Featured เทคนิคเกษตร

น้ำเมือกกระเจี๊ยบเขียว ไวรัลดัง TikTok จริงๆ มาจากไหน? ไขความลับพืชตระกูลเมือกประโยชน์สูง

ก่อนที่กระแสจะโด่งดังในโซเชียล กระเจี๊ยบเขียวเป็นพืชที่คุ้นเคยในครัวไทยมาช้านาน มักนำมาลวก ต้ม หรือรับประทานสดคู่กับน้ำพริก หรือเป็นส่วนประกอบในแกงบางชนิด แต่สิ่งที่ทำให้กระเจี๊ยบเขียวเป็นที่สนใจอย่างมากในระดับโลก คือ “น้ำเมือก” หรือ Mucilage ที่อยู่ในฝักนั่นเอง

กระเจี๊ยบเขียว มีถิ่นกำเนิดในแถบแอฟริกาตะวันตก ในประเทศซูดาน มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Abelmoschus esculentus (L.) Moench อยู่ในวงศ์ MALVACEAE มีชื่อเรียกท้องถิ่นที่หลากหลาย อาทิ กระเจี๊ยบมอญ กระต๊าด มะเขือทะวาย มะเขือมอญ ถั่วเละ เป็นต้น เจริญได้ดีในเขตร้อนและเขตอบอุ่น จึงสามารถปลูกได้ในทุกภาคของประเทศไทย โดยเฉพาะในภาคกลาง และปลูกได้ตลอดทั้งปี

ผลหรือฝักกระเจี๊ยบเขียว เป็นส่วนที่นิยมนำมารับประทาน มีลักษณะคล้ายนิ้วมือ มีสีเขียวทรงเรียวยาว ปลายฝักแหลมเป็นจีบ ผิวฝักมีเหลี่ยมเป็นสัน โดยฝักมีสันเป็นเหลี่ยมตามยาวห้าเหลี่ยม ตามฝักจะมีขนอ่อน ๆ อยู่ทั่วฝัก และมีเมล็ดลักษณะกลมอยู่มาก ในฝักมีน้ำเมือกเหนียว เมื่อโดนความร้อนจะมีน้ำเมือกมากขึ้น ฝักอ่อนมีสีเขียว รสหวานกรอบอร่อย เมื่อแก่จะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล มีเนื้อเหนียว จึงไม่นิยมรับประทาน

สำนักโภชนาการ กรมอนามัย ระบุว่า “กระเจี๊ยบเขียว” เป็นผักพื้นบ้านที่อัดแน่นด้วยสารอาหารสำคัญหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็น วิตามินบี 2 ที่ช่วยป้องกันโรคปากนกกระจอก, โฟเลต ที่จำเป็นต่อการสร้างเม็ดเลือดแดง, โพแทสเซียม ที่ช่วยควบคุมสมดุลน้ำและความเป็นกรด–ด่างในร่างกาย รวมถึง แคลเซียม ที่ช่วยให้กระดูกแข็งแรง นอกจากนี้ กระเจี๊ยบเขียวยังมีสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยเสริมภูมิคุ้มกันและลดความเสี่ยงต่อโรคหลายชนิด เช่น มะเร็งบางชนิด และโรคอ้วน


อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญย้ำว่า การกินกระเจี๊ยบเขียวสดทั้งผล จะได้รับประโยชน์สูงสุด ไม่ใช่การดื่มแค่น้ำแช่กระเจี๊ยบเขียวที่กำลังเป็นกระแสบนโซเชียล เพราะเมื่อเราหั่นกระเจี๊ยบแล้วแช่น้ำทิ้งไว้ข้ามคืน สารอาหารสำคัญอย่าง วิตามินซี วิตามินบี และโฟเลต (วิตามินบี 9) จะสลายตัวได้ง่าย เนื่องจากเป็นวิตามินที่ละลายน้ำและเสื่อมสภาพเร็วเมื่อสัมผัสน้ำ แสง หรือความร้อนเป็นเวลานาน

คุณค่าทางโภชนาการ

กระเจี๊ยบเขียว 100 กรัม ให้พลังงาน 33 กิโลแคลอรี ประกอบด้วย คาร์โบไฮเดรต 7.45 กรัม น้ำตาล 1.48 กรัม เส้นใยอาหาร 3.2 กรัม ไขมัน 0.19 กรัม โปรตีน 1.93 กรัม น้ำ 89.58 กรัม วิตามินเอ 36 ไมโครกรัม 5% วิตามินบีหนึ่ง 0.2 มิลลิกรัม 17% วิตามินบีสอง 0.06 มิลลิกรัม 5% วิตามินบีสาม 1 มิลลิกรัม 7% วิตามินบีหก 0.215 มิลลิกรัม วิตามินซี 23 มิลลิกรัม 28% วิตามินอี 0.27 มิลลิกรัม 2% วิตามินเค 31.3 ไมโครกรัม แคลเซียม 82 มิลลิกรัม 8% เหล็ก 0.62 มิลลิกรัม 5% แมกนีเซียม 57 มิลลิกรัม 16% โพแทสเซียม 299 มิลลิกรัม 6% และสังกะสี 0.58 มิลลิกรัม 6%
หมายเหตุ % ร้อยละของปริมาณแนะนำที่ร่างกายต้องการในแต่ละวันสำหรับผู้ใหญ่

สรรพคุณทางยา

กระเจี๊ยบเขียวมีสารพวกกลูตาไธโอน ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการควบคุมสารอนุมูลอิสระในร่างกาย การสร้างสารซ่อมแซมเซลล์ และทำปฏิกิริยาขจัดสารพิษที่เกิดในร่างกาย ช่วยต้านมะเร็งได้เป็นอย่างดี และมีสาระสำคัญอื่น ๆ อีกมากมาย นอกจากนี้ยังพบว่า กระเจี๊ยบเขียวช่วยป้องกันเซลล์ประสาทบริเวณฮิปโปแคมปัส ที่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้และความจำถูกทำลายจากสาร dexamethasone ตัวอย่างสรรพคุณทางยาของกระเจี๊ยบเขียว มีดังนี้

ผลดิบ : มีเมือกคล้ายน้ำยางใส มีเส้นใยอาหาร ที่มีประโยชน์ต่อระบบการย่อยอาหารอย่างมาก ต้านเบาหวาน ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดและควบคุมความดันให้เป็นปกติ รักษาหลอดเลือดตีบตัน ขจัดไขมัน ลดคอเลสเตอรอล เป็นยาระบายอ่อน ๆ มีสารเพกทินและกัม ช่วยเคลือบแผลในกระเพาะอาหารและลำไส้ ป้องกันไม่ให้เกิดการลุกลามของแผลและยังช่วยยับยั้งเชื้อแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดแผลในกระเพาะอาหารได้ ช่วยให้ระบบย่อยอาหารมีประสิทธิภาพดีมากขึ้น

ผลแก่ : ต้มน้ำดื่มแก้โรคบิด ปวดท้องโรคกระเพาะ ต้มน้ำเกลือดื่ม รักษาโรคกรดไหลย้อน ช่วยขับปัสสาวะ มีสารโฟเลตสูง บำรุงเม็ดเลือดแดง แก้หวัดคัดจมูก ฆ่าพยาธิตัวจี๊ด บำรุงพัฒนาทารกในครรภ์ ใบหรือยอดอ่อน ช่วยขับเหงื่อ แก้โรคปากนกกระจอก

ราก : ใช้รักษากามโรค เช่น หนองใน ซิฟิลิส ใช้ล้างแผลพุพอง
ดอก : รักษาฝี

⚠️ ข้อควรระวังและการบริโภคที่สมดุล

แม้ว่ากระเจี๊ยบเขียวจะมีประโยชน์มหาศาล แต่การบริโภคก็ควรอยู่บนพื้นฐานของความพอดีในปริมาณที่เหมาะสม

  1. ไม่ได้แทนที่ยา สำหรับผู้ป่วยเบาหวานหรือมีภาวะสุขภาพอื่น ๆ กระเจี๊ยบเขียวคืออาหารเสริมสุขภาพ ไม่ใช่ยา ยังคงต้องรับประทานยาตามที่แพทย์สั่งและปรึกษาแพทย์ก่อนการปรับเปลี่ยนอาหารอย่างมีนัยสำคัญ
  2. ใยอาหารสูงมาก การบริโภคใยอาหารในปริมาณที่มากเกินไปอย่างรวดเร็วอาจทำให้เกิดอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ หรือมีแก๊สในกระเพาะอาหารได้ ควรเริ่มจากปริมาณน้อย ๆ และเพิ่มขึ้นอย่างช้า ๆ
  3. ผลต่อการดูดซึมยา เนื่องจากน้ำเมือกสามารถชะลอการดูดซึมสารอาหารได้ หากคุณกำลังรับประทานยาเม็ดสำหรับรักษาโรคบางชนิด ควรเว้นระยะเวลาการดื่มน้ำเมือกกระเจี๊ยบเขียวกับการรับประทานยา อย่างน้อย 1-2 ชั่วโมง เพื่อป้องกันไม่ให้ประสิทธิภาพของยาลดลง

ขอบคุณที่มา : https://siweb.dss.go.th/index.php/th/interesting-articles/7025-2023-09-12-03-14-44 , https://nutrition2.anamai.moph.go.th/th/dm-km/download?id=40517&mid=31943&mkey=m_document&lang=th&did=14354

Related Posts