กรมส่งเสริมการเกษตร
“ ทุเรียน ” เป็นไม้ผลทำเงินที่ขายได้ราคาดี สร้างแรงจูงใจให้ เกษตรกรในพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี หันมานิยมปลูกอย่างแพร่หลายมากขึ้นตั้งแต่ปี 2559 แต่ประสบปัญหาต้นทุนการผลิตสูง และได้ผลผลิตต่ำ เนื่องจากมีการใช้สารเคมีปริมาณมากในการดูแลรักษาต้นทุเรียนที่ปลูก กรมส่งเสริมการเกษตร โดยศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านอารักขาพืช จังหวัดสุราษฎร์ธานีร่วมกับสำนักงานเกษตรจังหวัด สุราษฎร์ธานีจึงได้เข้ามาส่งเสริมองค์ความรู้ให้กับเกษตรกรในเรื่องของการปลูก การดูแลรักษาทุเรียนด้วยการลดใช้สารเคมี เน้นการจัดการศัตรูพืชโดยวิธีผสมผสาน ใช้ชีวภัณฑ์ทดแทนการใช้สารเคมี จัดตั้งศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชนตำบลตะกุกใต้ อำเภอวิภาวดี จังหวัดสุราษฎร์ธานีขึ้น และกลุ่มมีมติให้ทุเรียนเป็นพืชหลัก เพื่อเฝ้าระวังและติดตามการเข้าทำลายของโรคและแมลงศัตรูพืช ศจช.ตำบลตะกุกใต้กลายเป็นจุดศึกษาดูงาน และได้รับการสนับสนุนกล้องจุลทรรศน์ Compound Microscope และ Stereo Microscope จาก
กรมส่งเสริมการเกษตรร่วมมือกับคณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) ส่งเสริมให้เกษตรกรปลูก “ถั่วลิสงพันธุ์เกษตรศาสตร์ สวก. 1” เชิงการค้า เนื่องจากเป็นพืชที่ใช้น้ำน้อย ให้ผลผลิตสูงต่อไร่ สามารถยกระดับอาชีพและรายได้ของเกษตรกรให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ตอบโจทย์นโยบาย “ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้” ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จุดเริ่มต้น ผลงานวิจัย “จากหิ้งสู่ห้าง” สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) สนับสนุนงบวิจัยให้ อาจารย์เจตษฎา อุตรพันธ์ ภาควิชาพืชไร่นา คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นผู้พัฒนาสายพันธุ์ “ถั่วลิสงพันธุ์เกษตรศาสตร์ สวก.1” โดยใช้แม่พันธุ์ขอนแก่น 5 และพ่อพันธุ์ IC 10 ผลวิจัยพบว่า “ถั่วลิสงพันธุ์เกษตรศาสตร์ สวก.1” ให้ผลผลิตสูง ปรับตัวได้ดีในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ทั้งในฤดูฝนและฤดูแล้ง ให้ผลผลิตต่อไร่ราวๆ 300-500 กิโลกรัมต่อไร่ จุดเด่นของ “ถั่วลิสงพันธุ์เกษตรศาสตร์ สวก. 1” “ถั่วลิสงเกษตรศาสตร์ สวก. 1” เป็นพืชทางเลือกหนึ่งที่มีอนาคตทางการตลาด เพราะมีลักษณะประจำพันธุ์ที่ดีคือ ทรงต้นแบบพุ่มตั้ง ไม่ยืดเลื้อย เปลือกฝักม
ภาวะโลกรวน (Climate Change) ทำให้แมลงศัตรูพืชเพิ่มจำนวนและระบาดหนักขึ้น เพราะอุณหภูมิสูงขึ้น ทำให้แมลงเผาผลาญพลังงานเร็วขึ้น กินพืชมากขึ้น ขยายพันธุ์ได้เร็วขึ้นแล้ว ยังขยายพื้นที่ระบาดไปยังพื้นที่ที่ไม่เคยมีมาก่อน นอกจากนี้ อุณหภูมิที่สูงขึ้นยังทำให้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชสลายตัวเร็วขึ้น ลดประสิทธิภาพในการกำจัดแมลง ทำให้เกษตรกรหลายคนประสบปัญหา แมลงศัตรูพืช “ ดื้อยา-ไม่ตาย” หลังพ่นใช้สารเคมีป้องกันกำจัดในอัตราส่วนเข้มข้นเท่าเดิมหรือมากกว่าเดิม ที่มาของ “การดื้อยา” “การดื้อยา” หรือ การที่ศัตรูพืชต้านทานสารเคมี เกิดขึ้นได้จากการใช้สารเคมีที่ผิดวิธี หรือใช้ในอัตราที่ไม่เหมาะสม ทำให้ศัตรูพืชสร้างกลไกการต้านทานขึ้น เพื่อต้านทานสารเคมีชนิดนั้นๆ ส่งผลให้เกิดการดื้อยาในศัตรูพืชรุ่นลูกและรุ่นหลาน ทำให้สารเคมีที่เกษตรกรเคยใช้ไม่ได้ผล ไม่สามารถจำกัดแมลงได้อีกต่อไป ส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิต เนื่องจากต้องพ่นสารเคมีซ้ำหรือใช้ในปริมาณที่มากขึ้น แต่ผลผลิตที่ได้กลับมีคุณภาพและปริมาณลดลง วิธีป้องกันศัตรูพืชดื้อยา กองส่งเสริมการอารักขาพืชและจัดการดินปุ๋ย กรมส่งเสริมการเกษตร ได้แนะนำวิธีป้องกันศัตรูพืชดื้อยา
กรุงเทพฯ 18 ธันวาคม 2568 – บริษัทสยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด และ กรมส่งเสริมการเกษตร ประกาศผลทีมผู้ชนะ 4 ทีม 4 ภาคทั่วไทย ที่คว้ารางวัลถ้วยพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้าฯ จากผู้เข้าแข่งขัน 20 ทีมสุดท้ายในศึกการแข่งขันสุดยอดนักพัฒนาแปลงเพาะปลูกข้าวลดโลกร้อน ด้วยนวัตกรรมบันทึกปฏิทินการเพาะปลูก “KAS Crop Calendar On LINE” ในโครงการ “คูโบต้า กล้า ท้า ปลูก” ปี 2 ตอน นารักษ์โลกชิงเงินรางวัลรวมมูลค่า 1,000,000 บาท เวทีเดียวของไทยที่มุ่งปลุกพลังเกษตรกรรุ่นใหม่ สู่การทำเกษตรแม่นยำด้วยโซลูชันลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต สร้างรายได้ ในรูปแบบเพื่อนคู่ใจเกษตรกรที่สามารถบันทึกข้อมูลทุกขั้นตอนตลอดกระบวนการเพาะปลูก เพื่อมุ่งยกระดับวิถีเกษตรไทยสู่ Smart Farming นางวราภรณ์ โอสถาพันธุ์ กรรมการรองผู้จัดการใหญ่อาวุโส บริษัทสยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด กล่าวว่า การทำเกษตรแม่นยำมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการเกษตรยุคใหม่ เราจึงได้นำความท้าทายและอุปสรรคที่เกษตรกรต้องเผชิญในชีวิตจริง มาศึกษา พัฒนา ต่อยอดเป็นเทคโนโลยีที่ช่วยให้การทำเกษตรมีความราบรื่นยิ่งขึ้น ได้ผล
เมื่อสวนมะพร้าวประสบภาวะน้ำท่วม การฟื้นฟูอย่างเป็นระบบถือเป็นหัวใจสำคัญเพื่อให้ต้นกลับมาให้ผลผลิตที่สมบูรณ์ได้ตามเดิม กรมส่งเสริมการเกษตรได้แนะนำแนวทางการปฏิบัติที่ครอบคลุม 5 ด้าน ซึ่งเกษตรกรสามารถนำไปใช้เพื่อกู้ชีพสวนได้ทันที 1️⃣ การจัดการพื้นที่ การระบายน้ำที่ขังออกจากพื้นที่ปลูกมะพร้าวเป็นขั้นตอนแรกที่สำคัญที่สุด 2️⃣ การปรับปรุงดินและบำรุงดิน หลังน้ำท่วม ดินอาจขาดความสมบูรณ์และมีปัญหาเรื่องความเป็นกรด-ด่าง การปรับปรุงดินจะช่วยให้ต้นมะพร้าวฟื้นตัวได้เร็วขึ้น 3️⃣ การบำรุงต้นและการใส่ปุ๋ย การใส่ปุ๋ยควรทำอย่างต่อเนื่องตามระยะการเจริญเติบโต เพื่อให้ต้นมะพร้าวได้รับธาตุอาหารที่เหมาะสม 4️⃣ การป้องกันกำจัดศัตรูพืช หลังน้ำท่วม ความชื้นและสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงอาจทำให้เกิดการระบาดของโรคและแมลงได้ 5️⃣ การให้น้ำ เมื่อจัดการฟื้นฟูส่วนต่างๆ เสร็จแล้ว การให้น้ำอย่างสม่ำเสมอเป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้ต้นมะพร้าวกลับมาเจริญเติบโตได้ดี หากท่านต้องการข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อ สำนักงานเกษตรจังหวัด และสำนักงานเกษตรอำเภอ ใกล้บ้านท่าน ที่มา กรมส่งเสริมการเกษตร
จากสถานการณ์อุทกภัยภาคใต้เมื่อปลายเดือนพฤศจิกายน 2568 ส่งผลกระทบในหลายจังหวัด ได้แก่ สงขลา ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ตรัง พัทลุง สตูล ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส ทำให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อน ตลอดจนเกิดความเสียหายในพื้นที่การเกษตรกระจายตัวทั้ง ข้าว พืชผัก พืชไร่ โดยเฉพาะไม้ผลและไม้ยืนต้น ซึ่งเป็นกลุ่มพืชเศรษฐกิจหลักของพื้นที่ภาคใต้ที่ต้องเตรียมแผนป้องกัน และฟื้นฟูหลังน้ำลด นายพีรพันธ์ คอทอง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า ได้รับข้อสั่งการจากร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในการเตรียมแผนฟื้นฟูพื้นที่การเกษตรหลังสถานการณ์น้ำท่วมภาคใต้ เพื่อรับมือและเข้าช่วยเหลือเกษตรกรที่ประสบภัยพิบัติดังกล่าวแล้ว โดยเน้นการฟื้นฟูสภาพดินและสร้างความแกร่งของพืชให้ทนทาน ฟื้นตัว และปรับตัวได้ โดยแบ่งการดำเนินงานเป็น 3 ระยะ คือ ระยะที่ 1 ช่วยเหลือเร่งด่วนและสำรวจ โดยให้เจ้าหน้าที่ลงพื้นที่สำรวจและประเมินความเสียหาย รวมทั้งตรวจสอบสอบทานกับการขึ้นทะเบียนเกษตรกร เพื่อเข้าสู่กระบวนการช่วยเหลือตามระเบียบกระทรวงการคลังต่อไป ระยะที่ 2 ฟื้นฟูดูแลรักษาพืช โดย
กรมส่งเสริมการเกษตร ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) กับ บริษัท เจียไต๋ จำกัด เพื่อส่งเสริมเกษตรกรไทยประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและโซลูชันเกษตรอัจฉริยะ มุ่งยกระดับภาคการเกษตรให้มีประสิทธิภาพและความยั่งยืนในระยะยาว ณ บริษัท เจียไต๋ จำกัด นายพีรพันธ์ คอทอง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า การลงนามบันทึกความร่วมมือกับ “เจียไต๋” ครั้งนี้ เน้นย้ำการพัฒนาเพื่อพัฒนาวิชาการเกษตรและยกระดับกระบวนการผลิตของเกษตรกรไทยให้ก้าวหน้าอย่างเป็นรูปธรรม สอดคล้องกับนโยบายร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ต้องการยกระดับสินค้าเกษตรและบริการมูลค่าสูง ให้การผลิตสินค้าเกษตรที่มีคุณภาพได้มาตรฐานตรงกับความต้องการของตลาด ยกระดับศักยภาพของเกษตรกร ส่งเสริมเกษตรกร/สถาบันเกษตรกรเป็นผู้ให้บริการทางการเกษตรครบวงจร และเป็นการสร้างโอกาสให้กับเกษตรกร เพื่อยกระดับทักษะทั้ง Reskill และ Upskill ของเกษตรกรให้พร้อมรับการเปลี่ยนแปลง ความร่วมมือครั้งนี้เป็นการผสานองค์ความรู้ด้านพืชศาสตร์นวัตกรรมใหม่ๆ เทคโนโลยีการผลิตและการจัดการแปลงปลูกแบบแม่นยำเพื่อช่วยให้เกษตรกรเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต
กรมส่งเสริมการเกษตร ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) กับ บริษัท เจียไต๋ จำกัด เพื่อส่งเสริมเกษตรกรไทยประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและโซลูชันเกษตรอัจฉริยะ มุ่งยกระดับภาคการเกษตรให้มีประสิทธิภาพและความยั่งยืนในระยะยาว ณ บริษัท เจียไต๋ จำกัด นายพีรพันธ์ คอทอง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า การลงนามบันทึกความร่วมมือกับ “เจียไต๋” ครั้งนี้ เน้นย้ำการพัฒนาเพื่อพัฒนาวิชาการเกษตรและยกระดับกระบวนการผลิตของเกษตรกรไทยให้ก้าวหน้าอย่างเป็นรูปธรรม สอดคล้องกับนโยบายร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ต้องการยกระดับสินค้าเกษตรและบริการมูลค่าสูง ให้การผลิตสินค้าเกษตรที่มีคุณภาพได้มาตรฐานตรงกับความต้องการของตลาด ยกระดับศักยภาพของเกษตรกร ส่งเสริมเกษตรกร/สถาบันเกษตรกรเป็นผู้ให้บริการทางการเกษตรครบวงจร และเป็นการสร้างโอกาสให้กับเกษตรกร เพื่อยกระดับทักษะทั้ง Reskill และ Upskill ของเกษตรกรให้พร้อมรับการเปลี่ยนแปลง ความร่วมมือครั้งนี้เป็นการผสานองค์ความรู้ด้านพืชศาสตร์นวัตกรรมใหม่ๆ เทคโนโลยีการผลิตและการจัดการแปลงปลูกแบบแม่นยำเพื่อช่วยให้เกษตรกรเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต
คุณบุญชัย เบญจรงคกุล ประธานกรรมการมูลนิธิร่วมด้วยช่วยกันสำนึกรักบ้านเกิด ผู้ริเริ่มโครงการฯ กล่าวว่า ตลอด 26 ปี มูลนิธิฯ มุ่งมั่น “สร้างคน” โดยน้อมนำหลัก เศรษฐกิจพอเพียง และ เกษตรทฤษฎีใหม่ มาเป็นแนวทางหลักในการพัฒนาสังคมและชุมชน โครงการคัดเลือกเกษตรกรฯ ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 17 สะท้อนพลังของคนทำเกษตรที่มุ่งมั่นสร้างการเปลี่ยนแปลงเพื่อสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนโดยปีนี้เน้นค้นหาเกษตรกรที่นำเทคโนโลยีผสานภูมิปัญญา เพื่อสร้างระบบเกษตรสีเขียว ที่เป็นแบบอย่างของการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนอย่างสมดุลและรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง คุณนฤมล สงวนวงศ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า กรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้ความสำคัญในการพัฒนาผลผลิตของเกษตรกรอย่างรับผิดชอบต่อธรรมชาติ สร้างคุณค่าให้ชุมชน รวมถึงยกระดับภาคการเกษตรไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน ซึ่งตรงกับวัตถุประสงค์ของการจัดงานในครั้งนี้ โดยเฉพาะในปี 2568 โครงการดำเนินงานภายใต้แนวคิด “ฟาร์มแห่งอนาคต เกษตรกรผู้นำการเปลี่ยนแปลงสีเขียว” สะท้อนถึงบทบาทสำคัญของเกษตรกรไทยในยุคที่โลกกำลังเผชิญความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อม ทั้งสภาพอากาศ
กรมส่งเสริมการเกษตรเผยผลความคืบหน้าการบริหารจัดการปัญหาฝุ่นควันและ PM2.5 จากการเผาในพื้นที่เกษตร ซึ่งเป็นนโยบายสำคัญของภาครัฐ โดยผลการดำเนินงานตลอดปี 2568 พบว่ามีพัฒนาการเชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญทั้งด้านสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และการมีส่วนร่วมของชุมชน สะท้อนถึงความร่วมมือของทุกภาคส่วนที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง นายพีรพันธ์ คอทอง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมการเกษตรดำเนินงานลดการเผาในพื้นที่เกษตรทั่วประเทศปี 2568 ส่งสัญญาณบวกทั้งในด้านสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และการมีส่วนร่วมของชุมชน โดยข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียมชี้ว่า จุดความร้อน (Hotspot) ในพื้นที่เกษตรลดลง 12.70% เมื่อเทียบกับปี 2566 ตัวอย่างเช่น ในจังหวัดเชียงใหม่ช่วงมีนาคม 2566–2567 ลดลงสูงถึง 27% สะท้อนผลสัมฤทธิ์ของมาตรการลดการเผาอย่างเป็นรูปธรรม ที่ผ่านมากรมส่งเสริมการเกษตรขับเคลื่อนและส่งเสริมการบริหารจัดการเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรแก่เกษตรกรอย่างต่อเนื่อง เช่น การไถกลบเพื่อเพิ่มอินทรียวัตถุ การทำปุ๋ยหมัก–ปุ๋ยอินทรีย์ การใช้ฟางเลี้ยงสัตว์ และการสร้างรายได้จากการจำหน่ายเศษวัสดุชีวมวล เป็นต้น ทำให้สามารถนำเศษวัสดุเหลือใช้ทา
