อาชีพเกษตร
รู้หรือไม่ว่า ถั่วพู มีชื่อเรียกภาษถิ่นอื่นๆ ว่า ถั่วพูใหญ่ ถั่วพูตะขาบ ถั่วพูจีน เป็นต้น ถั่วพู ถือว่าเป็นพืชชนิดหนึ่งที่ขาดไม่ได้เลยสำหรับการรับประทานคู่กับน้ำพริก และยังนำไปดัดแปลงเป็นเมนูต่างๆ ได้อีกด้วย ฝักอ่อนถั่วพูที่รับประทานกันอยู่ทุกวันนี้ 100 กรัม สามารถให้พลังงานได้ 19 กิโลแคลอรี ถั่วพูถือว่าเป็นพืชที่มีประโยชน์ ทำให้การดูดซึมแคลเซียมเป็นไปได้ด้วยดี และถั่วพูนั้นอุดมไปด้วยคุณประโยชน์มากมาย ประกอบไปด้วย วิตามินเอ วิตามินบี วิตามินซี ธาตุแคลเซียม ธาตุเหล็ก และธาตุฟอสฟอรัส ดั่งเช่น คุณวันเพ็ญ แก่นทองหล่อ หนุ่มเมืองบุรีรัมย์ อำเภอหนองกี่ เติบโตมาในครอบครัวชาวนา ฐานะทางบ้านไม่ค่อยดีนัก คุณวันเพ็ญจึงต้องเป็นแรงเสริมช่วยพ่อแม่ทำนาและรับจ้างทั่วไปตั้งแต่วัยเด็ก เนื่องจากทางบ้านไม่มีกำลังมากพอที่จะส่งเสียให้คุณวันเพ็ญได้เรียนหนังสือ อาชีพของคุณวันเพ็ญจึงไม่มีให้เลือกมากนัก ทำให้คุณวันเพ็ญตัดสินใจยึดอาชีพการทำนามาตลอด แต่ก็ต้องยอมรับว่าอาชีพการทำนามีรายได้ที่ไม่มากและไม่แน่นอน บ่อยครั้งที่ครอบครัวของคุณวันเพ็ญขาดทุน เมื่อหมดฤดูการทำนา คุณวันเพ็ญก็ถูกเพื่อนชักชวนให้มารับจ้างถอนมันที่อ
วันนี้ แวะเยี่ยมไร่นาสวนผสม 1 ไร่ รายได้ทุกวัน ปีละกว่าแสนบาท ของ ลุงประคอง บุญสะอาด อายุ 64 ปี บ้านเลขที่ 82 หมู่ที่ 5 บ้านนาน้อย ตำบลม่วงนา อำเภอดอนจาน จังหวัดกาฬสินธุ์ “ถิ่นน้ำดำ เมืองคนใจดี” พร้อมภรรยา คือ ป้าบุญจันทร์ บุญสะอาด โทร. 083-870-6378 ลุงประคอง มีบุตร 1 คน คือ นางสาวชนัดดา บุญสะอาด ทำงานที่เทศบาลตำบลม่วงนา พร้อมเข้าร่วมโครงการโคกหนองนาโมเดล ปี 2564 ขอบคุณกระทรวงพลังงานที่ติดตั้งระบบสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อการเกษตรฯ ส่งเสริมระบบน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ ในพื้นที่ดินที่มีอย่างจำกัด ปลูกมะละกอพืชหลักเป็นแถวคู่ 2 คูณ 2 เมตร ร่องระหว่างต้น ปลูกพืชผักสวนครัว คะน้า ผักกาดจ้อน ผักชี สลัด มะเขือเทศ ผักกาด รอบแปลงปลูกตะไคร้ พริก มะเขือ ฝรั่งไร้เมล็ด ร่องฝรั่งปลูกข่า บ่อซีเมนต์เลี้ยงปลาดุก ปลาช่อน ปลาหมอ มีบ่อน้ำของกรมพัฒนาที่ดินขนาด 1,260 ลูกบาศก์เมตร เลี้ยงปลากินพืช หอยขม หอยเชอรี่ ปูนา กบ ขอบบ่อทำคอกโคขุน 12 ตัว ราคาขณะนี้ประมาณ 1 ล้านบาท ลุงประคอง เล่าว่า มะละกอที่ปลูกมาได้ 3-4 ปี ต้นสูงแล้ว รุ่นใหม่กำลังเจริญเติบโต ให้ผลผลิตตั้งแต่ความสูง 80 เซนติเมตร ดกมาก ขายทั่วไปลูกละ 10-5
ตำบลโคกตูม อำเภอเมือง จังหวัดลพบุรี อยู่นอกเขตพื้นที่ชลประทาน ชาวบ้านต้องพึ่งพาน้ำฝนในการทำเกษตร เกษตรกรส่วนใหญ่ในพื้นที่แห่งนี้จึงนิยมปลูกพืชไร่ที่ใช้น้ำน้อย เช่น อ้อยโรงงาน ทานตะวัน ข้าวโพด ข้าวฟ่าง และเลี้ยงวัวนม เป็นรายได้หลัก คุณทอม หรือ คุณปรีชา บุญส่งศรี เกษตรกรนักประดิษฐ์เจ้าของผลงาน เครื่องเจาะดินนิวบอร์น ใช้พื้นที่ 10 ไร่ ข้างบ้านปลูกไร่อ้อยโรงงานมานานหลายปีแล้ว ปีใดฝนฟ้าเป็นใจก็ได้ผลผลิตมากหน่อย แต่บางปีเจออากาศร้อน ภัยแล้งคุกคาม อ้อยก็มีผลผลิตต่อไร่น้อยลง ต่อมาคุณทอมเกิดแนวคิดทำธนาคารน้ำใต้ดินแบบง่ายๆ โดยในช่วงต้นฤดูฝนใช้อุปกรณ์เครื่องเจาะดินนิวบอร์น เจาะดินลึก 50-60 เซนติเมตร ทั่วไร่อ้อย โดยแต่ละหลุมมีระยะห่าง ประมาณ 1×1 เมตร เมื่อฝนตกลงมา สามารถเติมน้ำฝนลงชั้นใต้ดินได้อย่างรวดเร็ว เรียกได้ว่าเป็นวิธีการทำ ธนาคารน้ำ (ระบบปิด) แบบง่ายๆ ใช้เวลาน้อย ต้นทุนต่ำ ลดปัญหาน้ำท่วมขังในพื้นที่การเกษตร พร้อมกับแก้ปัญหาภัยแล้งไปพร้อมๆ กัน คุณทอม เล่าให้ฟังว่า เดิมทีไร่อ้อยของผมปลูกโดยใช้น้ำฝนอย่างเดียว เจอปัญหาภัยแล้งเป็นประจำ ผลผลิตไม่มากเท่าไร แถมมีปัญหาดินดาน หลังจากทดลองเจาะดิ
ลางสาด และ ลองกอง ถือเป็นผลไม้ขึ้นชื่ออันดับต้นของจังหวัดอุตรดิตถ์ หากจะเป็นรองก็คงยอมให้ได้เฉพาะ ทุเรียนหลงลับแล และ หลินลับแล ที่โด่งดังไปทั่วโลก แต่จำนวนลางสาดในปัจจุบัน กำลังจะลดน้อยลง โดยสถานการณ์ลางสาดในพื้นที่อำเภอลับแล เหลือพื้นที่ปลูกอยู่เพียง ร้อยละ 10 ของพื้นที่ปลูกผลไม้ทั้งหมดในอำเภอลับแล สวนที่เคยปลูกลางสาดเดิมกลับกลายเป็นลองกองไปเกือบทั้งหมด จากการโค่นต้นลางสาดเดิม นำยอดพันธุ์ลองกองมาเสียบเปลี่ยนต้นใหม่ เนื่องจากราคาซื้อขายในตลาดของลองกองสูงกว่าลางสาดมาก ขณะเดียวกัน เมื่อถึงฤดูการให้ผลผลิตลองกองแต่ละปี ราคาซื้อขายอาจไม่เท่ากัน เมื่อราคาผันผวนขึ้นลงเช่นนี้ ทำให้องค์การบริหารส่วนตำบลนานกกก อำเภอลับแล ซึ่งเป็นพื้นที่ปลูกลองกองมากที่สุดของอำเภอ ก่อตั้งตลาดกลางสำหรับซื้อขายลองกองให้กับเกษตรกร โดยใช้พื้นที่บริเวณอาคารอเนกประสงค์ หน้าองค์การบริหารส่วนตำบล จัดทำเป็นตลาดกลางซื้อขายลางสาดและลองกอง ผลไม้ขึ้นชื่อของชาวตำบลนานกกก ตำบลฝายหลวง และตำบลแม่พูล ตลาดกลางซื้อขายลางสาดและลองกองแห่งนี้ เปิดให้ชาวสวนนำผลผลิตมาจำหน่ายที่ตลาดในช่วงสายของทุกวัน โดยพ่อค้าและแม่ค้าคนกลางจากจังหวัดต่า
ลุงเสงี่ยม สีสันต์ อยู่บ้านเลขที่ 50 หมู่ที่ 6 ตำบลบุเปือย อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี อาชีพหลักสมัยก่อนโน้น ที่ลุ่มแบ่งทำนา สูงขึ้นมาหน่อยปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ก่อนปี 2535 มีคนชวนลุงเสงี่ยมไปเป็นเพื่อนเพื่อซื้อเงาะจากจังหวัดจันทบุรีมาขาย ลุงชอบ เพราะได้เห็นสิ่งแปลกใหม่ เรื่องเงินทองรายได้ไม่ได้คิด หลายครั้งหลายหนที่ไปเห็นต้นเงาะของชาวสวนเมืองจันท์สุกแดงเต็มต้น จึงอยากปลูก ที่อยากปลูกเนื่องจากท้องถิ่นอำเภอน้ำยืน อยู่ชายแดนติดกับกัมพูชา ดินดี ฝนตกดี ที่สำคัญ ลุงมีความขยันหมั่นเพียร ความรู้ และวิธีการปลูกน่าจะหาทางศึกษาได้ ลุงเสงี่ยม มีประสบการณ์เรื่องราคาข้าวโพด ช่วงเก็บผลผลิตขาย บางปีพออยู่ได้ แต่บางปีขาดทุน เมื่อไปเห็นเขาปลูกเงาะที่เมืองจันท์ จึงตัดสินใจปลูกเงาะโรงเรียนบนที่เนินใกล้บ้าน ทางเจ้าหน้าที่เกษตรแนะนำว่า งานปลูกไม้ผลควรขุดหลุมให้ลึก แล้วรองก้นหลุมด้วยปุ๋ยคอก ขี้วัว ขี้ควายเก่าๆ ลุงตัดสินใจปลูกเมื่อปี 2535 ช่วงนั้นการทำนายังใช้ควายตัวเป็นๆ ยังไม่ใช้ควายเหล็ก ปุ๋ยคอกจึงหาได้ง่าย สำหรับระยะปลูก ระหว่างต้นระหว่างแถว 8 คูณ 8 เมตร พื้นที่ไร่หนึ่งจึงปลูกได้ 25 ต้น พืชอื่นที่ปลู
นายบุญคอย สำราญรส อาสาสมัครเกษตรหมู่บ้าน (อกม.) หมู่ที่ 5 บ้านนาน้อย ตำบลม่วงนา อำเภอดอนจาน จังหวัดกาฬสินธุ์ ทำเกษตรในลักษณะไร่นาสวนผสมเกษตรทฤษฎีใหม่สร้างรายได้ทุกวัน โดดเด่น เรื่องการอนุรักษ์ควายด่อน ไร่นาสวนผสมแห่งนี้ มีพื้นที่ทำนาข้าว 60 ไร่ ได้ผลผลิตปีละ 30,000 กิโลกรัม แปลงหญ้าเลี้ยงสัตว์ 10 ไร่ ไก่พื้นเมือง รุ่นละ 100-150 ตัว สุกรพ่อแม่พันธุ์ 10 ตัว สุกรป่าเลี้ยงแบบปล่อย รุ่นละ 20-30 ตัว ไว้เก็บเศษพืช ต้นกล้วย ไก่ไข่ 10 ตัว พื้นที่หนองน้ำเลี้ยงปลากินพืช หลากหลายชนิด ไว้บริโภคในครัวเรือน กิจกรรมที่มีอยู่ ทำให้เกิดรายได้รายวัน 200-500 บาท รายสัปดาห์ 3,000-5,000 บาท รายเดือน 15,000-20,000 บาท นายบุญคอย บอกว่า เขาได้รับการสนับสนุนจากสำนักงาน เกษตรอำเภอดอนจาน จังหวัดกาฬสินธุ์ และเจ้าหน้าที่เกษตรตำบลม่วงนา ให้ปรับเปลี่ยนพื้นที่นาแบบเดิมเข้าสู่ “เกษตรทฤษฎีใหม่” มีนาข้าว แหล่งน้ำ พื้นที่ปศุสัตว์ ไม้ผล ไม้ยืนต้น ฟาร์มแห่งนี้ เลี้ยงกระบือเผือกจำนวนมาก เป็นศูนย์กลางการอนุรักษ์กระบือเผือก ที่น่าสนใจอีกแห่งหนึ่ง เป็นไร่นาสวนผสมแบบเปิด “เพื่อเกษตรกร” ได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ในอนาคต เป็นศูนย์เครือ
วันนี้ มีโอกาสแวะเยี่ยมเกษตรกรคนรุ่นใหม่ หรือ Young Smart Farmer สำนักงานเกษตรอำเภอเมืองกาฬสินธุ์ คุณอรณี สำราญรื่น วัย 42 ปี บ้านเลขที่ 16 หมู่ที่ 8 บ้านมอดินแดง ตำบลโพนทอง อำเภอเมือง จังหวัดกาฬสินธุ์ 46000 โทร. 084-409-6115 เจ้าของหยกฟาร์ม เธอจบการศึกษาปริญญาตรี ด้านการเงินและการบัญชี จากมาหาวิทยาลัยมหาสารคาม ปี 2545 เข้าทำงานราชการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร 3 ปี ย้ายมาแขวงทางหลวงกาฬสินธุ์ 2 ปีครึ่ง ลาออก ไปทำงานประเทศไต้หวัน 6 ปี ต้องจากบ้านเกิดเมืองนอน ห่าง คุณแม่คำพันธ์ คุณพ่อสนาม สำราญรื่น คุณวิรัตน์ สำราญรื่น พี่ชายจบเทคโนฯ สัตวบาล วิทยาเขตกาฬสินธุ์ คุณกิตติศักดิ์ สำราญรื่น น้องชาย เธอเป็นลูกสาวคนกลาง ห่างครอบครัวไปแสนไกล ทางเลือกคือ “เกษตรกร” จะได้อยู่กับครอบครัว คุณพ่อปลูกหญ้าเลี้ยงวัว และสามารถขายได้ แสดงให้เห็นว่า “หญ้ามีตลาด” จึงกลับมาวางแผนต่อยอดจากครอบครัว จึงเกิด “หยกฟาร์มปี 2553” เป้าหมายของตนเองคือ การสร้างตนเองให้เข้มแข็ง พร้อมสร้างสังคมให้มีความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ในอาชีพเกษตรกรรม “ขอบคุณ ท่านอาจารย์บวร เทพธานี อดีตอาจารย์มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกาฬสินธุ์ ที่
ระยะเวลาปีเศษที่ผ่านมา สินค้าเกษตรหลายชนิดที่เคยเป็นสินค้าดาวรุ่ง ขายดี ทำกำไรสูง เช่น มะม่วง มะนาว มะพร้าวน้ำหอม กล้วยหอม กล้วยน้ำว้า ฯลฯ กลับตกอยู่ในทิศทางตลาดขาลง ทำให้หลายคนรู้สึกกังวลและงวยงงกับสถานการณ์ราคาตลาดว่า จะปลูกต่อดีหรือถอยไปปลูกพืชชนิดอื่นดี แม้หลายคนจะมองว่า ตลาดกล้วยน้ำว้า อยู่ในทิศทางขาลง แต่ อาจารย์พัชนี ตุษยะเดช เจ้าของไร่พัชชา กลับยืนยันว่า ตลาดกล้วยน้ำว้ายักษ์ยังเติบโตต่อเนื่อง ขายดิบขายดี จนผลิตหน่อพันธุ์ไม่ทันกับความต้องการของตลาด ดังนั้น ในฉบับนี้ ขอพาท่านผู้อ่านไปค้นหาเสน่ห์ของ กล้วยน้ำว้ายักษ์ ที่ทำให้ขายดี ติดลมบนตลอดทั้งปีกันสักหน่อย กล้วยน้ำว้ายักษ์ มาจากไหน อาจารย์พัชนี ตุษยะเดช ปัจจุบัน ได้รับการยกย่องว่าเป็น 1 ใน 10 โหรหญิงดังยอดนิยม ผู้เชี่ยวชาญด้านลายมือ ที่แบ่งเวลามาทำสวนเกษตร ชื่อว่า ไร่พัชชา ตั้งอยู่ในพื้นที่ ตำบลหนองปรือ อำเภอจอมบึง จังหวัดราชบุรี เบอร์โทร. 084-548-9000 และ 086-128-8000 อาจารย์พัชนี เล่าว่า การทำอาชีพเกษตรกรรมในวันนี้ มีจุดเริ่มต้นจากความชอบสะสมที่ดิน ที่ดินแปลงหนึ่งในจังหวัดราชบุรีที่ซื้อไว้ มีดินดี น้ำสมบูรณ์ จึงสนใจปลูกกล้วยน
สองสามีภรรยาลาออกจากพนักงานบริษัท หันมาปลูกมะเขือเทศกินผลสดเนื้อที่แค่ 1 ไร่ ในโรงเรือน ปลอดภัยจากสารเคมี ทำลูกค้าสั่งซื้ออย่างต่อเนื่อง สร้างรายได้ 20,000-30,000 บาท ต่อเดือน ฟาร์มสวนผักข้างบ้าน ณ บ้านเลขที่ 70 หมู่ที่ 3 ตำบลนาบินหลา อำเภอเมือง จังหวัดตรัง สองสามีภรรยาอดีตพนักงานบริษัทในกรุงเทพฯ ตัดสินใจลาออกจากงาน เพื่อเดินทางกลับบ้านที่จังหวัดตรัง โดยใช้พื้นที่ว่างข้างบ้านเนื้อที่ประมาณ 1 ไร่ ทำโรงเรือนขนาดความกว้าง 5 เมตรครึ่ง และยาว 7 เมตร ปลูกมะเขือเทศกินผลสดทั้งลูกสีแดงและสีเหลืองหลากสายพันธุ์ จำนวน 160 ต้น โดยใช้เวลาปลูกประมาณ 2 เดือนครึ่ง ก็สามารถเก็บมะเขือเทศขายได้ในราคากิโลกรัมละ 250 บาท ขายทั้งที่บ้านและทางออนไลน์ สัปดาห์ละไม่ต่ำกว่า 20-25 กิโลกรัม สร้างรายได้ตั้งแต่ 20,000-30,000 บาทต่อเดือน เนื่องจากลูกค้ากินแล้วติดใจเพราะมีรสชาติดี เนื้อแน่น ผลใหญ่ ผิวสวย และยังปลอดภัยจากการใช้สารเคมี แถมยังเปิดโรงเรือนให้ลูกค้าเข้ามาเที่ยวชม เลือกเก็บ และกินมะเขือเทศผลสดกันได้ทุกวัน โดยปลูกมาประมาณ 8-9 เดือนแล้ว และเก็บลูกมะเขือเทศขายเป็นรุ่นที่ 2 แล้ว ซึ่งส่วนใหญ่จะขายคู่กับผ
“เศษขยะ” จากอาหารสด คือ “ขุมทรัพย์” อันล้ำค่า “ชารีย์ บุญญวินิจ” ศิษย์เก่าคณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร อดีตเชฟที่สหรัฐอเมริกา ที่ปิ๊งไอเดียนำเศษอาหารไร้ค่ามาเลี้ยงไส้เดือน ผันชีวิตจากเด็กหนุ่มปกติ สู่วิถีชีวิตเกษตรกร จนได้รับฉายา ลุงรีย์ไส้เดือนเงินล้าน หลังจบการศึกษาจากคณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร คุณชารีย์มีโอกาสเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนที่รัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา ทำงานเป็นผู้ช่วยพ่อครัว ณ ร้านอาหารแห่งหนึ่งนาน 4 เดือน ทุกๆ วันต้องพบเจอกับเศษอาหารที่เหลือทิ้งจำนวนมหาศาล แต่ขณะนั้นยังหาวิธีกำจัดเศษขยะเหล่านั้นไม่ได้ จนกระทั่งกลับมาเมืองไทย ไปบวชเป็นพระ ได้เจอกับพระนักพัฒนาที่มีทักษะการเกษตรสูงเรียนรู้เกี่ยวกับวิถีเกษตร จึงเกิดความคิดอยากทำเกษตรที่สามารถเลี้ยงชีพได้ หลังจากสึกพระออกมา คุณชารีย์ทำงานออฟฟิศด้านการออกแบบ กระทั่งปี 2553 เริ่มเลี้ยง “ไส้เดือน” เป็นอาชีพเสริม เพราะมองว่าไส้เดือนเป็นสัตว์ที่ไม่ต้องดูแลเอาใจใส่เยอะ ไม่มีโรค ไม่เจ็บ ไม่ป่วย ลงทุนครั้งเดียว ที่สำคัญไม่รบกวนงานประจำ “ผมใช้ที่จอดรถ ประมาณ 6×3 เมตร เพื่อเลี้ยงไส้เดือน ลงทุนครั้งแรก 1,000 บาท เลี
