อาชีพเกษตร
“พุทรา” เป็นผลไม้ดั้งเดิมที่ได้รับความนิยมในยุคเก่าแก่ มีทั้งรสเปรี้ยวหวาน รสฝาดปนหวาน จึงรับประทานสดหรือจิ้มพริกเกลือแล้วแต่ความชอบ ถึงตอนนี้พุทรายังมีอยู่เพียงแต่ลดความนิยมลงไปจึงไม่ค่อยพบเห็น เพราะมีผลไม้เด่นหลายชนิดมาเบียดแซง พุทราถูกปรับปรุงพันธุ์ให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดจึงมีพันธุ์หลายชนิดและพันธุ์พุทราที่นิยมปลูกในไทย ได้แก่ พุทราไทยพื้นเมือง สามรส บอมเบย์ หรือแอปเปิ้ล เจดีย์ เหรียญทอง ถ้วยทอง ไข่เต่า พุทราจีน นมสด จัมโบ้ น้ำผึ้ง เป็นต้น ขณะเดียวกัน พุทราสามารถปลูกได้ในดินทุกชนิด แต่ชอบดินร่วนปนทรายมากกว่า ชอบอากาศร้อน ชอบแสงแดดเพียงพอ ควรปลูกในฤดูฝน ปลูกได้หลายวิธี ทั้งเพาะเมล็ด ตอนกิ่ง ติดตา เสียบยอด และทาบกิ่ง ซึ่งนิยมวิธีนี้มากกว่าเพราะให้ผลผลิตเร็วเหมาะกับการปลูกเชิงพาณิชย์ ชาวบ้านจังหวัดอุบลราชธานี โดยเฉพาะที่บ้านบัวเทิง ตำบลท่าช้าง อำเภอสว่างวีระวงศ์ ปลูกพุทรากันหลายครัวเรือน ปลูกเชิงพาณิชย์ เพราะราคาดี ในช่วงผลผลิตมีพ่อค้ามารับซื้อที่สวนเพื่อนำไปขายในพื้นที่จังหวัด แม้มีปริมาณมากแต่ยังไม่เพียงพอกับความต้องการ ตลาดสินค้าเกษตรก้าวหน้า เล่มนี้ ชักชวนผู้อ่านไปรู้จักกั
ผู้เขียนและทีมงานได้มีโอกาสขึ้นเหนือไปที่อำเภองาว จังหวัดลำปาง อำเภองาว อยู่ห่างจากตัวจังหวัดลำปาง ประมาณ 80 กิโลเมตร หมายถึงในเขตของตัวอำเภองาว แต่สำหรับสวนไผ่ซางหม่น และไผ่หวาน ของ น้องเปา จะอยู่กึ่งกลาง ระหว่างตัวจังหวัดลำปางและอำเภอ คืออยู่ห่างจากอำเภองาว ประมาณ 25 กิโลเมตร คือตำบลบ้านหวด หมู่ที่ 5 สมัยแต่ก่อนนั้นในละแวกนี้เรียกว่าเป็นป่าดงดิบเลยก็ว่าได้ เพราะอยู่ห่างไกลจากตัวจังหวัดลำปาง เกือบ 100 กิโลเมตร อยู่ห่างจากจังหวัดพะเยา ประมาณ 50 กิโลเมตร น้องเปา หรือชื่อจริงว่า คุณสุสาณี นันท์ตา เธอเล่าให้ฟังว่า พ่อแม่ของเธอเป็นคนจังหวัดแพร่ อยู่ที่อำเภอร้องกวาง เธอได้เรียนหนังสือที่โรงเรียนร้องกวางอนุสรณ์ ชั้น ม.3 แล้วต้องออกจากการเรียน ตามพ่อแม่มาทำไร่ข้าวโพดและค้าขายที่อำเภองาว อยู่ห่างจากจังหวัดแพร่ ประมาณ 140 กิโลเมตร น้องเปา เป็นเกษตรกรรุ่นใหม่ หรือยังสมาร์ทฟาร์มเมอร์ (อายุ 34 ปี) เธอเล่าว่า ตอนอพยพมาทำไร่ข้าวโพด พ่อได้เช่าที่ดินเขา 10 ไร่ ทำพืชไร่ คือ ข้าวโพด เลี้ยงสัตว์ ซึ่งค่าเช่าสมัยนั้นราคาไม่กี่บาท เป็นที่ดินติดถนนใหญ่ สมัยนี้เป็นถนนลาดยาง แต่ก่อนนั้น (20 กว่าปี) เป็นถนนลูกร
การมีธุรกิจส่วนตัว มีอาชีพอิสระที่เป็นนายตัวเอง คงเป็นอาชีพในฝันของใครหลายๆ คน แต่แน่นอนว่าการจะมายืนในจุดที่มีธุรกิจเป็นของตัวเอง อาชีพที่เป็นนายตัวเองได้นั้น หนทางในการไปสู่ความสำเร็จคงจะไม่เรียบง่ายอย่างแน่นอน ดั่งเช่น คุณศราวุธ จับใจ หรือ คุณต้อม (สามี) อายุ 31 ปี และ คุณอรพินท์ รินทรท้าว อายุ 34 ปี หรือ คุณโบว์ (ภรรยา) อาศัยอยู่บ้านเลขที่ 44 หมู่ที่ 8 ตำบลวังเงิน อำเภอแม่ทะ จังหวัดลำปาง ปัจจุบัน ทั้งคู่เป็นเจ้าของฟาร์มเห็ด คุณศราวุธ กล่าวว่า อดีตตนเองและภรรยาก็มีอาชีพเป็นพนักงานบริษัททั่วไปในจังหวัดฉะเชิงเทรา แต่แท้จริงแล้วตนเองเป็นคนจังหวัดสุโขทัย ส่วนคุณอรพินท์ ภรรยา เป็นคนจังหวัดลำปาง ทั้งคู่ทำงานบริษัทไปประมาณระยะเวลาหนึ่ง ต่างฝ่ายก็ต่างเริ่มรู้สึกอิ่มตัวกับอาชีพของการเป็นพนักงานบริษัท อยากกลับไปอยู่บ้านเกิด มีอาชีพอิสระเป็นของตนเอง และมีเวลาได้ดูแลคนในครอบครัวมากขึ้น คุณศราวุธ และคุณอรพินท์ จึงปรึกษากันว่า เรากลับบ้านไปทำอาชีพเกษตรกรกันดูไหม เนื่องจากคุณอรพินท์ และคุณศราวุธ เติบโตมาในครอบครัวเกษตรกร ซึ่งถือว่าเป็นอาชีพอิสระ สามารถสร้างธุรกิจของตนเองได้ มีสภาพแวดล้อมที่ดีอยู่ก
ผู้เขียนได้ติดตามดูสวนดาวเรือง ของ คุณเกษสุดา ปานันตา อายุ 32 ปี เลขที่ 203/1 หมู่ที่ 9 ตำบลดอนศรีชุม อำเภอดอกคำใต้ จังหวัดพะเยา อดีตสาวแอร์โฮสเตส สายการบินแห่งหนึ่ง ที่ผันตัวเองกลับบ้านใช้พื้นที่ว่างภายในบ้านปลูกดาวเรืองขาย สร้างรายได้ดี คุณเกษสุดา ปานันตา กล่าวว่า ตนเองทำงานเป็นสาวแอร์โฮสเตสภาคพื้นของสายการบินแห่งหนึ่ง แต่ด้วยภาวะเศรษฐกิจ และอยากกลับมาอยู่บ้าน จึงมีแนวคิดใหม่ในการสร้างอาชีพให้ตนเองและครอบครัว จึงหันมาสนใจการปลูกดอกดาวเรือง เพราะใช้ระยะเวลาสั้นๆ ในการเก็บเกี่ยวผลผลิต และเก็บขายได้หลายครั้งต่อการปลูกหนึ่งรอบ โดยใช้พื้นที่ว่างเปล่าทำเป็นแปลงทดลอง ซึ่งทำการทดลองปลูกดาวเรืองพันธุ์ดริฟโกล ที่เลือกพันธุ์นี้เพราะให้ดอกแน่น ให้ผลผลิตสูง ดาวเรืองปลูกเพียง 45 วันเท่านั้น ก็จะเริ่มออกดอกตูมเป็นดอกเล็กๆ เต็มต้น หลังจากนั้นจะทยอยบานออกดอกสีเหลืองจนเต็มพื้นที่แปลงเพาะปลูก จนเริ่มตัดดอกดาวเรืองได้ โดยตนจะตัดขาย 1 วัน หยุดพัก 2 วัน เพื่อให้ดอกเติบโต หลังจากเก็บเสร็จก็นำไปคัดขนาดของดอกเป็น 5 ขนาด บรรจุถุงขาย ในราคาดอกละ 40 สตางค์ ถึงดอกละ 1 บาท สำหรับผลผลิตที่ส่งจำหน่าย จะส่งที่ตลาดไท
หลังได้รับข้อมูลว่า ณ บ้านพะโค ตำบลท่าแร่ อำเภอเมืองสกลนคร จังหวัดสกลนคร มีเกษตรกรท่านหนึ่งรักการเกษตรเป็นชีวิตจิตใจ โดยเฉพาะการปลูกต้นไม้-ใบหญ้า ตั้งแต่ปลูกผักชี ไปจนถึงไม้ยืนต้นที่ให้ผลผลิตแทบทุกชนิด แม้วัยจะล่วงเข้าเกือบ 80 ปี ก็ยังขยันขันแข็ง ใช้ชีวิตอยู่กับธรรมชาติด้วยการปลูกพืชไว้มากมาย แต่ที่สำคัญท่านผู้เฒ่ารายนี้ปลูกแล้วมักจะมอบให้หรือแจกฟรี สำหรับผู้ที่ต้องการนำไปปลูก วันนี้มีโอกาสดี จึงเดินทางไปที่บ้านพะโค ห่างจากตัวเมืองสกลนคร ราว 35 กิโลเมตร ขับรถเลาะเลียบริมหนองหาร แหล่งทะเลสาบน้ำจืดขนาดใหญ่ ที่รองลงมาจากบึงบอระเพ็ด มุ่งหน้าออกจากตัวเมืองสกลนคร ไปตามถนนสายสกลนคร-นครพนม ที่มองดูท้องทุ่งนาเริ่มเขียวชอุ่ม ด้วยข้าวกล้าที่เกษตรกรลงมือหว่านและปักดำ ด้วยใจเบิกบาน มองผ่านไปทางด้านทิศตะวันออก มองเห็นท้องน้ำกว้างใหญ่ของหนองหาร สายหมอกและก้อนเมฆ ลอยอ้อยอิ่ง จับกันเป็นกลุ่มก้อน ขาวเป็นเงาทะมึนเมื่อกระทบแสงแดด ทำให้มองแล้วเพลินตา ฟากน้ำโพ้น มองเห็นทิวเทือกเขาภูพาน เป็นสีเขียวครามเย็นตาเป็นเงางาม หมอบสงบนิ่งอย่างทรนง สวยงามแฝงไว้ความน่าเกรงขาม ใช้เวลานั่งรถประมาณครึ่งชั่วโมงมาถึงหมู่บ้า
ปัจจุบัน การขายสินค้าออนไลน์นับเป็นช่องทางการขายสินค้าที่ได้รับความนิยมสูงเพราะขายสินค้าโดยไม่เสียค่าเช่าพื้นที่หรือค่าจ้างพนักงานขาย ตลาดออนไลน์สามารถสินค้าได้ฟรี เพิ่มรูปถ่ายสินค้า ระบุรายละเอียดสินค้า ราคาขาย รวมทั้งจัดกิจกรรมโปรโมชั่นเพื่อดึงดูดความสนใจลูกค้าได้อย่างไม่จำกัดจำนวน นับเป็นช่องทางการขายที่เหมาะสำหรับผู้เริ่มต้นทำธุรกิจหรือผู้ประกอบการที่มีทุนทรัพย์น้อย คุณกรกต มรรคสมุทร และ คุณวสันต์ แสงอินทร์ เป็นผู้ประกอบการรายย่อยที่มองเห็นโอกาสนี้และเริ่มต้นเปิดตลาดขายต้นไม้บนตลาดออนไลน์ตั้งแต่ปี 2553 จากการโพสต์ขายพืชกินแมลง เช่น หม้อข้าวหม้อแกงลิง, หยาดน้ำค้าง, พิงกุย, กาบหอยแครง, ซาราซีเนีย ฯลฯ ผ่านทางเว็บไซต์ขายพืชกินแมลง ซึ่งเปิดพื้นที่ให้ขายสินค้าได้ฟรีและยังคงเปิดขายจนถึงปัจจุบัน สร้างธุรกิจจากงานอดิเรก ช่วงแรกคุณกรกตปลูกพืชกินแมลงเท่านั้น เพราะความชอบส่วนตัว เนื่องจากรูปลักษณ์ที่แปลกตาของพืชกินแมลงและกลไกการกินของพืชชนิดนี้ที่มีความสามารถรดักจับแมลงและปล่อยสารออกมาย่อยเพื่อดูดซึมสารอาหารหล่อเลี้ยงต้น พืชกินแมลง ดูแลง่ายเพียงแค่ให้น้ำ ไม่ต้องใส่ปุ๋ยเพราะพืชชนิดนี้จะหาธาตุอ
“ประทีป มายิ้ม” เกษตรกรเจ้าของ “สวนพออยู่พอกิน บ้านมายิ้ม” อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี ฟันฝ่าอุปสรรคจนประสบความสำเร็จ กลายเป็น “ปราชญ์เกษตรต้นแบบ” โดยอาศัยที่ดินเพียงแค่ 1 ไร่ เป็นที่ทำกินสร้างรายได้ไม่ต่ำกว่าปีละ 600,000 บาท สร้างแรงบันดาลใจให้แก่เกษตรกรจำนวนมาก ได้ใช้เป็นต้นแบบสู้ชีวิต เมื่อ คุณประทีป มายิ้ม อายุ 19 ปี เคยไปใช้ชีวิตอยู่ในประเทศซาอุดีอาระเบีย ในโครงการแลกเปลี่ยนเกษตรกรไทยกับซาอุฯ เขาใช้ชีวิตในต่างแดนอย่างยากลำบาก ต้องทำงานปลูกต้นไม้ ปลูกข้าว จัดสวนหย่อม ไม้ดอกไม้ประดับกลางทะเลทราย แต่เขาใจสู้เกินร้อย ก็ตั้งใจทำงานทุกอย่างได้สำเร็จ เมื่อเดินทางกลับมาอยู่เมืองไทย เขาได้นำวิชาความรู้ที่ได้จากต่างแดนมาประยุกต์ใช้ในการทำเกษตรที่จังหวัดชลบุรี คุณประทีปทำเกษตรแบบลองผิดลองถูกด้วยตัวเอง อยากกินไข่ก็เลี้ยงไก่ อยากกินกุ้ง กินปลา ก็ลงมือเลี้ยงด้วยตัวเอง พร้อมปลูกพืชแบบคอนโดฯ 7 ชั้น (ปลูกต้นไม้ 7 ระดับ) ซึ่งเป็นเกษตรเชิงนิเวศหรือเกษตรผสมผสาน ที่มีสภาพใกล้เคียงกับป่าธรรมชาติ “ภาคเกษตรเมืองไทยอุดมสมบูรณ์มาก แถมมีต้นทุนต่ำสุด เพราะได้เปรียบในเรื่องดินดี น้ำดี และมีอุณหภูมิความชื้นที่
“ทฤษฎีใหม่” ทฤษฎีที่ถูกคิดค้นขึ้นโดยใช้แนวคิดแห่งการใช้ทรัพยากรธรรมชาติและการบริหารงานในการทำการเกษตร ที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ได้วางรากฐานและพระราชทานแก่พสกนิกรชาวไทย เพื่อแก้ไขปัญหาการเกษตร เพื่อให้เกษตรกรได้มีชีวิตอยู่โดยหลุดพ้นบ่วงแห่งความยากจน หลายชุมชนน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ปรับใช้กับอาชีพเพื่อสร้างความมั่นคงและปลอดภัยให้กับครอบครัว ดังเช่น คุณณรงค์ กลิ่นถือศีล ที่วันนี้เขาหันหลังให้กับเงิน เดินกลับมารับหน้าที่เป็นหมอดินอาสาประจำตำบลทุ่งบัว อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม พัฒนาสานอาชีพเกษตรกรรมต่อจากพ่อแม่ คุณณรงค์ หรือ คุณป๊อป เรียนจบด้านศิลปะ เคยทำงานออกแบบดิสเพลย์สินค้าให้บริษัทเอกชนในกรุงเทพฯ ก่อนเป็นทหารรับใช้ชาติ 2 ปี เมื่อหมดหน้าที่ตั้งใจกลับไปหางานทำใหม่อีกครั้งในกรุงเทพฯ แต่จังหวะนั้นทางบ้านมีหนี้สินจากการลงทุนทำนา “หนี้สินที่เกิดขึ้นเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ หมดไปกับปัจจัยการผลิต อาทิ ปุ๋ย ยาฆ่าแมลง ฮอร์โมนพืช และสารเคมีต่างๆ เพราะครอบครัวมีความรู้เรื่องการใช้สารเคมีน้อย จะฉีดพ่นสารเคมีหรือใส่ปุ๋ยจะกำหนดตามระยะเวลา ต
เกษตรอินทรีย์ เป็นการทำการเกษตรด้วยหลักธรรมชาติ โดยไม่มีสารเคมีตกค้าง หลีกเลี่ยงการปนเปื้อนของสารเคมีทั้งทางดิน ทางน้ำ และทางอากาศ ส่งเสริมความอุดมสมบูรณ์ของดินและความหลากหลายทางชีวภาพในระบบนิเวศ รวมถึงฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมให้กลับคืนสู่สมดุลธรรมชาติ โดยไม่ใช้สารเคมี สารสังเคราะห์ หรือสิ่งที่ได้จากการตัดต่อพันธุกรรม แนวทางเกษตรอินทรีย์ เป็นการอนุรักษ์ดินและระบบนิเวศ โดยใช้ทรัพยากรธรรมชาติและเทคโนโลยีที่เหมาะสมในการปลูกพืช โดยใช้ปุ๋ยหมักแทนปุ๋ยเคมี กำจัดวัชพืชโดยใช้แรงงานคน ปลูกพืชหมุนเวียนเพื่อให้เกิดความหลากหลาย มีการเลี้ยงไส้เดือนดิน ใช้เศษพืชทำเป็นปุ๋ยหมัก ช่วยปรับปรุงดินให้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ลดต้นทุนการผลิตด้วยการใช้น้ำส้มควันไม้เพื่อไล่แมลงศัตรูพืชทดแทนการใช้สารเคมี เป็นการปรับปรุงสภาพแวดล้อมให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้นแล้วยังปลอดภัยต่อสุขภาพของเกษตรกรและได้ผลผลิตที่ปลอดภัยต่อผู้บริโภค คุณภัทรภร แสงบุญ บ้านเลขที่ 43/2 หมู่ที่ 4 ตำบลชมพู อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ เป็นเกษตรกรรายหนึ่งที่ปลูกพืชแบบเกษตรอินทรีย์ ปลูกพืชผักสวนครัวหลายชนิดหมุนเวียนกันในพื้นที่จำกัดภายในบ้านของตนเอง เรียกได้ว่าใช้พื
รสชาติอันแสนนุ่มนวลละมุนลิ้นและกลิ่นอันหอมหวานที่แฝงไปด้วยเอกลักษณ์เฉพาะตัวนี้เองที่ทำให้ “กาแฟขี้ชะมด” กลายเป็นสินค้าที่ผู้บริโภคมีความต้องการอย่างสูงสุดในตลาดกาแฟทั่วโลกไม่เว้นแม้แต่ประเทศไทยของเรา ที่ผ่านมาภาพลักษณ์ธุรกิจกาแฟขี้ชะมดถูกนำเสนอในเชิงลบเนื่องจากฟาร์มแบบปิดเลี้ยงดูแบบทารุณกรรมสัตว์ บังคับให้อยู่ในพื้นที่แคบๆ ทานได้เพียงแค่ผลกาแฟจนทำให้เกิดภาวะขาดสารอาหารและเจ็บป่วยล้มตายในที่สุด ทำให้ห้างสรรพสินค้าชื่อดังของอังกฤษอย่างเซลฟริดจ์สประกาศยกเลิกการจำหน่ายกาแฟขี้ชะมดที่ถูกส่งมาจากฟาร์มแบบปิด ทางสมาคมพิทักษ์สัตว์แห่งโลก ( WSPA ) จึงรณรงค์ให้ผู้บริโภคเลือกซื้อแต่กาแฟขี้ชะมดที่มาจากตามธรรมชาติเท่านั้น ซึ่งเป็นนโยบายเดียวกับกาแฟขี้ชะมดแบรนด์ไทย อย่าง Blue gold ฟาร์มชะมดระบบเปิดรายใหญ่แห่งแรกและแห่งเดียวในประเทศไทย ที่เลี้ยงดูชะมดในระบบนิเวศแบบเปิด ทำให้ชะมดใช้ชีวิตได้อย่างอิสระ สามารถเลือกอาหารได้ด้วยตัวเอง ฟาร์ม Blue gold ตั้งอยู่ที่จังหวัดนครพนม มีเนื้อที่ 100 ไร่ มีชะมด 300 ตัว เลี้ยงดูในฟาร์มระบบนิเวศแบบเปิด ไม่มีการกักขัง ชะมดสามารถเดินไปไหนมาไหนก็ได้ ปืนป่ายต้นไม้ตามใจชอบ สา
