อาหารไทย
ตำรากับข้าวมาตรฐานของครัวไทย ไม่ว่าเล่มไหน ย่อมจะมีสูตรทำขนมจีนซาวน้ำนะครับ เพราะมันคือสำรับที่คนครัวไทยภาคกลางภูมิใจ เป็นการรวมตัวกันของวัตถุดิบที่ไม่น่าจะมารวมกันได้เอาเลย แถมส่วนผสมยังมีกะทิ ซึ่งที่จริงก็ไม่น่าเหมาะกับอากาศร้อนๆ แต่การณ์กลับกลายเป็นว่านี่คือสำรับอาหารจานเดียวที่ควรกินในฤดูร้อนที่สุด รองจากข้าวแช่ลงมาก็ว่าได้ การจะกินขนมจีนซาวน้ำ เราแค่เตรียมเส้นขนมจีนนุ่มๆ ไว้ให้พอ ถ้าชอบ อาจใช้เส้นบีบสดแบบขนมจีน/ข้าวปุ้นทางเมืองเพชรบูรณ์ ก็น่าจะนุ่มสมใจทีเดียว กะทิสดไม่ต้องข้นมากนะครับ เคี่ยวในหม้อบนเตาพอสุก จะหา “แจงลอน” คือเนื้อปลากรายขูดโขลกจนเหนียว ปั้นเป็นลูกชิ้น ต้มใส่ให้ลอยเด่นเป็นลูกๆ ด้วยก็ได้ กุ้งแห้งเนื้อดีๆ โขลกในครกหินจนละเอียดเป็นปุย พริกขี้หนูสวนหั่นหนา ดองในน้ำปลาดีราว 2 ชั่วโมง พอให้คลายความเผ็ดลงบ้าง สับปะรดเลือกลูกที่เปรี้ยวอมหวานนิดๆ หั่นชิ้นเล็ก หรือสับหยาบๆ กระเทียมไทยแกะเปลือก หั่นซอยละเอียดตามขวางกลีบ ขิงอ่อนซอยเป็นเส้นเล็กๆ มะนาวผ่าซีกไว้บีบ ถ้าชอบเปรี้ยว และน้ำตาลทรายไว้โรยหน้า ถ้าชอบหวาน เครื่องเคราก็เห็นจะมีเพียงเท่านี้เองนะครับ สำหรับสูตรมาตรฐาน..ครั้นเ
คุณจุฑามาศ อิ๊ดเหล็ง ได้เปิดสูตรและอธิบายขั้นตอนการแกงคั่วหอยเกลียว อาหารขึ้นชื่อของตำบลหนองคันทรง ไว้ดังนี้ สูตรแกงคั่วหอยเกลียว…หอยเกลียว 3 กิโลกรัม น้ำกะทิ หัวและหาง 1 กิโลกรัม น้ำพริก 3 ขีด น้ำตาลทราย 3 ขีด เกลือเม็ด 1 ขีด ใบมะกรูด 5-6 ใบ น้ำปลาอย่างดี 2-3 ช้อนโต๊ะ ขั้นตอนการแกง การเตรียม หอยเกลียว หอยเกลียวที่จับมาได้สดๆ เป็นๆ ต้องรีบนำมาทำทันที โดยการใช้ค้อนทุบตรงปากหอยที่เป็นคมปากออก และทุบท่อนท้ายออกให้เหลือ 2 ข้อ หรือตัวยาวประมาณ 3 นิ้ว เพื่อให้ดูดง่าย และนำไปล้างน้ำให้สะอาด 4-5 ครั้ง จนกระทั่งน้ำใสหมดเศษดิน โคลน ใส่ตะกร้าพักให้สะเด็ดน้ำ 2. การเตรียมน้ำกะทิและน้ำพริกแกง น้ำกะทิคั้นเองจะสดและหอม แยกหัวกะทิและหางกะทิ ส่วนน้ำพริกแกงใช้พริกแห้ง เพราะไม่เผ็ดมาก การแกง ตั้งกระทะบนเตาให้ร้อน นำหัวกะทิเทใส่ แล้วรอให้เดือดเคี่ยวให้แตกมัน นำน้ำพริกแกงที่เตรียมไว้ใส่ลงไปผัดเคี่ยวให้หอม ใส่ตัวหอยลงไปผัดคั่ว กระทั่งน้ำพริกเข้าไปในตัวหอยทั่วแล้ว ใส่น้ำตาล เกลือ น้ำปลา ใบมะกรูดฉีกเป็นชิ้นๆ โรยลงไป และใส่หางกะทิที่เตรียมไว้ผัดคนให้ทั่ว รอน้ำแกงเดือดให้ทั่ว ชิมให้มีรสหวานๆ เค็มๆ สุกได้
ชื่อกับข้าวหม้อนี้ไม่ผิดหรอกครับ “ต้มโคล้ง” นั้นต้องใช้ปลาแห้งหรือปลาเค็มเท่านั้น ถ้าเป็น “แกงส้ม” ใส่เนื้อแห้งหรือสดก็ได้ แต่เครื่องปรุงต้องลงหมด ทั้งกะปิ กระเทียม น้ำตาลปี๊บ ส่วน “ต้มส้ม” พระเอกคือ ขิงสดซอย “แกงเลียง” ก็หนักสารพัดผัก แต่ผักประหลาด เช่น ข้าวโพดอ่อน แครอต หรือชะอมชุบไข่ทอด อย่าไปใส่เลย เสียรสเสียชาติกำเนิดของแกงเลียงเปล่าๆ กับข้าวตำราโบราณท่านทดลองทำมาหลายชั่วคน จนรสชาติจัดสำรับได้เข้าที่ เหมาะสมกับฤดูกาลมาเป็นสิบเป็นร้อยปีแล้ว จะเอาวัฒนธรรมของเราไปทำลายเสียทำไม เพื่อเงินเพียงชั่วสมัยนิยมไม่จีรังยั่งยืนกระนั้นหรือ เล่าให้แม่ฟังวันก่อนว่า ที่วัดกระแชง บางไทร อยุธยา เจอกับข้าวชาวบ้านอร่อยมาก มีแกงคั่วปลาโอชิ้นฟักเขียว แกงเขียวหวานขลุกขลิกหน่อไม้สดสับกับไก่ และน้ำพริกปลาร้าปลาดุกย่าง อร่อยนัก แม่บอกอย่าเล่าเลย ทำต้มอะไรง่ายๆ ให้แม่กินดีกว่า มีปลาสด เอาข่าดับคาวเสียหน่อย ใส่หัวหอมแดงเท่านั้น ปรุงรสด้วย เกลือ น้ำส้มมะขาม ไม่เข้ากะทิหรือเครื่องแกงอะไร ไม่ว่าแกงไทยหรือแกงเทศ ย้ำว่า ขอให้เป็นปลาสด ปรุงรสไม่ต้องเผ็ด ให้แม่ซดแก้หงุดหงิดอบอ้าวจากฝนฟ้าผิดฤดูกาลก็แล้วกัน คนลูกก็จัด
