อาชีพเกษตร
หลากพูดถึงดอกกุหลาบสีแดง ที่ใช้ในวันสำคัญต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นช่วงเทศกาล หรือนำไปร้อยใส่มาลัย คงต้องนึกถึงกุหลาบพันธุ์ฟูซีเลีย ซึ่งกุหลาบสายพันธุ์ฟูซีเลีย จะเป็นกุหลาบสีแดง อยู่ในกลุ่มกุหลาบมอญ ที่มีความสวยงาม ออกดอกได้ไว ให้ผลผลิตจำนวนมาก สามารถนำไปใช้ได้หลากหลายโอกาส คุณไชยา สิทธิปราชญางกูล อาศัยอยู่ที่ อำเภอวังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา ไร่ คุณไชยา ประกอบอาชีพเกษตรกร ปลูกกุหลาบพันธุ์ฟูซีเลียตัดดอก และกิ่งชำกุหลาบพันธุ์ฟูซีเลีย ปลูกกุหลาบพันธุ์ฟูซีเลีย บนพื้นที่ 10 ไร่ คุณไชยา บอกว่า จุดเริ่มต้นที่เริ่มมาปลูกกุหลาบพันธุ์ฟูซีเลีย เนื่องจากคุณพ่อมีเพื่อนๆ ที่ปลูกกุหลาบพันธุ์ฟูซีเลียตัดดอก และกิ่งชำกุหลาบพันธุ์ฟูซีเลีย วันหนึ่งเพื่อนๆ ของคุณพ่อก็ได้มีการชักชวนให้ลองปลูกกุหลาบพันธุ์ฟูซีเลีย คุณพ่อของคุณไชยา จึงศึกษาข้อมูลและวิธีการปลูก การดูแลต่างๆ จากเพื่อนๆ ที่ปลูกกุหลาบพันธุ์ฟูซีเลีย คุณไชยา จึงเข้ามาช่วยคุณพ่อทำการตลาด ว่าจะหาตลาดจากไหน ระหว่างนั้นคุณไชยาก็ได้เรียนรู้ข้อมูลการปลูกการดูแลจากคุณพ่อ ปัจจุบัน คุณไชยา ประกอบอาชีพเกษตรกร ปลูกกุหลาบพันธุ์ฟูซีเลียตัดดอก และกิ่งชำกุหลาบพันธุ์ฟูซ
ทุ่งกุลาร้องไห้ มีดินแดนกว้างใหญ่ไพศาล 2.1 ล้านไร่ ใน 5 จังหวัด คือ จังหวัดยโสธร ศรีสะเกษ สุรินทร์ มหาสารคาม และจังหวัดร้อยเอ็ด จังหวัดร้อยเอ็ด ทุ่งกุลราร้องไห้อยู่ในพื้นที่ อำเภอปทุมรัตต์ เกษตรวิสัย สุวรรณภูมิ และอำเภอโพนทราย รวมพื้นที่ 9.7 แสนไร่ คุณอุทัย และ คุณสมคิด สาวแก้ว สามีภรรยา อยู่บ้านเลขที่ 118 ม.7 บ้านทุ่งทรายทอง ต.ทุ่งหลวง อ.สุวรรณภูมิ จ.ร้อยเอ็ด 45130 ประสบความสำเร็จในโครงการเกษตรทฤษฎีใหม่ ทีมงานจากสำนักงานเกษตรอำเภอสุวรรณภูมิ เดินทางผ่านทุ่งนาที่เวิ้งว้าง กว้างใหญ่ไพศาล น้ำมันรถยนต์เต็มถัง เครื่องยนต์ดี ยางดี หมู่บ้านอยู่ห่างไกลกันมาก เป็นหมู่บ้านขนาดใหญ่ มี คุณหลวงเกตุ บุญอรัญ เป็น ผญบ. เจ้าของบ้านให้การต้อนรับดีมากๆ พร้อมบอกว่าตนเองทำนาปีละครั้ง นาข้าว 100 ไร่ เป็นพื้นที่ ส.ป.ก. 4-01 นาอาศัยน้ำฝนเพียงอย่างเดียว ฤดูแล้งดินเค็มส่าเกลือระเหิดจากใต้พื้นพสุธา ต้นไม้ที่ขึ้นได้ดีคือ ต้นยูคาลิปตัส ตนเองเป็นสายเลือดของ “ทุ่งกุลาร้องไห้” น้อมนำโครงการเกษตรทฤษฎีใหม่ สู่พื้นที่นาข้าวหลังบ้านพัก 3 ไร่ โดยการส่งเสริมของ คุณวัชรินทร์ เขจรวงศ์ เกษตรอำเภอสุวรรณภูมิ กรมส่งเสริมการเกษต
เศรษฐกิจพอเพียงระดับเกษตรกร เป็นเศรษฐกิจเพื่อการเกษตรที่เน้นการพึ่งพาตนเอง เกษตรกรจะใช้ความรู้ ความสามารถ ในการบริหารจัดการที่ดินโดยเฉพาะแหล่งน้ำ และกิจกรรมการเกษตรได้อย่างเหมาะสมสอดคล้องกับสภาพพื้นที่ และความต้องการของเกษตรกรเอง โดยพึ่งพาอาศัยทรัพยากรในไร่นาและทรัพยากรธรรมชาติเป็นส่วนใหญ่ ให้มีความหลากหลายของกิจกรรมการเกษตรในไร่นา มีกิจกรรมที่ไม่เป็นปัญหาหรืออุปสรรคแก่กัน กิจกรรมเสริมรายได้ ใช้แรงงานในครอบครัวทำงานอย่างเต็มที่ ลดต้นทุนการผลิต ตลอดจนการผสมผสานการปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ และประมง ในไร่นาให้เกิดประโยชน์สูงสุด คุณอุดม ดอกแดง เกษตรกรหัวไวใจสู้ วัย 50 ปี หรือที่เพื่อนเกษตรกรเรียกว่า “พี่ปู” อยู่บ้านเลขที่ 109 หมู่ที่ 12 ตำบลเด่นใหญ่ อำเภอหันคา จังหวัดชัยนาท เป็นอีกผู้หนึ่งที่ได้ดำเนินชีวิตด้วยการทำการเกษตรโดยยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง จนสามารถมีกิจกรรมต่างๆ เพิ่มขึ้นมาเป็นลำดับ สลัดความยากลำบากด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มและความภาคภูมิใจในผลงานที่ออกมา พี่ปู กล่าวถึงการดำเนินงานการเกษตรแบบเศรษฐกิจพอเพียงว่า หลังจากใช้ชีวิตด้วยการยึดอาชีพรับจ้างมาโดยตลอด แต่มองไม่เห็นความมั่นคงและช
“คุณศุภรัตน์ นาคบุญนำ” หรือ คุณอิ๋ว เป็นคนในวงการสื่อสารมวลชนอีกคนที่หันมาทำอาชีพเกษตรกรรมควบคู่กับงานผู้ประกาศข่าว ปัจจุบันเธอมีเวลาทุ่มเทให้กับ “บ้านไร่ศุภรัตน์” เต็มร้อย เพราะหมดสัญญากับช่องเดิมที่เธอนั่งอ่านข่าวอยู่เมื่อต้นปีนี้ ขณะที่เรื่องการเมืองเจ้าตัวประกาศชัดว่า ไม่สมัคร ส.ส. แน่นอน แต่ถ้าพรรคไหนมาชักชวนให้ทำงานในซีกการเมืองก็ต้องดูเงื่อนไขอีกครั้ง ซึ่งในอดีตเธอเคยสมัคร ส.ส. กทม. และเคยรับหน้าที่อดีตรองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ยุคพรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาล ตอนนี้ คุณศุภรัตน์ นาคบุญนำ ในวัย 52 ปี ผันตัวเองมาเป็นเกษตรกรแนว “อินทรีย์” ชัดเจน โดยใช้เวลาปลูกผักปลอดสารพิษ-เลี้ยงสัตว์ อยู่ในเนื้อที่กว่า 50 ไร่ ย่านร่มเกล้า กทม. เน้นแปรรูปเพิ่มมูลค่า วันที่สนทนากันนั้น เธอชวนไปดูและไปชิมผลผลิตที่บ้านไร่ศุกรัตน์ ซึ่งใช่จะมีแค่พืชผักผลไม้เท่านั้น ยังเต็มไปด้วยสัตว์เลี้ยงน่ารักๆ ไม่ว่าจะเป็น แมวเมนคูน (แมวยักษ์), นกหงส์หยกพันธุ์อังกฤษ-พันธุ์ฮอลแลนด์, นกค็อกกาเทล, นกฟินซ์ (เจ็ดสี), ปลาหมอสี กระต่ายล็อบ (หูยาว), และสุนัขปอมเมอเรเนียน เธอเล่าถึงกิจกรรมต่างๆ ในไร่ศุภรัตน์ให้ฟังว่า ช่วงนี้มาพั
ครูเปลื้อง เกษตรสิงห์ ข้าราชการบำนาญ วัย 65 ปี อยู่บ้านเลขที่ 234 หมู่ที่ 7 บ้านโนนหมากแงว ตำบลน้ำคำ อำเภอสุวรรณภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด ปัจจุบัน อยู่กับภรรยา มีลูกชาย 2 คน เป็นนายแพทย์ด้านกระดูก ที่โรงพยาบาลโพนทอง จังหวัดร้อยเอ็ด ส่วนอีกคน ทำงานด้านเทคนิคการแพทย์ โรงพยาบาลสุวรรณภูมิ หลังเกษียณอายุราชการ ครูสนใจประกอบอาชีพทางการเกษตร ปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ ประมง โดยเข้าเป็นสมาชิกโคขุนโพนยางคำ จังหวัดสกลนคร เลี้ยงโคลูกผสมชาร์โรเล่ส์ กับอเมริกันบราห์มัน ในพื้นที่ 15 ไร่ แบ่งเป็นโรงเรือนเลี้ยงวัว 3 ไร่ แปลงหญ้า 3 ไร่ บ่อน้ำและคันบ่อปลูกหญ้า 3 ไร่ ปลูกกล้วยหอมทอง 1 ไร่ บ้านพักอาศัย 1 ไร่ โรงเรือนเก็บหญ้าแห้ง ฟางแห้ง โรงสีข้าว เครื่องคัดแยกเมล็ดพันธุ์ข้าว เครื่องบดหญ้าสด 1 ไร่ ที่เหลือเป็นที่ว่างเปล่าให้วัวเดินเล่น ออกกำลังกาย และป่าไม้ใช้สอย ไม้ธรรมชาติ ครูเปลื้อง เล่าให้ฟังว่า งานเกษตรหลังเกษียณสนุกมาก เพราะหลังจากวางกล่องชอล์กจากความเป็นครู ทำงานในฟาร์ม เป็นเรื่องใหม่ ทำให้ตนเองศึกษาไปเรื่อยๆ ทั้งด้านการปฏิบัติ ด้านวิชาการ ไม่เหงา ทำงานกับภรรยา แรงงานจ้างบ้างเมื่อยามจำเป็น โคขุน สร้างเงินงามมาก
หากติดตามข่าวคราวในแวดวงการเกษตรบ้านเรา เป็นที่น่ายินดีว่ามีคนรุ่นใหม่จำนวนหนึ่งหันมาทำการเกษตรอย่างจริงจัง โดยเริ่มค่อยๆ ศึกษาหาความรู้ ตั้งต้นจากการทำเป็นอาชีพเสริมก่อน จนเมื่อทุกอย่างลงตัวจึงตัดสินใจทำเป็นอาชีพหลัก มูลไส้เดือน ประโยชน์มาก อย่าง คุณไพฑูรย์ ไชยรักษ์ อายุ 35 ปี เจ้าของ รัตนชัยฟาร์มไส้เดือน จังหวัดสตูล ตั้งอยู่ บ้านเลขที่ 14 หมู่ที่ 7 ตำบลแป-ระ อำเภอท่าแพ จังหวัดสตูล ซึ่งหนุ่มคนนี้ยังคงทำงานในบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง ที่รัฐปีนัง ประเทศมาเลเซีย เกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาเครื่องคอมพิวเตอร์ผ่านทางโทรศัพท์ แต่ได้ใช้วันหยุดเสาร์-อาทิตย์ และเวลาว่างทำฟาร์มไส้เดือน ตั้งแต่ต้นปีนี้ โดยให้พ่อแม่คอยช่วยดูแล ก่อนที่เขาวางแผนจะมาทำเต็มตัวในอีกไม่ช้า เพื่อจะได้มีเวลาอยู่กับครอบครัวเต็มที่ คุณไพฑูรย์ มีดีกรีปริญญาตรี สาขาการจัดการสารสนเทศ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ พูดถึงแรงบัลดาลใจของการเลี้ยงไส้เดือนว่า มีที่มาที่ไปจากการที่อยากจะกลับมาอยู่ดูแลพ่อแม่ที่จังหวัดสตูล บวกกับความตั้งใจที่จะเดินหาช่องทางความเป็นไปได้เรื่องปุ๋ยในเส้นทางเกษตรแบบยั่งยืน และสามารถผลิตปุ๋ยใช้เองได้ จึงพยายามหาข้อมูลทางอ
ลืมตาอ้าปากได้ ก็เพราะอาชีพเลี้ยงจิ้งหรีด สำหรับชาวบ้าน ต.บัวใหญ่ อ.น้ำพอง จ. ขอนแก่น เพราะประชากรของหมู่บ้านนี้มี 99 ครัวเรือน ยึดอาชีพเลี้ยงจิ้งหรีดจำนวน 66 ครัวเรือน มีเงินสะพัดในหมู่บ้านแห่งนี้เดือนละกว่า 1.6 ล้านบาท โดยผู้ที่นำจิ้งหรีดมาเลี้ยงคนแรก คือ ผู้ใหญ่บ้าน “เพ็ชร วงศ์ธรรม” ซึ่งทุกๆ 45 วันเขาจะเก็บจิ้งหรีดขาย มีรายได้แสนกว่าบาทเลยทีเดียว เพ็ชร วงค์ธรรม ผู้ใหญ่บ้านวัย 53 ปี อดีตเคยขับสองแถวตั้งแต่อายุ 23 ปี ต่อจากนั้นหันมาเลี้ยงหมู เลี้ยงได้ 3 ปี ราคาหมูตกต่ำ หันมาเลี้ยงนกกระทา เลี้ยงได้ 2 ปีต้องยุติเพราะประสบปัญหาไข้หวัดนก ในที่สุดมาเพาะถั่วงอก แต่แล้วเจอภัยแล้ง เพาะถั่วงอกได้ 6 ปี สุดท้ายมาเลี้ยงจิ้งหรีดในปี 2550 จวบจนปัจจุบัน “ผมเริ่มเลี้ยงจิ้งหรีดตอนอายุ 44 ปี หรือประมาณ 9 ปีที่แล้ว สาเหตุที่เลี้ยงจิ้งหรีด เพราะเพื่อนที่อำเภอกัณทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม มาแนะนำวิธีการเลี้ยงพร้อมทั้งแนะนำตลาดให้ เลยซื้อไข่จิ้งหรีด ขันละ 100 บาท มา 600 ขัน มีจิ้งหรีดทั้งหมดราว 42,000 ตัว เป็นเงิน 60,000 บาท และค่าอุปกรณ์ 70,000 บาท รวมครั้งแรกลงทุนเบ็ดเสร็จ 130,000 บาท” ผู้ใหญ่บ้าน เลี้ยงจิ
เป็นที่ประจักษ์ชัดว่าผลพวงจากโครงการอันเนื่องมาจากพระดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตรที่มีกว่า 4,000 โครงการนั้น มีส่วนสำคัญที่ทำให้ชีวิตความเป็นอยู่และคุณภาพชีวิตของราษฎรไทยดีขึ้น เพราะมีอาชีพที่มั่นคงยั่งยืน อีกทั้งครอบครัวมีความสุข ได้อยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตา องค์กรหนึ่งที่มีบทบาทในการดำเนินงานตามโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริก็คือ มูลนิธิปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ และสถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ ที่มี ม.ร.ว.ดิศนัดดา ดิศกุล นั่งเก้าอี้ประธานกรรมการสถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระฯ ซึ่งได้เข้าไปช่วยเหลือชาวบ้านเรื่องการทำมาหากินในหลายพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นที่น่าน อุดรธานี ขอนแก่น กาฬสินธุ์ เพชรบุรี อุทัยธานี ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน ทั้งนี้ ในการทำงานของสถาบันปิดทองหลังพระฯ นั้นมุ่งดำเนินงานตามพระราชดำริและหลักการทรงงานของพระองค์ท่าน นั่นคือ เน้นการพัฒนาชุมชนตามหลักการองค์ความรู้ ใน 6 มิติ ได้แก่ ดิน น้ำ เกษตร พลังงานทดแทน ป่า และสิ่งแวดล้อม โดยจะปรับน้ำหนักของแต่ละเรื่องตาม
ธ สถิตในดวงใจ…นิรันดร์ กษัตริย์เกษตร พิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จัดงาน “ธ สถิตในดวงใจ…นิรันดร์” เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ระหว่างวันที่ 10 – 13 ตุลาคม 2563 ตั้งแต่เวลา 08.00 – 17.00 น. ณ พิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติฯ จ.ปทุมธานี นางสาวสมพิศ วงศ์ปัญญา รองผู้อำนวยการ (ฝ่ายบริหาร) ปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการสำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกล่าวว่า “การจัดงาน ธ สถิตในดวงใจนิรันดร์ ในครั้งนี้เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เผยแพร่พระเกียรติคุณ พระอัจฉริยภาพ พระราชกรณียกิจของพระองค์ ด้านการเกษตร ภายในงานมีการจัดนิทรรศการพิเศษและกิจกรรมการเรียนรู้ที่หลากหลาย อาทิ นิทรรศการ ธ สถิตในดวงใจ…นิรันดร์ นิทรรศการสายธารพระกรุณา กษัตริย์เกษตร และการจัดอบรมถ่ายทอดองค์ความรู้เกษตรเศรษฐกิจพอเพียงให้กับประชาชนโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ในวันที่ 13 ตุลาคม ขอเชิญชวนพี่น้อง
บ้านยืนบุรีฟาร์มเห็ด เกิดจากการทำเห็ดนางฟ้าไว้บริโภคในครัวเรือน เริ่มต้นจากที่ คุณวีระชาติ ยืนบุรี มีงานประจำ แต่ก็มองหาอาชีพเสริมไปด้วย ซึ่งขณะนั้นมีกิจกรรมทางการเกษตรหลายอย่าง เช่น เลี้ยงนกกระทา เพาะถั่วงอก ปลูกผักไฮโดรโพนิกส์ และเพาะเห็ดนางฟ้า เพื่อมองหาสิ่งที่เหมาะสมสำหรับตน ภายหลังคุณวีระชาติได้ข้อสรุปว่า การเพาะเห็ดลงตัวที่สุด “ตอนนั้นเริ่มทำก้อนเห็ดจากฟางข้าว ในตอนแรกฟางข้าวก็ไม่ได้ซื้อ ไปเก็บในแปลงนามานั่งสับ หมัก ใส่ถุง ทำมือทุกขั้นตอน ทำเล็กๆ เรื่อยๆ ขยับขยาย จากเก็บฟางข้าวจากแปลงนาเป็นซื้อฟางข้าวอัดแท่ง ซื้อขี้เลื่อยไม้ยางพารา ประกอบกับการทำงานประจำมีเวลาให้ครอบครัวน้อย เพราะต้องออกพื้นที่บ่อย จึงตัดสินใจลาออกจากงานประจำ ยิ่งภรรยาก็สนับสนุนให้ทำการเกษตร จะได้มีเวลาดูแลครอบครัว จึงผันตัวเองจากพนักงานประจำมาเป็นเกษตรกรเพาะเห็ดถุง จากวันนั้นถึงปัจจุบันได้สะสมความรู้และประสบการณ์ในการเพาะเห็ดเป็นเวลา 4 ปีแล้ว” ฟาร์มเห็ดแห่งนี้ ทำเห็ดแบบครบวงจร ตั้งแต่การทำเชื้อวุ้น ทำก้อนเเชื้อ มีโรงเรือนเปิดดอก แปรรูป ตลอดจนออกตลาดจำหน่ายสินค้าสู่ผู้บริโภคโดยตรง ผลิตภัณฑ์ของฟาร์มมีก้อนเชื้อเห็ด
