กรมส่งเสริมการเกษตร
โดยทั่วไป ช่วงฤดูกาลการเก็บผลผลิตน้ำผึ้งจากผึ้งและชันโรง คือช่วงที่มีดอกไม้บานตั้งแต่ปลายปี จนกระทั่งเข้าสู่ฤดูร้อนในเดือนเมษายน ซึ่งจะได้น้ำผึ้งจากดอกไม้และผลไม้ที่ออกดอกในเดือนที่แตกต่างกัน ทำให้มีผลิตภัณฑ์น้ำผึ้งหลากหลายชนิด ได้แก่ น้ำผึ้งจากดอกไม้ป่าหรือดอกสาบเสือ น้ำผึ้งดอกลิ้นจี่ น้ำผึ้งดอกลำไย เป็นต้น ธรรมชาติของผึ้ง-ชันโรง โดยทั่วไป ประชากรผึ้งและชันโรงเจริญเติบโตได้ดีในช่วงอุณหภูมิระหว่าง 25-30 องศาเซลเซียส หากอุณหภูมิสูงกว่า 35 องศาเซลเซียส จะทำให้เกิดความเสี่ยงต่อพัฒนาของดักแด้จนไปถึงตัวเต็มวัยไม่แข็งแรงได้ ทำให้ประชากรภายในรังน้อยลง เกิดการล่มสลายของรังผึ้งและชันโรงได้ ทุกวันนี้ ภาวะโลกรวน (Climate Change) ทำให้ฤดูกาลเปลี่ยนแปลง ฤดูร้อนยาวนานขึ้น ฤดูหนาวสั้นลง ทำให้ระบบนิเวศและรอบการเพาะปลูกเปลี่ยนไป ปัจจุบันสภาพอากาศมีการเปลี่ยนแปลง ในเดือนมกราคม-มีนาคม เป็นช่วงที่อุณหภูมิเริ่มสูงขึ้น เกษตรกรจึงควรติดตามตรวจสอบสภาพอากาศ คาดการณ์การเกิดภัยในพื้นที่วางรังผึ้ง และบันทึกน้ำหนักรัง เพื่อวางแผนการตั้งรัง สถานที่ตั้ง การเคลื่อนย้ายรัง การดูแลและเก็บเกี่ยวน้ำผึ้งให้ได้ประสิทธิภาพ
กรมส่งเสริมการเกษตร โดยสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 1 จังหวัดชัยนาท จัดงานวันถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อเริ่มต้นฤดูกาลผลิตใหม่ (Field Day) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2569 ณ ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี ภายใต้แนวคิด “Cassava Solution 2026 : ปฏิวัติมันสำปะหลังด้วยเทคโนโลยี” โดยได้นำเสนอเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้ในการผลิตมันสำปะหลัง อาทิ การเตรียมดินและระบบน้ำ ท่อนพันธุ์สะอาดและการจัดการ โรคแมลง การผลิตน้ำหมักชีวภาพ การประยุกต์ใช้ BCG Model และการเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร นางธัญธิตา บุญญมณีกุล รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 1 จังหวัดชัยนาท รับผิดชอบ การดำเนินงานส่งเสริมการเกษตรในพื้นที่ 9 จังหวัดภาคกลาง ซึ่งมีพื้นที่ปลูกมันสำปะหลัง รวมกว่า 513,000 ไร่ โดยมีผลผลิตเฉลี่ย 2,880 กิโลกรัมต่อไร่ อย่างไรก็ตาม พบว่า เกษตรกรต้นแบบในพื้นที่จังหวัดสระบุรีสามารถประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการผลิต จนเพิ่มผลผลิตได้ถึง 8,000 กิโลกรัมต่อไร นางธัญธิตา กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับงาน Field Day ครั้งน
กรมส่งเสริมการเกษตร “เปิดฤดูกาลผลไม้” ผนึกกำลังเครือข่ายภาคีทุกภาคส่วน บูรณาการการทำงานผ่านแนวคิด “Learning Network” พร้อมจับมือ แฟลช เอ็กซ์เพรส ลดค่าขนส่งผลไม้เกษตรกร 10% มุ่งยกระดับการบริหารจัดการเศษวัสดุทางการเกษตรและระบบโลจิสติกส์ภาคเกษตรอย่างครบวงจร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุน และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลผลิตผลไม้ไทย นางอัญชลี สุวจิตตานนท์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า “ฤดูกาลผลไม้ถือเป็นช่วงเวลาสำคัญของเกษตรกรไทย ซึ่งผลไม้เป็นทั้งสินค้าเศรษฐกิจหลักและมีศักยภาพในการแข่งขันในตลาดโลกปีนี้คนไทยจะได้กินผลไม้คุณภาพ รวมถึงการจัดงานครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการเปิดฤดูกาลผลิต แต่เป็นการบูรณาการความร่วมมือด้านองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ผ่านเครือข่ายการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงการทำงานจากต้นน้ำสู่ปลายน้ำ ทั้งนี้ กรมส่งเสริมการเกษตรให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการเศษวัสดุทางการเกษตร โดยส่งเสริมให้เกษตรกรนำวัสดุเหลือใช้กลับมาใช้ประโยชน์ ลดการเผาในพื้นที่เกษตร ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและต่อยอดสู่ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) อย่างเป็นรูปธรรม ขณะเดียวกัน ยังได้ผลักดันการพัฒน
ท่ามกลางทิศทางการเติบโตของอุตสาหกรรมอาหารแปรรูปที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง “มันฝรั่งพันธุ์โรงงาน” กำลังกลายเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญที่เชื่อมโยงภาคการผลิตกับภาคอุตสาหกรรมได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือที่มีศักยภาพด้านภูมิอากาศและทรัพยากรการผลิต การขับเคลื่อนความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนจึงมีบทบาทสำคัญในการยกระดับทั้งระบบ ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เพื่อสร้างความมั่นคงทางวัตถุดิบ ลดการนำเข้า และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ การจัดงานถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อเริ่มต้นฤดูกาลผลิตใหม่ (Field Day) ณ อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา จึงสะท้อนภาพของการบูรณาการอย่างเป็นระบบระหว่างกรมส่งเสริมการเกษตรและภาคเอกชน ในการผลักดันการผลิตมันฝรั่งพันธุ์โรงงานอย่างยั่งยืน ผ่านองค์ความรู้ เทคโนโลยีสมัยใหม่ และระบบตลาดที่ชัดเจน มุ่งสู่เป้าหมายสำคัญในการยกระดับรายได้เกษตรกร สร้างห่วงโซ่อุปทานที่มีประสิทธิภาพ และวางรากฐานเกษตรไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงในระยะยาวเพื่อส่งเสริมการผลิตมันฝรั่งพันธุ์โรงงานอย่างยั่งยืน และขยายพื้นที่เพาะปลูกในอำเภอเชียงคำ สอดรับ กับความต้องการของอุตสาหกรรมมันฝรั่งแปรรูปที่มีแนวโน้ม
จากสถานการณ์เศรษฐกิจของโลกในปัจจุบันซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อราคาปุ๋ยที่ประเทศไทยต้องเผชิญ เนื่องจากปุ๋ยเคมีนับเป็นปัจจัยการผลิตที่สำคัญในการทำการเกษตร โดยต้นทุนประมาณ 20% เป็นค่าปุ๋ยเคมี และประเทศไทยนำเข้าปุ๋ย 98% คิดเป็นมูลค่าปีละประมาณ 60,000 ล้านบาท นางอัญชลี สุวจิตตานนท์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า กรมส่งเสริมการเกษตรห่วงใยพี่น้องเกษตรกร จึงส่งเสริมให้เกษตรกรใช้ปุ๋ยอย่างมีประสิทธิภาพ เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ และความต้องการของพืช โดยคำนึงถึงหลักการใช้ปุ๋ยแบบผสมผสานทั้งปุ๋ยเคมี ปุ๋ยอินทรีย์ และปุ๋ยชีวภาพ ตามค่าวิเคราะห์ดิน และการใช้ปุ๋ยตามหลักการ 4 ถูก คือ 1. ถูกชนิด/ถูกสูตร พิจารณาชนิดของปุ๋ยที่จะใช้ ไม่ว่าจะเป็นปุ๋ยเคมีหรือปุ๋ยอินทรีย์ และเลือกใช้ชนิดหรือสูตรปุ๋ยเคมีที่เหมาะกับช่วงระยะการเจริญเติบโตของพืช รวมทั้ง รู้จักพันธุ์พืชที่ปลูกด้วย เช่น ข้าวไวต่อช่วงแสง ข้าวไม่ไวต่อช่วงแสง หรือข้าวที่มีอายุสั้น เหมาะสมที่จะใช้ปุ๋ยชนิดหรือสูตรใดจึงสามารถเพิ่มประสิทธิภาพและผลผลิตได้ดี เป็นต้น 2. ถูกอัตรา ใส่ปุ๋ยในปริมาณที่ตรงตามความต้องการของพืชแต่ละระยะการเจริญเติบโต และธาตุอาหารแต่ละชนิดที่
คุณเดี่ยว หรือ “ว่าที่ ร.ต. พิทักษ์ พึ่งพเดช” เกษตรกรรุ่นใหม่ไฟแรงที่ประสบความสำเร็จในเส้นทางอาชีพเกษตรกรรม โดยเริ่มต้นจากนำที่ดินมรดกมาปรับปรุงเป็นสวนมะพร้าวอินทรีย์ ปลูกเอง พัฒนาตลาดเอง เน้นความสด “ปอกปุ๊บดื่มปั๊บ” เน้นขายสินค้าผ่านสื่อออนไลน์ ภายใต้แบรนด์ “เดี่ยว บ้านแพ้ว” กลายเป็นที่รู้จักจดจำของลูกค้า สินค้าเด่น คุณภาพดี ขายเป็น ก็เห็นกำไร โดยไม่ต้องพึ่งพาพ่อค้าคนกลางเหมือนในอดีต เวลาที่คุณเดี่ยวนำสินค้าออกขายงานอีเว้นต์ในแต่ละครั้ง ลูกค้าเข้าคิวยาวเหยียด ขายดิบขายดีจนสินค้าขายหมดในระยะเวลาอันรวดเร็ว จนขึ้นชื่อ “เดี่ยว บ้านแพ้ว” มะพร้าวอินทรีย์ของดีเมืองสมุทรสาครไปแล้ว ส่งผลให้ คุณเดี่ยว บ้านแพ้ว กลายเป็นเกษตรกรต้นแบบ ที่สร้างแรงจูงใจให้หนุ่มสาววัยทำงานหลายๆ คน อยากหวนคืนบ้านเกิด เพื่อไปพลิกฟื้นผืนดินให้เป็นแหล่งทำมาหากินเลี้ยงดูครอบครัวเช่นเดียวกับ “เดี่ยว บ้านแพ้ว” เกษตรกรไอดอลคนดัง สานต่ออาชีพเกษตรจากรุ่นสู่รุ่น ปัจจุบัน คุณเดี่ยว หรือ “ว่าที่ ร.ต. พิทักษ์ พึ่งพเดช” อาศัยอยู่บ้านเลขที่ 78/1 หมู่ที่ 6 ซอย 1 ถนนยกกระบัตร-หลักสี่ ตำบลยกกระบัตร อำเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร คุณเดี
7 มีนาคม 2569 – ณ แจ้งวัฒนะ ฮอลล์ ชั้น 5.5 เซ็นทรัล แจ้งวัฒนะ นายรพีทัศน์ อุ่นจิตตพันธ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีเปิดงาน Bangkok International Exotic Plants Show & Sale ครั้งที่ 19 #Spring มหกรรมไม้แปลก-ไม้หายากนานาชาติที่ยิ่งใหญ่ที่สุดงานหนึ่งของโลก โดยมีนายสรรพสิริ เชาวน์วาณิชย์ Show Director ให้การต้อนรับ การจัดงานครั้งนี้ ตอกย้ำศักยภาพของประเทศไทยในฐานะแหล่งผลิตและศูนย์กลางการค้าพรรณไม้สำคัญของโลก ภายในงานมีนักสะสม ผู้ประกอบการเกษตร และผู้หลงใหลในพรรณไม้จากทั้งในและต่างประเทศเข้ามาสัมผัสเสน่ห์ของ “Exotic Plant ไม้แปลกและไม้หายาก” ซึ่งกำลังเติบโตอย่างรวดเร็วในตลาดโลก นายรพีทัศน์ อุ่นจิตตพันธ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า ประเทศไทยมีความแข็งแกร่งอย่างมากในอุตสาหกรรมไม้แปลก-ไม้หายาก จนสามารถเรียกได้ว่าเป็น “เบอร์ 1 ของโลก” ในด้านนี้ เนื่องจากผู้ประกอบการไทย มีฐานรากการผลิตที่เข้มแข็ง และได้รับความเชื่อถืออย่างสูงจากตลาดต่างประเทศ ขณะเดียวกันประเทศไทยได้เปรียบในด้านสภาพภูมิอากาศที่เอื้ออำนวยต่อการเพาะปลูกไม้แปลก-ไม้หายากส่วนใหญ่เป็
นางอัญชลี สุวจิตตานนท์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า กรมส่งเสริมการเกษตรร่วมกับหน่วยงานภาคีทั้งภาครัฐ เอกชนและเกษตรกร วางแนวทางการบริหารจัดการทุเรียนเพื่อการส่งออกภาคตะวันออก กำหนดวันเก็บเกี่ยวทุเรียนภาคตะวันออก ปี 2569 เพื่อใช้เป็นกรอบระยะเวลาในการดำเนินงาน เพื่อให้ผลผลิตทุเรียนที่ออกสู่ตลาดมีคุณภาพคือ พันธุ์กระดุม วันที่ 20 มีนาคม 2569 พันธุ์ชะนีและพวงมณี วันที่ 10 เมษายน 2569 พันธุ์หมอนทองและก้านยาว วันที่ 20 เมษายน 2569 กำหนดการพิจารณาความอ่อน – แก่ของทุเรียน โดยใช้เกณฑ์กำหนดน้ำหนักเนื้อแห้งของทุเรียน ตามประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่อง กำหนดมาตรฐานสินค้าเกษตร : ทุเรียน มกษ. 3 – 2567 ลงวันที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2567 พันธุ์กระดุมทอง มีน้ำหนักเนื้อแห้งไม่น้อยกว่า 27% โดยมวล พันธุ์ชะนีและพวงมณี มีน้ำหนักเนื้อแห้ง ไม่น้อยกว่า 30% โดยมวล พันธุ์หมอนทองและก้านยาว มีน้ำหนักเนื้อแห้งไม่น้อยกว่า 32% โดยมวล ซึ่งถ้าผลการวิเคราะห์น้ำหนักเนื้อแห้งของทุเรียนน้อยกว่านี้ ถือว่าเป็นทุเรียนด้อยคุณภาพ (ทุเรียนอ่อน) “กรมส่งเสริมการเกษตรโดยสำนักงานเกษตรจังหวัด จะเป็นหน่วยรับผิดชอบ ในการจัดทำประกาศร่
กรมส่งเสริมการเกษตร เปิดการพัฒนาความรู้และศักยภาพเจ้าหน้าที่ หลักสูตร การผลิตและขยายพืชพันธุ์ดี 4 สายการผลิต เพื่อเสริมสร้างองค์ความรู้และศักยภาพให้แก่เจ้าหน้าที่กรมส่งเสริมการเกษตรทั่วประเทศ พร้อมยกระดับการทำงานแบบบูรณาการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตภาคการเกษตรและสร้างความมั่นคงทางอาหารอย่างยั่งยืน ณ โรงแรมเลิศธานี จังหวัดสุพรรณบุรี นายวีรศักดิ์ บุญเชิญ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมการเกษตร ในฐานะหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบการขับเคลื่อนระบบส่งเสริมการเกษตรของประเทศ ได้กำหนดให้การส่งเสริมการผลิตและขยายพันธุ์พืชพันธุ์ดีเป็นหนึ่งในภารกิจสำคัญ สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปี และนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่มุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและการใช้พันธุ์พืชที่เหมาะสมกับพื้นที่ การพัฒนาและถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการผลิตและขยายพันธุ์พืชพันธุ์ดีอย่างมีประสิทธิภาพ โดยกองขยายพันธุ์พืช เป็น “ผู้นำการผลิตขยายพันธุ์พืชพันธุ์ดีโดยใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม” โดยมีศูนย์ขยายพันธุ์พืชทั้ง 10 แห่ง ที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ เป็นฐานในการผลิตพันธุ์พืชพันธุ์ดี 4 สายการผลิต ที่มีระบบควบ
. ฤดูร้อนในปีนี้ จะเริ่มต้นตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ 259 ไปสิ้นสุดในช่วงกลางเดือนพฤษภาคม 2569 กรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ว่า ประเทศไทยจะมีอุณหภูมิโดยเฉลี่ยสูงกว่าปีที่ผ่านมา โดยคนไทยจะเผชิญสภาพอากาศร้อนจัดที่สุดในรอบปี ในช่วงปลายเดือนมีนาคมถึงกลางเดือนเมษายน 2569 พื้นที่ภาคเหนืออาจเจอสภาพอากาศร้อนสูงถึง 42 – 43 องศาเซลเซียส ด้านปริมาณน้ำฝนโดยรวมในปีนี้ มีแนวโน้มลดลงกว่าปกติ 30-40% ดังนั้นพื้นที่แล้งซ้ำซากนอกเขตชลประทาน อาจมีปริมาณน้ำไม่เพียงพอต่อการอุปโภคบริโภคและการเกษตร จึงขอให้ประชาชนวางแผนการใช้น้ำอย่างประหยัดและเกิดประโยชน์สูงสุด . “น้ำเค็มรุกพื้นที่การเกษตร” เป็นปัญหาที่เกษตรกรในพื้นที่กรุงเทพมหานคร นนทบุรี ปทุมธานี ฉะเชิงเทรา สมุทรปราการ และนครปฐม มักเจอในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ – เมษายนของทุกปี น้ำเค็มจากทะเลจะรุกเข้าสู่แม่น้ำเป็นระยะทางไกลขึ้น ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการใช้น้ำด้านเกษตรกรรม เนื่องจากค่าความเค็มสูงกว่าค่ามาตรฐานที่พืชรับได้ สร้างความเสียหายให้กับพื้นที่สวนกล้วยไม้ สวนไม้ผลไม้ยืนต้น และพืชอื่นๆ หากใช้น้ำในคลองที่มีค่าความเค็มสูงไปรดต้นพืช จะเกิดค
