สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ
สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ(วช.) ร่วมกับมหาวิทยาลัยพะเยา พัฒนาระบบจัดการฟาร์มกระบือแบบประณีต ภายใต้แผนงานจัดการความรู้จากงานวิจัยและนวัตกรรม โดยวช.ได้สนับสนุนการดำเนินงานโครงการ “การพัฒนาชุดความรู้การใช้นวัตกรรมในการจัดการฟาร์มกระบือแบบประณีตในภาคเหนือ” แก่มหาวิทยาลัยพะเยา ในการพัฒนาเกษตรกรต้นแบบ ในภาคเหนือ จ.เชียงราย จ.พะเยา จ.แพร่และพื้นที่ใกล้เคียง โดยดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง รองผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ และคณะผู้ทรงคุณวุฒิ ได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมกลุ่มอนุรักษ์โคกระบือบ้านดงเจริญ ต.หัวง้ม และกลุ่มผู้เลี้ยงโคกระบือ ต.ม่วงคำ อ.พาน จ.เชียงราย เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2562 ซึ่งเป็นชุมชนเกษตรต้นแบบที่ได้นำระบบการจัดการฟาร์มกระบือแบบประณีตไปใช้ ซึ่งครอบคลุมระบบและแอพพลิเคชั่นหลัก ได้แก่ การผสมพันธุ์และปรับปรุงพันธุ์ แปลงพืชอาหาร การคำนวนสูตรอาหารต้นทุนต่ำ มาตรฐานอาหารปลอดภัย และโปรแกรมเตือนการทำวัคซีน ทั้งนี้ระบบข้างต้น ช่วยให้ชุมชนมีความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจและเสริมสร้างคุณภาพชีวิตรายได้แก่เกษตรกร โครงการดังกล่าวมีผศ.ดร.พยุงศักดิ์ อินต๊ะวิชา จากมหาวิทยาลัยพะเยาเป็นหัวหน้าโครงการ พร้อมกับได้รั
สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ(วช.) ร่วมกับจังหวัดนครสวรรค์และมหาวิทยาลัยมหาสารคาม มุ่งสร้างความเข้มแข็งเศรษฐกิจชุมชนและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตทางการเกษตรด้วยนวัตกรรมงานวิจัย “เครื่องอบแห้งแบบถังทรงกระบอกหมุนด้วยรังสีอินฟราเรด “ โดย ศาสตราจารย์นายแพทย์สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ มอบหมายให้ ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง รองผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ ทำหน้าที่มอบ “เครื่องอบแห้งแบบถังทรงกระบอกหมุนด้วยรังสีอินฟราเรด” แก่กลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกข้าวฟ่างหางกระรอก ตำบบลำพยนต์ อำเภอตากฟ้า จังหวัดนครสวรรค์ นางวัชราภรณ์ แตงหมี นายอำเภอตากฟ้า ผู้แทนผู้ว่าราชการจังหวัดนครสวรรค์ กล่าวต้อนรับและเป็นผู้รับมอบ และผศ.ดร.จักรมาส เลาหวาณิช นักวิจัยกล่าวรายงานถึงการพัฒนานวัตกรรมโดยการสนับสนุนของ วช. ในวันที่ 10 กรกฎาคม 2562 ณ พื้นที่ทำการเกษตรของกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกข้าวฟ่างหางกระรอก ตำบลลำพยนต์ อำเภอตากฟ้า จังหวัดนครสวรรค์ เครื่องอบแห้งเมล็ดพันธุ์พืช ช่วยลดระยะเวลาในการลดความชื้นลง1ใน3 และเมล็ดพันธุ์ที่ผ่านการอบมีคุณภาพดี สามารถเพิ่มมูลค่าทางการตลาด สามารถรองรับปริมา
สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ร่วมกับสมาคมอุตสาหกรรรมพลาสติกชีวภาพไทย (TBIA) มหาวิทยาลัยศิลปากร (SU) และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี (RMUTT) จัดการประชุมนานาชาติและนิทรรศการความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและการวิจัย พัฒนาและนวัตกรรมด้านพลาสติกชีวภาพ “InnoBioplast 2019” ระหว่างวันที่ 4 – 6 กรกฎาคม 2562 ณ โรงแรม The Am bassador กรุงเทพฯ การจัดงานในครั้งนี้ มีเป้าหมายเป็นเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และความก้าวหน้าทางวิชาการวิจัยและเทคโนโลยีระดับชาติและนานาชาติ ร่วมถึงการสร้างเครือข่ายนักวิชาการ และธุรกิจอุตสาหกรรมพลาสติกชีวภาพให้เข้มแข็งในระดับชาติและนานาชาติ ภายใต้กรอบแนวคิด “Circular economy: Rethinking and Challenge in Biochemicals Bioplastics and Biopharma” การจัดงานครั้งนี้ มีการนำเสนอความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีและการวิจัย พัฒนาและนวัตกรรมด้านพลาสติกชีวภาพ รวมถึงปัญหาและข้อเสนอแนะในเชิงนโยบายและเศรษฐศาสตร์ให้สามารถนำไปใช้งานได้ในเชิงพาณิชย์ทั้งในระดับประเทศและระดับนานาชาติ การประเมินสถานการณ์ปัจจุบัน นโยบายของภาครัฐ และทิศทางการพัฒนา อุตสาหกรรมพลาสติกชีวภาพทั้งของประเทศไทยและต
ศ.ดร.นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวถึงบทบาทของสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ในกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ในงาน Open House เปิดบ้าน วช.5G : Change for the Future เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2562 ณ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ว่า วช. ได้รับมอบหมายให้เป็น Funding Agency หลักของประเทศ ทำหน้าที่ในการให้ทุนวิจัยและนวัตกรรมแก่หน่วยงานในระบบวิจัยและสถาบันอุดมศึกษา ซึ่งได้แก่นักวิจัย หน่วยงานและองค์การมหาชนทั้งภายในและภายนอกกระทรวงการอุดมศึกษาฯ สถาบันวิจัย มหาวิทยาลัยและสถาบันการศึกษา ครอบคลุมทั้งการวิจัยพื้นฐาน วิจัยประยุกต์ ทั้งด้านวิทยาศาสตร์ สังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ รวมทั้งสหสาขาวิชาการ ภายในงานดังกล่าวได้มีการเปิดตัวระบบพัฒนาบุคลากรด้านการวิจัยและนวัตกรรมของประเทศ และทุนด้านการวิจัยและนวัตกรรม ได้แก่ ทุนพัฒนาบุคลากรและการวิจัยเพื่อฐานทางวิชาการ ที่เป็นการส่งเสริมและพัฒนาบุคลากรวิจัยทั้งระบบ รวมทั้งการสร้างเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการกับนานาชาติ และทุนวิจัยและนวัตกรรม ในประเด็นสำคัญของประเทศ ตามยุทธศาสตร์ชาติ แผนแม่บท และยุทธศาสตร์การวิจ
การใช้ชีวิตในศตวรรษที่ 21 ไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องเผชิญหน้ากับความเปลี่ยนแปลงต่างๆ มากมาย ทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม เทคโนโลยีการสื่อสาร ฯลฯ ที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องและรวดเร็ว ดังนั้น ทักษะการเรียนรู้นวัตกรรม ทักษะสารสนเทศ สื่อ เทคโนโลยี ทักษะชีวิตและอาชีพ จึงกลายเป็นประเด็นสำคัญของการใช้ชีวิตและทำงานในศตวรรษที่ 21 ที่ทุกคนจำเป็นต้องมีติดตัวเพื่อความอยู่รอด UCC Network สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) เล็งเห็นปัญหาที่เกิดขึ้น จึงสร้าง “UCC Network” ศูนย์กลางกระจายเทคโนโลยีและนวัตกรรม โดยร่วมมือกับเครือข่ายวิจัยอุดมศึกษา 9 แห่ง ดำเนินโครงการ Innovation Hubs เพื่อสร้างเศรษฐกิจฐานนวัตกรรมของประเทศ ตอบโจทย์ Thailand 4.0 ของรัฐบาล โดยมุ่งสร้างงานวิจัยให้เป็นระบบที่เข้มแข็ง ทั้งโครงสร้างการจัดการ และกำลังคน เกิดการบูรณาการนวัตกรรมงานวิจัย ต่อยอดต้นทุนเดิม (ภูมิปัญญาชาวบ้าน ทรัพยากรธรรมชาติ) สู่เศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์เกิดเป็นนวัตกรรมสินค้าหรือบริการ ที่สร้างรายได้ต่อชุมชนท้องถิ่น สร้างวิสาหกิจเพื่อสังคม ตอบโจทย์รายได้ทางธุรกิจ ควบคู่กับการรับใช้ช
สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) สืบสานพระราชดำริ พระราชปณิธาน และพระบรมราโชบาย พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ขับเคลื่อนโครงการจิตอาสาพัฒนาสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตของประชาชน เฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก คณะกรรมการจิตอาสาเฉพาะกิจกลุ่มงานโครงการและกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติ ได้มอบหมายให้ วช. ดำเนินกิจกรรมร่วมกับศูนย์อำนวยการใหญ่จิตอาสา 904 วปร. และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในการจัดกิจกรรม “การนำนวัตกรรมไปจัดการกับวัชพืชและผักตบชวา เพื่อสร้างรายได้ให้ชุมชน” ภายใต้ “โครงการจิตอาสาพัฒนาสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตของประชาชนเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก” โดย วช. ได้คัดเลือกองค์ความรู้เกี่ยวกับการจัดการวัชพืชและผักตบชวา ที่สามารถดำเนินการได้หลายรูปแบบตั้งแต่การนำมาผลิตเป็นเครื่องจักสาน งานหัตถกรรม การใช้เพื่อการบำบัดน้ำ การใช้เพื่อผสมเป็นอาหารสัตว์ การนำมาหมักเพื่อผลิตก๊าซชีวภาพ ตลอดจนการนำมาทำเป็นวัสดุปรับปรุงดินและปุ๋ย ซึ่งเป็นกิจกรรมที่สร้างรายได้ให้กับชุมชนได้ดีและยั่งยืนที่สุด สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) จัดกิจกรรม “การนำนวัตกรรมไป
รัฐบาลได้ให้ความสำคัญเรื่องการส่งออกอาหารไทย โดยกำหนดนโยบายกระตุ้นอุตสาหกรรมอาหารไทยอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะนโยบาย “ครัวไทยสู่ตลาดโลก” ซึ่งสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ได้ให้การสนับสนุนกิจกรรมส่งเสริมและสนับสนุนการวิจัย “แผนงานโครงการวิจัยครัวไทยสู่ตลาดโลก” ตั้งแต่ปี 2560 ซึ่งเป็นโครงการที่ตอบสนองนโยบายและเป้าหมายของรัฐบาล ที่เกิดจากแนวคิดทำอย่างไรให้อาหารไทยเป็นอาหารจานโปรดของทั่วโลก แต่การที่จะก้าวไปเป็นครัวไทยตลาดโลกได้นั้น จำเป็นต้องแก้ปัญหารสชาติที่ผิดเพี้ยนของอาหารไทยในต่างประเทศทั่วโลก และหาวิธีการสร้างการรับรู้ที่ถูกต้อง จึงได้มุ่งเน้นรสชาติแท้ของอาหารไทย โดยการพิสูจน์สายพันธุ์แท้ของวัตถุดิบ และกระบวนการปรุงที่คงรสชาติดั้งเดิม รวมถึงการพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีรสชาติแท้ สามารถปรุงได้สะดวก รวดเร็ว ปรุงที่ไหนก็ได้รสชาติแท้ดั้งเดิม อีกทั้งยังพิสูจน์ความเป็นเอกลักษณ์ของสายพันธุ์วัตถุดิบ ด้วยการศึกษาประโยชน์ในเชิงโภชนาการและสุขภาพของอาหารไทย พร้อมหาแนวทางเผยแพร่ไปสู่กลุ่มลูกค้าที่เป็นเป้าหมายโดยเฉพาะ ชาวต่างชาติ ผู้สูงอายุ โดยการถ่ายทอดเทคโนโลยีให้ภาคเอกชนนำไปผลิต จำหน่าย ทั้งในและต
สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ตรวจเยี่ยมโครงการ “การผลิตไก่พื้นเมืองและไก่ลูกผสม เพื่อพัฒนาความเป็นอยู่ของชุมชนอย่างยั่งยืน” ณ พื้นที่กลุ่มวิสาหกิจชุมชนการเกษตร ตำบลสามัคคี อำเภอร่องคำ จังหวัดกาฬสินธุ์ วช. ในฐานะหน่วยงานให้การสนับสนุนทุนวิจัย ได้จัดสรรทุนอุดหนุนการวิจัยโครงการจัดการความรู้การวิจัยเพื่อการใช้ประโยชน์เชิงชุมชน สังคม ตามแนวพระราชดำริ ประจำปีงบประมาณ 2562 แก่ ดร.จิระนันท์ อินทรีย์ และคณะ แห่งมหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีการเลี้ยงไก่พื้นเมืองแก่เกษตรกร กลุ่มอาชีพในชุมชน และการวางแผนต้นทุนการผลิตและการจัดการทางการตลาด พร้อมทั้งส่งเสริมให้เกิดการสร้างเครือข่ายเกษตร กลุ่มอาชีพผู้ผลิตไก่ พื้นเมือง และไก่พื้นเมืองลูกผสม ซึ่งเป็นโครงการตามแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ยุทธศาสตร์ที่ 2 การสร้างความเป็นธรรมลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม โดยการนำเกษตรทฤษฎีใหม่เป็นแนวทางในการลดปัจจัยนำเข้า ลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มรายได้นำมาซึ่งชุมชนเข้มแข็ง พึ่งพาตนเองได้ พื้นที่กลุ่มเป้าหมายในการถ่ายทอดองค์ความรู้จากงานวิจัย จะต้องมีความเข้มแข็ง พึ
ศูนย์ประสานการปฏิบัติที่ 1 กองอำนวยการรักษาความมั่นคงในราชอาณาจักร (ศปป.1 กอ.รมน.) สร้างความเข้มแข็งให้ชุมชนและพื้นที่ โดย “โครงการเสริมสร้างกลุ่มมวลชนเพื่อความสามัคคีปรองดอง” มีเป้าหมายในการสร้างจิตสาธารณะและสร้างสรรค์สังคม การสร้างชุมชนต้นแบบเข้มแข็ง ผ่านกลไกเครือข่ายปราชญ์เพื่อความมั่นคง ผู้นำชุมชนและภาคีเครือข่ายต่างๆ ในการนี้ ศปป.1 กอ.รมน. ได้จัด “กิจกรรมเสริมสร้างกลุ่มมวลชนเพื่อความสามัคคีปรองดอง” ขึ้นใน 4 ภาค สำหรับพื้นที่ กอ.รมน. ภาค 2 จัดขึ้นที่ จ.ร้อยเอ็ด โดยมี พล.ท. กนก ภู่ม่วง ผู้อำนวยการศูนย์ประสานการปฏิบัติที่ 1 กอ.รมน. เป็นประธานเปิดและบรรยายพิเศษ เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2562 ณ โรงแรมเพชรรัชต์การ์เด้น ซึ่งทาง ศปป.1 กอ.รมน. ได้เชิญสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) เข้าร่วมกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ โดยมี ดร. วิภารัตน์ ดีอ่อง รองผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ ร่วมเป็นวิทยากร นำเสนอความพร้อมองค์ความรู้ผลงานวิจัยและนวัตกรรม และการดำเนินการร่วม ศปป.1 กอ.รมน. ในวันที่ 26 มิถุนายน 2562 กิจกรรม กอ.รมน. ภาค 2 มีผู้เข้าร่วมกิจกรรมประกอบด้วย ปราชญ์เพื่อความมั่นคง
สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) สืบสานพระราชดำริ พระราชปณิธาน และพระบรมราโชบาย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ขับเคลื่อนโครงการจิตอาสาพัฒนาสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตของประชาชน เฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก โครงการจิตอาสาพัฒนาสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตของประชาชน เฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก เกิดจากการประสานความร่วมมือระหว่างรัฐบาลและศูนย์อำนวยการใหญ่จิตอาสาพระราชทาน 904 ซึ่งได้น้อมนำพระราชดำริพระราชปณิธานและพระบรมราโชบายของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มาแปลงเป็นยุทธศาสตร์ในการพัฒนาด้านสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยมีโครงการย่อยที่เกิดขึ้นรวม 8 โครงการ ประกอบด้วย โครงการพัฒนาลำน้ำ ลำคลองและคุณภาพชีวิตของชุมชนริมน้ำ, โครงการผลิตแผงโซล่าร์เซลล์เพื่อเป็นพลังงานทดแทนและสำหรับสำรองไฟกรณีฉุกเฉินให้แก่ประชาชน, โครงการผลิตเครื่องกำจัดมลพิษทางอากาศ PM 2.5 และ PM 10 และการรับรองมาตรฐานสิ่งประดิษฐ์ภายใต้โครงการ, โครงการลดและคัดแยกขยะของชุมชน, โครงการนำนวัตกรรมไปจัดการกับวัชพืชและผักตบชวาเพื่อสร้างรายได้ให้ชุมชน, โครงการ 1 จังหวัด 1 ถนนเฉลิมพ
