตที่เพิ่มขึ้น โดยผลผลิตต่อไร่เพิ่มขึ้นและต้นทุนการผลิตลดลงเมื่อเทียบกับเดือนพฤษภาคม 2559 ส่วนดัชนีราคาเดือนพฤษภาคม 2560 เทียบกับเดือนพฤษภาคม 2559 ลดลงร้อยละ 2.84 จากผลผลิตที่ออกกระจุกตัวในช่วงดังกล่าว
