กระเจี๊ยบเขียว
กระเจี๊ยบเขียว เป็นพืชที่ปลูกมากในภาคกลางของไทยเพื่อบริโภคฝักสด เป็นสินค้าส่งออกไปยังประเทศจีนและญี่ปุ่นมากถึง 62,000 ตัน/ปี ทั้งนี้หลังการเก็บเกี่ยว เกษตรกรจะทำการคัดแยกคุณภาพสินค้าที่ได้มาตรฐานส่งออก ส่วนกระเจี๊ยบเขียวตกเกรดที่มีรูปร่าง ขนาด สี ไม่เป็นไปตามมาตรฐานมากถึง 23% โดยที่คุณค่าทางโภชนาการไม่ได้สูญเสียไปเลย ยังอุดมไปด้วยสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพที่สำคัญ เช่น วิตามินC สารต้านอนุมูลอิสระ (ฟลาโวนอยด์ สารประกอบฟินอลิก) และ Superoxide dismutase ที่ช่วยยับยั้งเซลล์มะเร็ง ทีมนักวิจัยรุ่นเยาว์ โครงการ วมว.มก.กำแพงแสน ประกอบด้วย นางสาวอภิญญา ชีววัฒนาพงศ์ นายพุฒิพงศ์ กาญจน์บริรักษ์ นายอีศภัทร เรือนทองดี โดยมี ผศ.ดร.ประภา โซ๊ะสลาม คณะศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์ และ ดร.ฐาปกรณ์ ชุมพล คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน เป็นที่ปรึกษาโครงการ ทีมนักวิจัยได้ศึกษาพบว่า กระเจี๊ยบเขียวตกเกรดที่ทิ้งเป็นขยะจะกลายเป็นก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยออกสู่ชั้นบรรยากาศโลกมากถึง 1.5 ล้านตัน CO,/ปี จึงได้นำกระเจี๊ยบเขียวตกเกรดมาศึกษาแนวทางการแปรรูป 3 วิธี ( ผลสด&nbs
ก่อนที่กระแสจะโด่งดังในโซเชียล กระเจี๊ยบเขียวเป็นพืชที่คุ้นเคยในครัวไทยมาช้านาน มักนำมาลวก ต้ม หรือรับประทานสดคู่กับน้ำพริก หรือเป็นส่วนประกอบในแกงบางชนิด แต่สิ่งที่ทำให้กระเจี๊ยบเขียวเป็นที่สนใจอย่างมากในระดับโลก คือ “น้ำเมือก” หรือ Mucilage ที่อยู่ในฝักนั่นเอง กระเจี๊ยบเขียว มีถิ่นกำเนิดในแถบแอฟริกาตะวันตก ในประเทศซูดาน มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Abelmoschus esculentus (L.) Moench อยู่ในวงศ์ MALVACEAE มีชื่อเรียกท้องถิ่นที่หลากหลาย อาทิ กระเจี๊ยบมอญ กระต๊าด มะเขือทะวาย มะเขือมอญ ถั่วเละ เป็นต้น เจริญได้ดีในเขตร้อนและเขตอบอุ่น จึงสามารถปลูกได้ในทุกภาคของประเทศไทย โดยเฉพาะในภาคกลาง และปลูกได้ตลอดทั้งปี ผลหรือฝักกระเจี๊ยบเขียว เป็นส่วนที่นิยมนำมารับประทาน มีลักษณะคล้ายนิ้วมือ มีสีเขียวทรงเรียวยาว ปลายฝักแหลมเป็นจีบ ผิวฝักมีเหลี่ยมเป็นสัน โดยฝักมีสันเป็นเหลี่ยมตามยาวห้าเหลี่ยม ตามฝักจะมีขนอ่อน ๆ อยู่ทั่วฝัก และมีเมล็ดลักษณะกลมอยู่มาก ในฝักมีน้ำเมือกเหนียว เมื่อโดนความร้อนจะมีน้ำเมือกมากขึ้น ฝักอ่อนมีสีเขียว รสหวานกรอบอร่อย เมื่อแก่จะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล มีเนื้อเหนียว จึงไม่นิยมรับปร
เมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 เสด็จพระราชดำเนิน ณ ศูนย์ฝึกอบรมเยาวชนเกษตรวัดญาณสังวรารามวรมหาวิหาร อันเนื่องมาจากพระราชดำริ เลขที่33 หมู่1 ต.ห้วยใหญ่ อ.บางละมุง จังหวัดชลบุรี เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2531 ได้มีพระราชกระแสรับสั่งข้อหนึ่งว่า “การนำพันธุ์ใหม่หรือพันธุ์ต่างประเทศต้องระวังเรื่องโรค ถ้าเกิดโรคแล้วจะเกิดเสียหายมากและขาดทุน การนำพันธุ์ต่างประเทศมาราคาสูงไม่ควรพึ่งพา” ในการเพาะปลูกของเกษตรกรโดยทั่วไปต้องซื้อเมล็ดพันธุ์จากตลาดเมล็ดพันธุ์เพื่อนำมาปลูกทุกครั้ง เนื่องจากไม่สามารถเก็บเมล็ดพันธุ์ปลูกต่อได้ ถ้าเกษตรกรสามารถเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ใช้ได้เองจะช่วยลดต้นทุนการผลิตและสามารถพึ่งตนเองได้ตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง ปัจจุบันความต้องการผลผลิตเกษตรธรรมชาติมีมากขึ้นและตามมาตรฐานเกษตรกรรมชาตินั้นต้องใช้เมล็ดพันธุ์ที่ผลิตภายใต้เกษตรธรรมชาติ กระเจี๊ยบเขียวมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Abelmoschus esculentus (L.) Moench เป็นพืชสกุลเดียวกับชบา มีถิ่นกำเนิดในประเทศซูดาน แถบแอฟริกาตะวันตก สันนิฐานว่านำเข้ามาปลูกในประเทศไทยประมาณปี พ.ศ. 241
อยากสุขภาพดี อย่าพลาด! ผัก 2 ชนิด ขวัญใจคนญี่ปุ่น อีกหนึ่งเคล็ดลับช่วยให้มีอายุยืนยาว แถมยังมีที่ไทย หากินง่าย ขายไม่แพง! ผักพื้นบ้าน 2 ชนิดที่สามารถหาซื้อได้ในราคาถูกในไทย คือ มะระขี้นก และ กระเจี๊ยบเขียว ซึ่งได้รับความนิยมอย่างสูงในญี่ปุ่นและถือเป็นกุญแจสู่การมีอายุยืนยาว กระเจี๊ยบเขียว กระเจี๊ยบเขียว เป็นผักที่นิยมบริโภคอย่างมากในประเทศญี่ปุ่น นำไปปรุงในเมนูต่าง ๆ ตั้งแต่ okura no aemono หรือ สลัดกระเจี๊ยบเขียว ไปจนถึงการลวกหรือนึ่งง่าย ๆ กระเจี๊ยบเขียวยังจัดอยู่ในกลุ่ม “neba neba foods” หรือเมนูลื่นๆ เหนียวๆ เช่น นัตโตะ สาหร่ายโมซุกุ หรือ เห็ด nameko ชาวญี่ปุ่นเชื่อว่าอาหารกลุ่มนี้ดีต่อระบบทางเดินอาหารและสุขภาพลำไส้ จนบางครั้งกระเจี๊ยบเขียวถูกขนานนามว่า “โสมสีเขียว” ของชาวญี่ปุ่น เป็นหนึ่งในเคล็ดลับชีวิตยืนยาว กระเจี๊ยบเขียวในไทย ต้นกระเจี๊ยบเขียว มีถิ่นกำเนิดในแถบแอฟริกาตะวันตก ในประเทศซูดาน และสันนิษฐานว่าน่าจะมีการนำเข้ามาในประเทศไทยหลังปี พ.ศ.2416 โดยจัดเป็นพืชล้มลุกที่มีอายุประมาณ 1 ปี มีความสูงประมาณ 0.5-2.4 เมตร ลำต้นและกิ่งก้านมีสีเขียว แต่บางครั้งก็มีจุดประม่วง ตามลำต้นจะม
กระเจี๊ยบเขียว เป็นพืชผักส่งออกที่มีความสำคัญของประเทศไทยอีกชนิดหนึ่ง มีเนื้อที่เพาะปลูกกระเจี๊ยบเขียวรวมทั้งประเทศจำนวน 3,797 ไร่ โดยตลาดการค้าหลักอยู่ที่ประเทศญี่ปุ่น ที่ต้องการนำเข้าทั้งในรูปฝักสดหรือแช่เย็นและแช่แข็ง ที่ผ่านมา ประเทศไทยผลิตกระเจี๊ยบเขียว ไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาดส่งออกและในประเทศ โดยอุปสรรคสำคัญ เกิดจากปัญหาการระบาดของศัตรูพืช และคุณภาพฝักไม่ได้ตามที่ตลาดญี่ปุ่นต้องการ ดังนั้นศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรกาญจนบุรี กรมวิชาการเกษตร จึงวิจัยและพัฒนาพันธุ์กระเจี๊ยบเขียวพันธุ์ใหม่ เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว โดยผสมข้ามพันธุ์ระหว่าง L09 x M14 ซึ่งเป็นสายพันธุ์คัดเลือกจากพันธุ์อินเดียที่ให้ฝักมีคุณภาพตามมาตรฐานการส่งออกและต้านทานต่อโรคเส้นใบเหลืองในปี 2558แล้วนำมาปลูกคัดเลือกร่วมกับลูกผสมอื่นๆ อย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งสามารถคัดเลือกสายพันธุ์กระเจี๊ยบเขียว คือ “ พันธุ์ กวก.กาญจนบุรี 1”ที่มีลักษณะทางการเกษตรดี ให้ผลผลิตสูง ลักษณะฝักตรง สีเขียว-เขียวเข้มได้คุณภาพตามมาตรฐานการส่งออก และกลายเป็นพันธุ์แนะนำของกรมวิชาการเกษตร ผ่านการรับรองพันธุ์เมื่อวันที่ 26
กลางวันอากาศร้อนแดดแรง กลางคืนอากาศเย็นอุณหภูมิลดต่ำลงในช่วงนี้ กรมวิชาการเกษตร แนะเกษตรกรผู้ปลูกกระเจี๊ยบเขียวให้เฝ้าระวังโรคเส้นใบเหลือง ที่สามารถพบได้ในทุกระยะการเจริญเติบโตของพืช อาการเริ่มแรกจะพบใบกระเจี๊ยบเขียวด่าง เส้นใบมีสีเหลือง ยอดเหลือง ใบและยอดม้วนงอ ต้นเตี้ยแคระแกร็น ฝักมีสีเหลือง ติดฝักน้อย และฝักไม่สมบูรณ์ สำหรับในแปลงปลูกกระเจี๊ยบเขียวที่มีการระบาดของโรค ให้เกษตรกรหมั่นตรวจแปลงปลูกอย่างสม่ำเสมอ ถ้าพบต้นที่เป็นโรค ให้ถอนแล้วนำไปทำลายนอกแปลงปลูกทันที และกำจัดวัชพืชในแปลงและรอบแปลงปลูก โดยเฉพาะวัชพืชที่เป็นพืชอาศัยของเชื้อไวรัสสาเหตุโรค เช่น สาบแร้งสาบกา กะเม็ง หญ้าขน ลำโพง โทงเทง และขี้กาขาว เพื่อลดแหล่งสะสมเชื้อไวรัสและแมลงพาหะ กรณีพบโรค เชื้อไวรัสสาเหตุโรคพืชยังไม่มีสารป้องกันกำจัดโดยตรง แต่สามารถป้องกันการระบาดของโรคได้ ด้วยการกำจัดแมลงหวี่ขาวยาสูบที่เป็นพาหะนำโรค โดยใช้สารฆ่าแมลงบูโพรเฟซิน 25% ดับเบิ้ลยูจี อัตรา 10 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารอิมิดาโคลพริด 10% เอสแอล อัตรา 20 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารคาร์โบซัลแฟน 20% อีซี อัตรา 3 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร หลังการเก็บเ
กระเจี๊ยบเขียว ชื่อวิทยาศาสตร์ Abelmoschus esculentus (L.) Moench จัดอยู่ในวงศ์ชบา ถิ่นกำเนิดในแถบแอฟริกาตะวันตก ในประเทศซูดาน สันนิษฐานว่านำเข้ามาในประเทศไทยหลังปี พ.ศ. 2416 จัดเป็นพืชล้มลุก อายุ 1 ปี สูง 0.5-2.4 เมตร ลำต้นและกิ่งก้านสีเขียว แต่บางครั้งมีจุดประม่วง ตามลำต้นมีขนอ่อนหยาบๆ ขึ้นปกคลุมเช่นเดียวกับใบและผล ใบเดี่ยวขนาดใหญ่ ลักษณะใบคล้ายรูปฝ่ามือเรียงสลับกัน ใบมักเว้าเป็น 3 แฉก กว้างประมาณ 10-30 เซนติเมตร ปลายใบหยักแหลม โคนใบเว้าเป็นรูปหัวใจ ก้านใบยาว ดอกสีเหลืองอ่อน ที่โคนกลีบดอกด้านในมีสีม่วงออกแดงเข้มรูปไข่กลับหรือค่อนข้างกลม ออกดอกตามง่ามใบ ผลเป็นฝักสีเขียวทรงเรียวยาว มักโค้งเล็กน้อย ปลายฝักแหลมเป็นจีบ ผิวฝักมีเหลี่ยมเป็นสัน ฝักอ่อนมีรสหวานกรอบอร่อย ส่วนฝักแก่เนื้อเหนียวไม่เป็นที่นิยม เจริญเติบโตได้ดีในอากาศกึ่งร้อน ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด ที่มา : ขอบคุณข้อมูลจากข่าวสด
ปลูกได้ตลอดปี รสชาติดี ฝักสีเขียวอวบใหญ่ มีห้าเหลี่ยม ติดผลดก ต้นแข็งแรง มีแอนโทไซยายนิน กลูตาไทโอนช่วยควบคุมสารอนุมูลอิสระในร่างกาย แหล่งที่มา : บริษัท อีสท์ เวสท์ ซีด จำกัด จ.นนทบุรี (ศรแดง) โทรศัพท์ 02-831-7777
