การเลี้ยงกุ้ง
เป็นที่ทราบกันดีกว่า “คุณภาพน้ำ” นับเป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำทุกชนิด โดยเฉพาะกุ้ง สัตว์น้ำเศรษฐกิจที่มีความเปราะบางสูง “น้ำ” ไม่เพียงเป็นแหล่งอยู่อาศัย ยังเป็นแหล่งอาหารและแร่ธาตุสำคัญ เมื่อเกิดปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพน้ำ ย่อมส่งผลกระทบต่อคุณภาพของสัตว์น้ำตามไปด้วย กรณีปัญหาสารพิษที่ปนเปื้อนใน “แม่น้ำกก” เป็นประเด็นที่สังคมจับตามองอย่างต่อเนื่อง นับจากปี 2568 ที่ได้ตรวจสอบพบผลกระทบจาการเผชิญปัญหามลพิษจากการปนเปื้อนโลหะหนัก (สารหนูแคดเมียมตะกั่ว) ในแม่น้ำกก ซึ่งมีการสันนิษฐานว่าสาเหตุการปนเปื้อนมาจากการทำเหมืองแร่ข้ามพรมแดน จนทำให้เกิดผลกระทบต่อสัตว์น้ำอย่างรุนแรง ทั้งปลาป่วยติดเชื้อมีแผลตามตัวและระบบนิเวศทางน้ำถูกทำลาย ส่งผลให้ความหลากหลายทางชีวภาพลดลง รวมถึงสร้างความเสี่ยงต่อสุขภาพของประชาชนในระยะยาว จนถึงขณะนี้ผ่านมากว่า 7 เดือนแล้ว ปัญหาของแม่น้ำกกยังไม่ได้รับการแก้ไข สำหรับเกษตรกรผลสะท้อนจากคุณภาพน้ำ สัมพันธ์ต่ออัตราการรอดของสัตว์น้ำ โดยเฉพาะกุ้ง หากคุณภาพน้ำไม่สะอาด ปลอดภัย ก็มีความเสี่ยงที่จะนำพาเชื้อโรคกุ้งเข้ามาสร้างความเสียหายในฟาร์มได้ ในมุมมองข
อุตสาหกรรมกุ้งไทย คาดการณ์ว่าในปี 2569 จะเป็นปีพลิกฟื้นการส่งออกกุ้งกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง จากการที่สหรัฐประกาศอัตราภาษีนำเข้ากุ้งจากประเทศคู่แข่งอินเดีย ในอัตรา 60% เทียบกับไทยที่เสียภาษีนำเข้า 19% ไทยจึงมีโอกาสจะคว้าตลาดสหรัฐ ที่เคยเป็นของอินเดียถึง 3 แสนตันได้ นอกจากนี้ยังมีตลาดสหภาพยุโรปที่ใกล้เจรจาความตกลงเปิดเขตการค้าเสรีกับไทยได้สำเร็จอีก 30,000 ตัน อย่างไรก็ตาม โอกาสในการไขว่คว้าตลาดส่งออกจะเกิดขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อไทยต้อง “ผลิตกุ้ง” เพิ่มขึ้นจากปัจจุบัน 270,000 ตัน ให้ได้ตามเป้าหมายของสมาคมกุ้งไทยคาดไว้ 400,000 แสนตันเสียก่อน ไม่เช่นนั้น ตลาดดี ไม่มีสินค้า ก็เท่ากับเสียโอกาส การเพิ่มผลผลิตกุ้งนั้นเป็นประเด็นหนึ่งที่ได้มีการแลกเปลี่ยนมุมมองกันในงาน Thai Aqua Expo 2025 จัดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ นายไพโรจน์ อภิรักษ์นุสิทธิ์ ผู้อำนวยการใหญ่ ธุรกิจสัตว์น้ำครบวงจรเขตประเทศไทย บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ กล่าวว่า ปัญหาหลักของเกษตรกรไทยผู้เลี้ยงกุ้งไทยวันนี้มี 2 เรื่อง 1. ความเสียหายประกอบด้วย 1.1 ความเสียหายที่ไม่สามารถสร้างผลผลิตได้ 1.2 ความเสีย
“การพัฒนาระบบการเลี้ยงทำให้ประสิทธิภาพการผลิต ผลผลิตต่อไร่ของกุ้งขาวต่อฟาร์มในจ.ฉะเชิงเทราอยู่ที่ 800 – 1,500 ก.ก. และมีบางฟาร์มที่พัฒนาการเลี้ยงสามารถเพิ่มผลผลิต ไปถึง 2 ตัน โดยภาพรวมทั้งจังหวัดมีประมาณเดือนละประมาณ 2,000 ตัน หรือปีละ 24,000 ตัน ซึ่งอาจจะเรียกได้ว่า กุ้งเป็นสินค้าหลักอย่างหนึ่งของจังหวัดฉะเชิงเทรา ถ้าวัดความเป็นท็อป กุ้งขาวน่าจะเป็น 1 เลย สร้างรายได้ที่ดี และก็เร็วด้วย” คนึง คมขำ ประมงจังหวัดฉะเชิงเทรา เล่าในถึงสถานการณ์การเลี้ยงกุ้งในปัจจุบัน คุณคนึง คมขำ ได้ถ่ายทอดประสบการณ์ในช่วง 3 ปี หลังจากเข้ามารับตำแหน่ง “ประมงจังหวัดฉะเชิงเทรา” ให้ฟังว่า ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา พื้นที่เลี้ยงกุ้งในฉะเชิงเทรา ทรงตัวอยู่ที่ประมาณ 55,000 ไร่ ทั้งจังหวัด เดิมเกษตรกรรายย่อยผู้เลี้ยงกุ้ง ประสบปัญหาเรื่องต้นทุนการเลี้ยงสูงขึ้น ทำให้เกษตรกรรายย่อยที่จะอยู่ได้ จะต้องมีทุนมากพอที่จะเลี้ยง และดูแล ขยายความ “ต้นทุน” ที่เพิ่มขึ้น ปัญหาต้นทุนที่เพิ่มขึ้น สาเหตุหลักมาจากค่าพลังงาน วัตถุดิบและปัจจัยการผลิตต่างๆ เพราะการเลี้ยงปัจจุบัน ต้องมีการใช้จุลินทรีย์บำบัด
“ สาริกาฟาร์ม 4 ” จังหวัดฉะเชิงเทรา นับเป็นต้นแบบของการเลี้ยงกุ้งบ่อเล็ก ขนาด 1 ไร่ (1,600 ตรม.) ที่มีแนวทางลดต้นทุน เพิ่มผลกำไร โดยการลด ละ เลิกใช้สารเคมี และยาปฏิชีวนะ เลือกใช้หัวเชื้อจุลินทรีย์ของกรมประมงภายในฟาร์ม ทำให้สัตว์น้ำแข็งแรง อัตราการรอดสูง ทนต่อความเครียดจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศได้ดีแล้ว ยังพบสารอินทรีย์ตกค้างในพื้นบ่อเพาะเลี้ยงน้อยลงกว่าเดิม ทำให้คุณภาพน้ำดีขึ้น สามารถเพาะเลี้ยงกุ้งโดยไม่มีการถ่ายน้ำ ทำให้ต้นทุนต่ำ มีผลกำไรมากขึ้น เฉลี่ยพื้นที่ 1 ไร่ กำไร1ล้าน ทำฟาร์มผลิตกุ้งคุณภาพดี ทั้งใส่ใจดูแลสิ่งแวดล้อม คุณชาลี จิตรประสงค์ ประธานชมรมผู้เลี้ยงกุ้งฉะเชิงเทรา เจ้าของกิจการสาริกาฟาร์ม4 สะสมประสบการณ์ในการเพาะเลี้ยงกุ้ง มากว่า 30 ปี เขามุ่งมั่นที่จะผลิตกุ้งคุณภาพดี สด สะอาด ปลอดภัยไร้สารตกค้าง จำหน่ายภายในประเทศและส่งออก ขณะเดียวกันก็ใส่ใจดูแลสิ่งแวดล้อม ความหลากหลายทางชีวภาพ ยกระดับบริหารจัดการฟาร์มอย่างเป็นระบบจนได้รับมาตรฐาน Aquaculture Stewardship Council (ASC) ซึ่งเป็นมาตรฐานฟาร์มเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่มีความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ของสหภาพยุโรป ปัจจุบ
กุ้งเครย์ฟิช หรือกุ้งก้ามแดง หรือล็อบสเตอร์น้ำจืด สัตว์เศรษฐกิจตัวใหม่ที่น่าจับตามอง ลักษณะทั่วไปจะมีก้ามโต ลำตัวใหญ่ เปลือกหนา สีแดงเข้มน่ากินเมื่อทำให้สุก แต่รสชาติอย่าบอกใครเชียว เป็นเมนูระดับภัตตาคารที่เป็นที่ต้องการของตลาดสูงมากในตอนนี้ และกำลังทำให้หนุ่มวัย 30 ปี อย่าง คุณจักรกฤษณ์ พิศาลเดช หนุ่มจากอำเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น ผู้ประสบความสำเร็จที่เป็นทั้งผู้เลี้ยงและผู้รับซื้อในตอนนี้ที่มีคำสั่งซื้อกว่า 2,000 กิโลกรัมต่อวัน คุณจักรกฤษณ์ได้ทำมาหลากหลายอาชีพ และมองหาตลาดที่ไม่ค่อยมีคนเริ่มคือ กุ้งเครย์ฟิช ที่ไม่ค่อยมีคนเริ่มเลี้ยงมากในตอนแรก จนปัจจุบันขายส่งทั่วไทยและประเทศเพื่อนบ้าน เช่น พม่า กัมพูชา ลาว ส่งออก 70 เปอร์เซ็นต์ อีก 30 เปอร์เซ็นต์ส่งภายในภัตตาคารในไทย จุดเริ่มต้นของผมเริ่มเลี้ยงตั้งแต่ปี 2557 ทำมาด้วยความตั้งใจ และเริ่มขยับขยายช่วงปลายปี 2558 เริ่มด้วยบ่อปูนตามรูป จนถึงปัจจุบันเป็นทั้งผู้เลี้ยงและผู้รับซื้อและมีตลาดส่งอยู่ในมือ เริ่มจากความตั้งใจและความซื่อสัตย์ต่อลูกค้า จึงเกิดความเชื่อถือเชื่อมั่นจนประสบความสำเร็จจนถึงปัจจุบันนี้ กุ้งเครย์ฟิชทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น
“การดูแลกุ้งให้ประสบความสำเร็จ สุขภาพกุ้งต้องแข็งแรง การจัดการฟาร์มต้องดี เปรียบเทียบกุ้งก็เหมือนกับชีวิตคนเรา ถ้าหากกุ้งกินดี ออกกำลังกายอยู่เป็นประจำก็ย่อมที่จะแข็งแรงเหมือนคนเช่นเดียวกัน” คุณสมธิดา ภักดีภักดิ์ (คุณจั่น) สาวน้อยมาดเข้มที่มุ่งทำตามฝันผ่านการนำความรู้ที่บ่มเพาะมาแต่ครั้งเยาว์วัยด้วยครอบครัวประกอบธุรกิจฟาร์มเลี้ยงกุ้ง (อ่าวค้อฟาร์ม) ตั้งอยู่ ณ บ้านเลขที่ 44 ตำบลด่านสวี อำเภอสวี จังหวัดชุมพร เมื่อจบการศึกษาจากรั้วเกษตรศาสตร์ได้กลับมาสานต่อในฐานะผู้จัดการฟาร์มกุ้ง ภายใต้แนวคิด “เลี้ยงกุ้งแบบโมเดิร์นฟาร์ม” ลดรายจ่ายค่าอาหารพร้อมย่นระยะเวลาในการเลี้ยงและปลอดภัยจากโรคจนสามารถสร้างรายได้ในรูปแบบเกษตรกรเลี้ยงกุ้งได้อย่างมั่นคง คุณจั่น เล่าว่า อ่าวค้อฟาร์ม เป็นธุรกิจที่ถูกสร้างขึ้นมาโดยบิดานับเวลารวมแล้วผ่านมากว่า 31 ปี โดยที่ตนเองเริ่มซึมซับกับการเลี้ยงกุ้งผ่านการปลูกฝังมาตั้งแต่เด็กทั้งจากคุณแม่ที่เป็นผู้ฝึกให้ดูลูกกุ้งและคุณพ่อที่จะพาไปดูบ่อเลี้ยงกุ้งส่งผลให้เกิดความคุ้นชินกับบรรยากาศคนเลี้ยงกุ้งอยู่ตลอด ครั้นเมื่อจบการศึกษาในระดับมัธยมศึกษาตอนปลายจากโรงเรียนสวีวิทยา จึงเลือ
การปรับพื้นที่ทำนาเพื่อใช้เลี้ยงปลา เป็นวิธีการที่ดีอย่างหนึ่งของการใช้ประโยชน์จากธรรมชาติ เนื่องจากสภาพแวดล้อมไม่ว่าจะเป็นดิน น้ำ และหญ้า ล้วนเป็นปัจจัยที่เอื้อต่อการพัฒนาคุณภาพสัตว์น้ำเป็นอย่างดี คุณศุภกิตติ์ เซียนประเสริฐ หรือ คุณอ้วน อยู่บ้านเลขที่ 102 หมู่ที่ 9 ตำบลบางบ่อ อำเภอบางบ่อ จังหวัดสมุทรปราการ โทรศัพท์ 063-328-9962 ได้ปรับพื้นที่จำนวน 16 ไร่ ซึ่งเคยทำนามาเป็นบ่อเลี้ยงปลา/กุ้ง แบบผสมผสานเพียงบ่อเดียว สามารถสร้างรายได้ตลอดทั้งปี คุณอ้วน เลี้ยงปลาหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นปลานิล ปลาตะเพียน และปลายี่สก รวมอยู่ในบ่อเดียวกัน แต่เลี้ยงปลานิลเป็นหลักเพราะเป็นปลาตลาดที่ได้รับความนิยมจากผู้บริโภคสูงต่อเนื่อง สามารถนำมาปรุงอาหารได้หลายชนิด จึงทำให้ที่ผ่านมาราคาไม่ค่อยลดต่ำ อีกทั้งยังเป็นพันธุ์ปลาแปลงเพศที่เหมาะกับการเลี้ยงเพื่อบริโภคทางการค้า เพราะโตเร็ว มีอัตราเนื้อมาก เหตุผลที่คุณอ้วนเลือกเลี้ยงปลาเพียงบ่อเดียว เพราะง่ายและสะดวกต่อการดูแลบริหารจัดการ อีกทั้งบ่อเลี้ยงขนาดใหญ่ช่วยทำให้ประชากรปลาอยู่อย่างมีความสุขโดยไม่แออัดจนเครียด มีผลทำให้ปลามีสุขภาพดี กินอาหารได้มาก แข็งแรง โตเร็ว จับ
คุณพนิดา ภูทองหล่อ ก็เป็นเกษตรกรรายหนึ่งของตำบลบัวบาน อำเภอยางตลาด ซึ่งยึดอาชีพเลี้ยงกุ้งมานานกว่า 10 ปีแล้ว โดยเลี้ยงกันมาตั้งแต่รุ่นพ่อรุ่นแม่ ซึ่งคุณพนิดามาสานอาชีพนี้ต่อ และยังได้รับเลือกเป็นเกษตรกรต้นแบบการเลี้ยงสัตว์น้ำ ปี 2561 โครงการ Smart Farmer จังหวัดกาฬสินธุ์ ของกรมประมง คุณพนิดา ภูทองหล่อ สานอาชีพต่อจากรุ่นพ่อรุ่นแม่ ตัวคุณพนิดาเองนั้น หลังจบ ม.6 ก็ไปทำงานในโรงงานที่กรุงเทพฯ กระทั่งพ่อแม่เสียชีวิตจึงกลับมาบ้านเกิด เริ่มเลี้ยงกุ้ง เมื่อปี 2545 ในพื้นที่ 9 ไร่ จำนวน 2 แปลง และเช่าพี่สาวทำนากุ้งอีก 5 ไร่ ซึ่งแต่ละปีคุณพนิดาสามารถเลี้ยงกุ้งได้ 2 รอบ รอบละ 5 เดือน หักลบค่าใช้จ่ายต่างๆ แล้ว รอบหนึ่งๆ มีกำไรหลายหมื่นบาท ทำให้มีชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น พูดได้ว่าเข้าขั้นเศรษฐินีเลยก็ว่าได้ ในการเลี้ยงกุ้งเพื่อให้ได้ผลผลิตที่ดีและได้ราคานั้น คุณพนิดา แจกแจงว่า ต้องเริ่มจากการเตรียมบ่อให้ดี กรณีบ่อมีเลนมาก ให้ปาดเลนออกก่อน ต่อมาหว่านปูนขาว 80-100 กิโลกรัม ต่อไร่ ทั่วพื้นบ่อเพื่อปรับสภาพความเป็นกรด-ด่าง ตากบ่อประมาณ 1 สัปดาห์ ให้เปลี่ยนจากสีดำให้เป็นสีเทา เพื่อจะย่อยสลายขี้กุ้ง จากนั้น
กาฬสินธุ์ เป็นอีกหนึ่งจังหวัดที่มีการเลี้ยงสัตว์น้ำหลายชนิด ประกอบไปด้วย ปลานิลในกระชัง กุ้งก้ามกราม ปลาหมอ และปลาดุก ซึ่งกุ้งก้ามกรามเป็นสัตว์น้ำที่เรียกได้ว่าสร้างรายได้ดีไม่น้อยทีเดียว เพราะเกษตรกรในพื้นที่เลี้ยงแล้วประสบผลสำเร็จและสร้างรายได้เป็นอาชีพได้อย่างยั่งยืน จนสามารถส่งต่อการเลี้ยงมาสู่รุ่นลูกเพื่อดำเนินการเลี้ยงบนพื้นที่ดินของตัวเองโดยไม่ต้องไปทำงานไกลบ้าน คุณฤทธิเกียรติ นาชัยฤทธิ์ อยู่บ้านเลขที่ 29 หมู่ที่ 7 ตำบลบัวบาน อำเภอยางตลาด จังหวัดกาฬสินธุ์ เป็นเกษตรกรที่ได้รับช่วงต่อการเลี้ยงกุ้งก้ามกรามจากคุณพ่อคุณแม่ โดยทำการตลาดที่ตอบโจทย์กับยุคสมัยมากขึ้นด้วยการทำตลาดออนไลน์ ไม่ว่าลูกค้าจะอยู่ห่างไกลออกไปนอกตัวจังหวัดกาฬสินธุ์กี่กิโลเมตร กุ้งก้ามกรามจากบ่อก็ยังส่งไปถึงอย่างมีคุณภาพและคงความสดด้วยระบบขนส่งในปัจจุบันที่มีการพัฒนามากขึ้น คุณฤทธิเกียรติ เล่าให้ฟังว่า หลังจบการศึกษาในระดับปริญญาตรีใหม่ๆ นั้น ได้ออกไปหางานตามเมืองใหญ่ เปลี่ยนงานหลากหลายสาขาอาชีพ เมื่อสถานการณ์โควิด-19 เกิดขึ้นในประเทศ จึงได้ย้ายกลับมาอยู่บ้านเกิด โดยครอบครัวมีอาชีพทางด้านการประมง คือ เลี้ยงกุ้งก้าม
คุณนรินทร์ มีวงศ์ ประมงจังหวัดกาฬสินธุ์ ให้ข้อมูลว่า เกษตรกรผู้ประกอบอาชีพทางด้านการประมงที่ขึ้นทะเบียนทั้งจังหวัดกาฬสินธุ์ มีอยู่ประมาณ 13,000 ราย โดยสัตว์น้ำที่เลี้ยงเป็นหลักประกอบไปด้วย ปลานิลในกระชัง กุ้งก้ามกราม ปลาหมอ และปลาดุก ซึ่งการเลี้ยงสัตว์น้ำของเกษตรกรในพื้นที่มีการใส่ใจในเรื่องของการเลี้ยงแบบประหยัดต้นทุนมากขึ้น จึงมีการรวมกลุ่มสร้างความเข้มแข็ง เพื่อเป็นปัจจัยในการซื้ออาหารเลี้ยงปลาได้ในราคาที่ถูกลง ตลอดไปจนถึงในเรื่องของการทำตลาดไม่โดนเอาเปรียบ ทำให้เกษตรกรเกิดรายได้และทำอาชีพทางด้านการประมงได้อย่างยั่งยืน “เนื่องจากการประกอบอาชีพของเกษตรกรในพื้นที่ที่ประสบผลสำเร็จเป็นอย่างมาก ทำให้เกษตรกรเกิดรายได้ มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ทางหน่วยงานของเราก็ได้มีการส่งเสริมในเรื่องของการสนับสนุนพาเกษตรกรไปศึกษาดูงานตามสถานที่ต่างๆ เพื่อนำมาต่อยอดและปรับใช้ในพื้นที่ของตนเอง โดยเฉพาะในเรื่องของการเลี้ยงกุ้งก้ามกราม เป็นอีกหนึ่งสัตว์น้ำที่เกษตรกรในพื้นที่ทำได้ประสบผลสำเร็จ เราจึงได้แนะนำส่งเสริมในเรื่องต่างๆ ทุกด้าน จึงทำให้การเลี้ยงกุ้งก้ามกรามของเกษตรกรในพื้นที่ได้รับมาตรฐาน GAP มีความสด
