สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)
เมื่อเร็วๆ นี้ สามพรานโมเดล ร่วมกับ สถาบันการจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตร (สท) ภายใต้สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) มหาวิทยาลัยแม่โจ้ และ เซ็นทรัล ทำ ( โครงการเพื่อพัฒนาสังคมของกลุ่มเซ็นทรัล) จัดอบรมเชิงปฎิบัติ “การใช้สมุนไพรอารักขาพืช” ให้กับเกษตรกรเครือข่ายสามพรานโมเดล เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้การใช้ประโยชน์จากสมุนไพรในระบบการผลิตเกษตรอินทรีย์ อย่างถูกต้องและเหมาะสมตามหลักวิชาการ ซึ่งได้รับเกียรติจาก ดร.เทิดศักดิ์ โทณลักษณ์ คณะผลิตกรรมการเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้ จังหวัดเชียงใหม่ พร้อมด้วย คุณณัฎฐา คุ้มโต นักวิชาการอาวุโสฝ่ายถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อการเกษตรและชุมชน มาเป็นวิทยากรถ่ายทอดความรู้ ณ สามพรานโมเดล อะคาเดมี่ สวนสามพราน จ.นครปฐม กิจกรรมอบรมในครั้งนี้ ก่อเกิดประโยชน์เป็นอย่างมาก ทำให้เกษตรกรมีความรู้ ความเข้าใจที่ถูกต้องตามหลักวิชาการ และเพิ่มความเชื่อมั่นในการใช้สมุนไพรกับการผลิตระบบเกษตรอินทรีย์มากขึ้น ได้รู้จักโรคแมลง รู้หลักใช้สารชีวภัณฑ์ และรู้จักสาระสำคัญจากสมุนไพร ที่เอามาใช้ในการป้องกันศัตรูพืชดียิ่งขึ้น รวมถึงได้ทดลองทำชีวภัณฑ์สูตรต่างๆ ซึ่งความรู้
22 พฤษภาคม 2562 สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา เจ้าฟ้ามหาจักรี สิรินธร มหาวชิราลงกรณวรราชภักดี สิริกิจการิณีพีรยพัฒน รัฐสีมาคุณากรปิยชาติ สยามบรมราชกุมารี เสด็จเป็นองค์ประธานเปิดงานประชุมวิชาการด้านความ หลากหลายทางชีวภาพ (International Conference on Biodiversity 2019: IBD2019) จัดขึ้นระหว่างวันที่ 22-24 พฤษภาคม 2562 ณ ชั้น 22-23 เซ็นทาราแกรนด์ และบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพฯ จัดโดย สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) และ สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน) หรือ สพภ. กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ร่วมกับหน่วยงานพันธมิตรด้านความหลากหลายทางชีวภาพ อาทิ สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง องค์การสวนสัตว์ในพระบรมราชูปถัมภ์ กรมป่าไม้ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอ
“ข้าวสุกจากเหนือล่องใต้ ผลไม้สุกจากใต้ขึ้นเหนือ” เป็นคำกล่าวที่อิงตามปรากฏการณ์ของธรรมชาติกำหนดลักษณะลมฟ้าอากาศและอิทธิพลของร่องมรสุม แหล่งพลังงานคือดวงอาทิตย์ที่มีต่อการเอียงของโลก ก่อให้เกิดกระบวนการต่างๆ รวมถึงฤดูกาลการผลิตพืชผลทางการเกษตรของประเทศไทย ปลายเดือนตุลาคมของทุกปีท้องทุ่งนาในภาคเหนือตอนบนจะเป็นทุ่งรวงทอง เป็นสัญญาณของฤดูกาลเก็บเกี่ยวข้าวก่อนภาคอื่นๆ บ้านสามขา หมู่ที่ 6 ตำบลหัวเสือ อำเภอแม่ทะ จังหวัดลำปาง มีเกษตรกรรวมกลุ่มกันปลูกข้าวสายพันธุ์ดี “ข้าวหอมล้านนา” ได้เริ่มเก็บเกี่ยวกันตั้งแต่ต้นเดือนพฤศจิกายน กระบวนการปลูก การดูแล เก็บเกี่ยว แปรรูป เป็นระบบอินทรีย์ กลุ่มชุมชนมีกติกา ผ่านการทำประชาคมว่าจะไม่มีการใช้สารเคมี ไม่ว่าจะเป็นสารเคมีกำจัดวัชพืช โรคพืช รวมถึงปุ๋ยเคมี คุณป้านารี อินทร์มาปัน อายุ 59 ปี หรือ ป้าติ๋ม กับคู่ชีวิต คุณลุงคำ อินทร์มาปัน อาศัยอยู่บ้านเลขที่ 86 หมู่ที่ 6 บ้านสามขา ป้าติ๋มได้เล่าย้อนอดีตไปเมื่อหลายปีก่อนว่า ภูมิลำเนาเดิมของป้าติ๋มอยู่ที่จังหวัดพิษณุโลก เมื่อแต่งงานก็ย้ายมาอยู่กับคุณลุงคำ จนมีลูกด้วยกัน 3 คน ประกอบอาชีพทำนาปลูกทั้งข้าวเจ้าและข้าวเห
“ม่อฮ่อม หรือ หม้อห้อม ” มาจากภาษาถิ่นล้านนา หมายถึงสีของผ้าฝ้ายย้อมสีครามอมดำ จาก “ ต้นฮ่อม “ ซึ่งพืชชนิดนี้ มีชื่อเรียกแตกต่างกันไปในแต่ละท้องถิ่น คนน่านเรียกพืชชนิดนี้ว่า “ ฮ่อมเมือง “ แม่ฮ่องสอนเรียกว่า “ ครามหลอย ” ขณะที่คนอีสาน เรียกว่า “ ต้นคราม ” โดยทั่วไป ต้นฮ่อม มีลักษณะเป็น ไม้พุ่มขนาดเล็ก สูง 50-80 เซนติเมตร ลำต้น เป็นข้อปล้องคล้ายขาไก่ แตกกิ่งก้านตามข้อ ลำต้นกลม ใบ เดี่ยวเรียงตรงข้าม หัวใบเรียวท้ายใบแหลมขอบใบหยัก ใบด้านบนสีเขียวมัน ใบแก่หรืออ่อนเมื่อถูกกดหรือทุบทิ้งไว้กลายเป็นสีดำ ดอก เป็นช่อออกตามซอกใบและกิ่ง รูปทรงคล้ายระฆัง ดอกสีม่วง เมล็ด อ่อนสีเขียว เมื่อแก่จะเป็นสีน้ำตาล แตกง่าย บ้านทุ่งโฮ้ง ตำบลทุ่งโฮ้ง อำเภอเมือง จังหวัดแพร่นับเป็นแหล่งผลิตผ้าหม้อห้อมที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทย ชาวบ้านทุ่งโฮ้งยังคงรักษากรรมวิธีการย้อมผ้าฝ้ายแบบแบบโบราณ โดยใช้กิ่งและใบของ “ ห้อม ” มาหมักในหม้อตามกรรมวิธี แล้วนำมาย้อมผ้าดิบให้เป็นสีน้ำเงินหรือสีกรมท่า ซึ่งเป็นที่มาของคำว่า “ หม้อห้อม ” นั่นเอง เสื้อหม้อห้อม เป็นสินค้าผ้าพื้นเมืองที่เป็นเอกลักษณ์โดดเด่นของจังหวัดแพร่ คนเหนือนิยมสวมใส่ผ้
ดร. สุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มีกำหนดประชุมและเยี่ยมชมสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรม ภายใต้โครงการโรงประลองต้นแบบทางวิศวกรรม (Fabrication Lab หรือ FAB LAB) ณ วิทยาลัยเทคนิคพิษณุโลก ในวันที่ 12 พฤศจิกายน 2561 เพื่อพัฒนาทักษะความเป็นนวัตกร (Innovator) แก่เด็กและเยาวชน ตามนโยบาย “วิทย์สร้างคน” ของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ดร. สุวิทย์ กล่าวว่ โครงการโรงประลองต้นแบบทางวิศวกรรม (Fabrication Lab หรือ FAB LAB) เป็นโครงการที่เปิดโอกาสให้เด็กและเยาวชนได้พัฒนาทักษะความเป็นนวัตกร ด้วยการจัดกิจกรรมที่สร้างสรรค์ สามารถออกแบบและสร้างชิ้นงานเป็นรูปธรรมได้จริง โดยใช้เครื่องมือทางวิศวกรรม และเครื่องมือวัดทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งนวัตกรด้านวิศวกรรมเชิงช่างจะเป็นผู้ประกอบการสร้างสรรค์ธุรกิจใหม่ ที่เป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไปสู่ THAILAND 4.0 ของรัฐบาล กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ได้ร่วมมือกับพันธมิตร คือ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา ให้เป็นมหาวิทยาลัยพี่เลี้ยงให้แก่โรงเรียนในเขตจังหวัดภาคเหนือ ซึ่งร
“สร้างคน สร้างงาน และสร้างอาชีพ” จากจุดเริ่มต้นแนวคิดในการทำธุรกิจของห้างหุ้นส่วนจำกัดมองดอยน่าน 1 ใน 54 ธุรกิจ จาก 50 จังหวัด ทั่วประเทศ ที่ผ่านการรับรองมาตรฐาน PRIMARY GMP สู่การพัฒนาและยกระดับผลิตภัณฑ์ชุมชนจาก “กล้วยอบกรอบ” ต่อยอดเป็น “กราโนล่าพาวเวอร์บาร์” ที่ให้พลังงานสูงตอบโจทย์กลุ่มคนรักสุขภาพ นางสาวณัฐรดา แก้วชื่นชัย ที่ปรึกษาโครงการ สวทช. ภาคเหนือ กล่าวว่า สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยโปรแกรมสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม หรือ ไอแทป (ITAP: Innovation and Technology Assistance Program) ได้ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กระทรวงสาธารณสุข ภายใต้โครงการยกระดับคุณภาพมาตรฐานผลิตภัณฑ์อาหารที่บรรจุในภาชนะพร้อมจำหน่ายสำหรับผู้ประกอบการผลิตอาหารขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ในการให้ความช่วยเหลือและสนับสนุนสถานประกอบการที่ได้รับมาตรฐาน PRIMARY GMP ที่ถือเป็นมาตรฐานการผลิตขั้นต้น ซึ่งเป็นเกณฑ์ที่กระทรวงสาธารณสุขได้ออกประกาศว่าด้วยเรื่องวิธีการผลิต เครื่องมือเครื่องใช้ในการผลิต และการเก็บรักษาอาหารแปรรูปที่บรรจุในภาชนะพร้อมจำหน่ายเป็นหลัก โดยไอแทปจะช
ก.วิทย์ฯ โดย สวทช. ขนงานวิจัยและเทคโนโลยี ต้นทุนต่ำที่ทุกคนเข้าถึงได้ กระจายสู่ภูมิภาคอีสานตอนล่าง ด้านผู้ว่าอุบลฯ เห็นประโยชน์ “โรงเรือนพลาสติกผลิตผักคุณภาพ” นวัตกรรมวิจัยจาก สวทช. หนุน ขยายอีก 50 โรง หวังขยายพื้นที่ผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์เมืองอุบลฯ ให้ครบ 2 แสนไร่ ใน 4 ปี (ปี 61-64) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) จัดงานประชุมสัมมนาเชิงปฏิบัติการและแสดงผลงานวิจัย “สวทช.-วิทย์สัญจร” ครั้งที่ 1 จังหวัดอุบลราชธานี ภายใต้แนวคิด “วิจัยเข้มแข็ง เสริมแกร่งภูมิภาค” เพื่อเป็นการเผยแพร่ผลงานวิจัยของ สวทช. และเครือข่ายพันธมิตรออกสู่สังคม ให้เกิดการนำไปใช้ประโยชน์ต่อยอดทั้งในเชิงพาณิชย์และเชิงสาธารณประโยชน์ โดยมี นายสฤษดิ์ วิฑูรย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี ดร.อภิชัย สมบูรณ์ปกรณ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ในฐานะผู้แทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ดร. ฐิตาภา สมิตินนท์ รองผู้อำนวยการ สวทช. อธิการบดีมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี หัวหน้าส่วนราชการ ผู้แทนจากสภาอุตสาหกรรม หอการค้า ผู้ประกอบการ นักวิจัย เกษตรกร คณาจารย์ นักเรียน และประชาชนในภาคอีสานตอนล
ดร.ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) รศ.ดร. อัทธ์ พิศาลวานิช ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย นางสาวพิมพ์ชนก วอนขอพร ผู้อำนวยการ สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า และนางวรรณภรณ์ เกตุทัต รองอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ร่วมกันลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ “การส่งเสริมผู้ประกอบการสมุนไพรครบวงจร” เพื่อร่วมกันส่งเสริมและสนับสนุนผู้ประกอบการสมุนไพรอย่างครบวงจรในรูปแบบเครือข่ายสนับสนุนการทำงาน (Networking) ดร.ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล ผู้อำนวยการ สวทช. เปิดเผยว่า ในปี 2559 รัฐบาลได้จัดทำแผนแม่บทแห่งชาติ ว่าด้วยการพัฒนาสมุนไพรไทย ฉบับที่ 1 (พ.ศ. 2560-2564) โดยมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริม รักษาภูมิปัญญาเกี่ยวกับสมุนไพรไทย รวมถึงการพัฒนาการผลิต และใช้ประโยชน์สมุนไพรอย่างมีคุณภาพ และครบวงจร เพื่อยกระดับศักยภาพ SMEs ให้มีการพัฒนาโดยใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (วทน.) ในการผลิตสินค้าสมุนไพร รวมทั้งเพิ่มมูลค่า และใช้ประโยชน์วัตถุดิบสมุนไพรไปสู่เชิงพาณิชย์ โดย สวทช. ได้ส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาศักย
กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดย สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เตรียมจัดงานประชุมวิชาการ สวทช. ประจำปี 2561 หรือ NAC2018 (แนค 2018) โชว์ งานวิจัย ของ สวทช. และเครือข่ายพันธมิตร ที่ตอบโจทย์ 5 กลุ่มอุตสาหกรรมหลักในการพัฒนาประเทศ ดร.ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พร้อมด้วย ดร.จุลเทพ ขจรไชยกูล ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สวทช. ในฐานะประธานจัดงานฯ ร่วมแถลงข่าวการจัดงานประชุมวิชาการ สวทช. ประจำปี 2561 (NSTDA Annual Conference: NAC2018) ภายใต้หัวข้อ “ตอบโจทย์ประเทศไทยด้วยงานวิจัยประเด็นมุ่งเน้น” จะจัดขึ้นวันที่ 9 – 13 มีนาคม 2561 ณ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี ดร.ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวว่า สวทช. ในฐานะเป็นหน่วยวิจัยและพัฒนาของประเทศผ่านการทำงานของ 4 ศูนย์แห่งชาติ และบริหารจัดการเพื่อนำงานวิจัยไปสู่ภาคส่วนต่างๆ ในสังคม ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มผู้ประกอบการ SMEs สตาร์ทอัพ เกษตรกร และอุตสาหกรรม พร้อมสร้างความเชื่อมั่นว
ดร.ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) นำคณะผู้บริหาร สวทช. ประกอบด้วย ดร.สมวงษ์ ตระกูลรุ่ง ผู้อำนวยการศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (BIOTEC) ดร.สุธี ผู้เจริญชนะชัย รองผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) ดร.จุลเทพ ขจรไชยกูล ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (MTEC) และ ดร.วรรณี ฉินศิริกุล ผู้อำนวยการศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (NANOTEC) แถลงผลงาน สวทช. ภายใต้แนวคิด NSTDA Beyond Limits หรือ “นวัตกรรมเหนือคาดหมาย พลิกโฉมอุตสาหกรรมไทย 4.0” @ ผนึกพันธมิตรเสริมแกร่ง R&D ดึงเอกชนลงทุนวิจัย ดร.ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล ผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวว่า โดยตลอด 1 ปี ที่บริหารงาน สวทช. เป็นช่วงที่ สวทช. ได้รับโอกาสในการทำงานหลายๆ เรื่องจากรัฐบาล โดยเฉพาะการมีส่วนร่วมผลักดันระบบวิจัยของประเทศอย่างเข้มข้น จนเกิดแผนยุทธศาสตร์วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ 20 ปี และเป็นที่น่ายินดีว่าในรอบปีที่ผ่านมา ผลงานที่ สวทช. ทำมาอย่างต่อเนื่องมีผลงานและตอบสนองความต้องการของภาคเกษตร บริการ และภาคอุตสาหกรรมต่างๆ ได้เป็น
