ซีพีเอฟ
กระแส “Global Taste” กำลังเปิดโลกของรสชาติให้ผู้บริโภคไทยได้ลองสินค้าและประสบการณ์ใหม่จากทั่วโลก ขณะเดียวกัน เทรนด์สุขภาพก็ทำให้การเลือกกินดื่มเปลี่ยนไป ผู้บริโภคจึงมองหาทั้งรสชาติ ความหลากหลาย และทางเลือกที่เข้ากับไลฟ์สไตล์มากขึ้น กลายเป็นโอกาสของแบรนด์ระดับโลกในการเข้าถึงตลาดไทยด้วยผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์มากกว่าเดิม บริษัท ซีพีเอฟ โกลบอล ฟู้ด โซลูชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ CPFGS ในกลุ่มบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ จึงจับมือกับ Kraft Heinz (Kraft Foods Group Exports LLC) บริษัทอาหารและเครื่องดื่มจากสหรัฐอเมริกา ลงนาม MOU เพื่อศึกษาความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ โดยเริ่มจากการนำ 4 แบรนด์ ได้แก่ Crystal Light, MiO, A.1. Steak Sauce และ Bull’s-Eye BBQ Sauce เข้ามาทำตลาดในประเทศไทย เพื่อเพิ่มทางเลือกให้ผู้บริโภค ก่อนต่อยอดสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ร่วมกัน และศึกษาการขยายตลาดไปยังเขตเศรษฐกิจในกลุ่มเอเชีย-แปซิฟิกที่ CPFGS มีฐานธุรกิจอยู่ พิธีลงนามจัดขึ้น ณ C.P. Tower 2 โดยมี นายสุจริต มัยลาภ กรรมการผู้จัดการอาวุโส และรักษาการกรรมการผู้จัดการธุรกิจการค้าในประเทศ บริษัท ซีพีเอฟ โกลบอล ฟู้
6 ตุลาคม 2569: ม.เกษตร- ซีพีเอฟ ผสานความเชี่ยวชาญดำเนินโครงการวิจัยเพื่อปรับปรุงพันธุกรรมปลาเศรษฐกิจที่สำคัญ เพื่อยกระดับขีดความสามารถภาคเกษตรไทยและความมั่นคงทางอาหารของประเทศ คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ เพื่อดำเนินโครงการวิจัยเพิ่มประสิทธิภาพการปรับปรุงพันธุกรรมสัตว์น้ำ โดยผสานองค์ความรู้และความเชี่ยวชาญด้านการเพาะเลี้ยงและพันธุศาสตร์สัตว์น้ำ สร้างองค์ความรู้ในการปรับปรุงพันธุกรรมปลาเศรษฐกิจที่สำคัญของไทย เพื่อเพิ่มขีดความสามารถให้เกษตรกร ได้มีพันธุ์สัตว์น้ำที่เติบโตเร็ว มีอัตรารอดสูงขึ้น ทนต่อโรค ให้ผลผลิตเพิ่มขึ้น ตลอดจนช่วยลดต้นทุนการผลิต พร้อมศึกษาการเจริญเติบโตของสัตว์น้ำภายใต้สภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลง ทั้งสภาพภูมิอากาศ โรคระบาด และคุณภาพน้ำ ผศ.ดร.สุริยัน ธัญกิจจานุกิจ คณบดีคณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า ในแต่ละปี การเพาะเลี้ยงปลาช่วยสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจของประเทศนับหมื่นล้านบาท และเป็นแหล่งอาหารโปรตีนที่สำคัญของคนไทย ขณะเดียวกัน เกษตรกรต้องรับมือกับต้นทุนการเลี้ยง สภาพอ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งอนุญาตให้สามารถดำเนินกระบวนพิจารณากรณีปลาหมอคางดำในรูปแบบคดีแบบกลุ่ม (Class Action) ตามหลักเกณฑ์และขอบเขตที่ศาลกำหนด ซึ่งคำสั่งของศาลอุทธรณ์ในครั้งนี้เป็นเพียงขั้นตอนการวินิจฉัยเกี่ยวกับรูปแบบการดำเนินคดีเท่านั้น โดยศาลยังไม่ได้ลงความเห็น หรือพิจารณาในเนื้อหาแห่งคดีว่า บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ มีความรับผิดตามข้อกล่าวหา หรือมีหน้าที่ต้องชดใช้ค่าเสียหายตามที่โจทก์เรียกร้องแต่ประการใด สำหรับมูลค่าความเสียหายที่โจทก์เรียกร้อง ยังต้องผ่านกระบวนการพิสูจน์ตามขั้นตอนของกฎหมายอีกนาน โดยผลกระทบทางการเงินที่อาจเกิดขึ้นจะขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริง ขอบเขตของกลุ่ม ผลการพิจารณาในประเด็นแห่งคดี และคำพิพากษาของศาลที่เกี่ยวข้องในอนาคต ก่อนหน้านี้ ศาลปกครองกลางได้มีคำพิพากษา เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2569 ว่า กรมประมงละเลยหน้าที่ในการควบคุมยับยั้งสัตว์น้ำต่างถิ่น และสั่งการให้กรมประมงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งรัดระงับยับยั้ง ปราบปราม และฟื้นฟูการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำให้แล้วเสร็จภายใน 180 วันนับแต่คดีถึงที่สุด พร้อมกันนี้ ได้ยกคำร้องของผู้ฟ้อ
ที่ตำบลบ้านร่อม อำเภอท่าเรือ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา “สมบัติ กะมะรินทร์” เกษตรกรวัย 71 ปี ใช้ชีวิตอยู่กับการเลี้ยงสัตว์มาเกือบตลอดชีวิต จากที่เคยเลี้ยงวัวและควาย เขาผันตัวมาเลี้ยงไก่เนื้อและไก่ไข่ จนถึงวันนี้เป็นเวลากว่า 36 ปีแล้ว โดย 6 ปีหลังสุดเขาเลือกทุ่มเทให้กับการเลี้ยงไก่ไข่อย่างเต็มตัว ด้วยเหตุผลง่ายๆ ที่ยังคงเป็นแรงผลักดันมาจนถึงทุกวันนี้ นั่นคือรายได้ที่ใช้จุนเจือครอบครัว ส่งลูกหลานเรียนจนจบวิทยาลัยเทคนิคในจังหวัด และความรักในสัตว์ที่ฝังรากลึกมาตั้งแต่รุ่นพ่อรุ่นแม่ อาชีพที่ต้องแลกด้วยวินัยและความใส่ใจทุกวินาที การเลี้ยงไก่ไข่ไม่ใช่เรื่องง่ายอย่างที่หลายคนคิด สมบัติเล่าว่า หากดูแลไม่ถูกวิธี ไม่ว่าจะเป็นการให้อาหารไม่เพียงพอ อุณหภูมิในโรงเรือนไม่เหมาะสม หรือแม้แต่การขาดน้ำเพียง 3 ชั่วโมง ก็อาจทำให้แม่ไก่หยุดให้ไข่นานถึง 1-2 วัน ความกังวลของเขาจึงไม่ใช่แค่เรื่องโรคระบาด แต่ยังรวมถึงต้นทุนพลังงานที่ผันผวนตามราคาน้ำมันในแต่ละวัน ทุกเช้าตั้งแต่ตี 4 คุณสมบัติต้องตื่นมาให้อาหาร ตักมูลไก่ลงบ่อก๊าซชีวภาพ และเริ่มเก็บไข่ตั้งแต่ 8-9 โมงเช้า ซึ่งเป็นวินัยที่ต้องทำซ้ำทุกวันโดยไม่มีวันหยุด
กรุงเทพฯ ประเทศไทย – สมาคมส่งออกถั่วเหลืองแห่งสหรัฐอเมริกา (USSEC) และ บริษัท กรุงเทพโปรดิ๊วส จำกัด (มหาชน) (BKP) ผู้จัดหาวัตถุดิบอาหารสัตว์ให้กับบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ ผู้นำระดับโลกด้านธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรมและอาหาร ลงนามบันทึกความเข้าใจด้านความยั่งยืน ขยายแนวทางการจัดหาวัตถุดิบอาหารสัตว์อย่างมีความรับผิดชอบ และสนับสนุนห่วงโซ่อุปทานยั่งยืนสำหรับถั่วเหลือง กากถั่วเหลือง และผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลืองที่ใช้เป็นวัตถุดิบอาหารสัตว์ของ BKP โดยได้รับเกียรติจาก เอกอัครราชทูตอเมริกาประจำประเทศไทย ฌอน โอนีลล์ และ คุณบุญชัย โอภาสเอี่ยมลิขิต ประธานธุรกิจสหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป และอังกฤษ เครือเจริญโภคภัณฑ์ ร่วมเป็นสักขีพยาน บันทึกความเข้าใจฉบับนี้ต่อยอดจากความร่วมมือที่บริษัท กรุงเทพโปรดิ๊วส และ USSEC ที่เริ่มขึ้นในปี 2566 สานต่อความมุ่งมั่นด้านความยั่งยืนของ BKP ผ่านการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และข้อมูล เพื่อสนับสนุนการจัดหาวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่โปร่งใส และยั่งยืนตลอดขบวนการจัดหาวัตถุดิบอาหารสัตว์ นอกจากนี้ยังยืนยันถึงความมุ่งมั่นร่วมกันของ ทั้ง BKP และ USSEC ในการขับเคลื่อนความ
ในโลกที่ความผันผวนและความไม่แน่นอนกลายเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินธุรกิจ การเติบโตอย่างยั่งยืนอาจไม่ใช่เรื่องของการที่องค์กรใดองค์กรหนึ่งจะ “แข็งแรงที่สุด” แต่คือการทำให้ทุกคนในห่วงโซ่คุณค่าแข็งแรงไปพร้อมกัน ตั้งแต่เกษตรกร ผู้ประกอบการ SMEs คู่ค้า ไปจนถึงผู้บริโภคและสังคม เพราะเมื่อคนตัวเล็กสามารถเติบโตได้ ธุรกิจที่อยู่รอบตัวก็เติบโตได้เช่นกัน และเมื่อทั้งระบบเดินหน้าไปด้วยกัน ความยั่งยืนจึงไม่ใช่เพียงเป้าหมายขององค์กร แต่กลายเป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระยะยาว บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ตอกย้ำวิสัยทัศน์ดังกล่าวด้วยการเข้าร่วมงาน GCNT Expo 2026 ภายใต้แนวคิดหลัก “Grow Together, Nourish the Future หรือ อนาคตที่ไม่มีใครหิว อาจเริ่มจากการทำให้ ‘คนตัวเล็ก’ ได้เติบโต” ณ True Digital Park มหกรรมความร่วมมือครั้งสำคัญของภาคส่วนต่างๆ เพื่อร่วมกำหนดทิศทางการเปลี่ยนผ่านของประเทศไทยสู่ความยั่งยืน นายประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร ซีพีเอฟ ได้ขึ้นกล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “Sustain the Chain, Share the Gain: ต่อยอดทศวรรษแห่งการลงมือทำ เติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืน” โดย
ไข่ไก่ฟองเล็กๆ ที่อยู่คู่ครัวไทยมาทุกยุคสมัย วันนี้กำลังบอกเล่าเรื่องราวที่ใหญ่กว่าที่หลายคนคิด ตั้งแต่คุณค่าทางโภชนาการที่ซ่อนอยู่ในเปลือกบางๆ ไปจนถึงเส้นทางการผลิตที่เชื่อมโยงกับความมั่นคงทางอาหารและสิ่งแวดล้อมของประเทศ นี่คือแนวคิดที่บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ นำมาถ่ายทอดผ่านบูธ “Every Egg Matters” ในงาน “Thailand Local SDGs Plus Expo 2026” ซึ่งจัดโดยกระทรวงพาณิชย์ ระหว่างวันที่ 21–23 สิงหาคม 2569 ณ บูธ SP3 ฮอลล์ 7 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ภายใต้แนวคิด “The SDGs Eggventure by CPF” ที่ชวนผู้เข้าชมงานร่วมเดินทางไปกับ “ไข่ไก่” โปรตีนราคาถูกที่ทุกคนเข้าถึงได้ ทั้งในแง่คุณประโยชน์ต่อสุขภาพและเบื้องหลังการผลิตที่รับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ซีพีเอฟเชื่อว่าผู้บริโภคมีส่วนสำคัญในการร่วมสร้างความมั่นคงทางอาหารและขับเคลื่อนการพัฒนาอย่างยั่งยืน ผ่านการเลือกซื้ออย่างใส่ใจ การกินอย่างรู้คุณค่า การเก็บรักษาอย่างถูกวิธี รวมไปถึงการคัดแยกและทิ้งบรรจุภัณฑ์อย่างเหมาะสม ซึ่งเป็นแนวคิดหลักที่ถ่ายทอดผ่านนิทรรศการภายในบูธ
บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ รายงานรายได้จากการขายสำหรับงวด 6 เดือนแรกปี 2569 จำนวน 283,883 ล้านบาท โดยรายได้จากการขายของกิจการในต่างประเทศจำนวน 13 ประเทศมีสัดส่วน 66% และรายได้จากการขายจากกิจการประเทศไทยมีสัดส่วน 34% ของรายได้จากการขายรวม และรายงานกำไรสุทธิในส่วนของบริษัทจำนวน 8,951 ล้านบาท คณะกรรมการบริษัทฯ มีมติจ่ายปันผลระหว่างกาลหุ้นละ 0.45 บาท คิดเป็นร้อยละ 41% ของกำไรสุทธิรวม นายประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร ซีพีเอฟ เปิดเผยว่า ตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมาในหลายประเทศประสบกับภาวะเนื้อสัตว์เกินสมดุล รวมทั้งในบางประเทศประสบปัญหาโรคระบาดในการเลี้ยง ทำให้มีการเร่งขายเนื้อสัตว์ออกมาจำนวนมาก ส่งผลให้ผลการดำเนินงานครึ่งปีแรกปีนี้ ได้รับผลกระทบจากราคาสุกรที่ต่ำกว่าระดับของครึ่งปีแรกที่ผ่านมา โดยในบางประเทศ ราคาเนื้อสัตว์ต่ำกว่าต้นทุนการเลี้ยงโดยเฉพาะในประเทศจีน รวมทั้งต้นทุนด้านการขนส่งและวัตถุดิบที่เพิ่มขึ้น จากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่เป็นผลให้ราคาน้ำมันสูงขึ้นจากระยะเวลาเดียวกันของปีก่อน ด้วยภาวะดังกล่าวทำให้กำไรสุทธิ 6 เดือนแรกปีนี้ (ม.ค.-มิ.ย.69) ขอ
บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ และบริษัท เอ็นเอช ฟู้ดส์ จำกัด (NH Foods Ltd.) ประกาศความคืบหน้าความร่วมมือผ่านบริษัทร่วมทุน บริษัท ซีพีเอฟ เอ็นเอช ฟู้ดส์ จำกัด (CPF NH Foods Co., Ltd.) พร้อมเดินเครื่องการผลิตโรงงานอาหารสำเร็จรูปซีพีเอฟ เอ็นเอช ฟู้ดส์ อย่างเป็นทางการ และเปิดตัวแบรนด์ผลิตภัณฑ์เนื้อสุกรแปรรูประดับพรีเมียม “CP Nippon” หวังยกระดับไทยสู่ฐานการผลิตอาหารคุณภาพสูงสำหรับตลาดเอเชีย จากการประกาศความร่วมมือครั้งสำคัญของสองผู้นำอุตสาหกรรมอาหารแห่งเอเชียในการจัดตั้งบริษัทร่วมทุนในช่วงปลายปี 2568 ที่ผ่านมา นำไปสู่การเปิดเดินเครื่องโรงงานอาหารสำเร็จรูป CPF NH Foods ในอำเภอเมือง จังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นฐานการผลิตผลิตภัณฑ์เนื้อสุกรแปรรูปคุณภาพสูง แบรนด์ “CP Nippon” เพื่อรองรับทั้งตลาดในประเทศและตลาดส่งออก เช่น ญี่ปุ่น ฮ่องกง สิงคโปร์ และตลาดสำคัญอื่นๆ ในเอเชีย โดยผสานศักยภาพของซีพีเอฟด้านห่วงโซ่การผลิตอาหารแบบครบวงจรและเครือข่ายการกระจายสินค้าในภูมิภาค เข้ากับเทคโนโลยีการแปรรูปอาหารขั้นสูง และความเชี่ยวชาญด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์เนื้อสุกรแปรรูประดับพรีเมียมสไตล์ญี่ปุ่นขอ
บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ รายงานกำไรสุทธิปี 2568 จำนวน 25,197 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 29% จากปี 2567 โดยหลักเป็นผลมาจากอัตรากำไรขั้นต้นที่เพิ่มขึ้น โดยในปี 2569 บริษัทให้ความสำคัญต่อเนื่องด้านการขับเคลื่อนการเติบโตด้วยนวัตกรรมความยั่งยืน และเน้นประสิทธิภาพด้านการควบคุมต้นทุน ผ่านโครงการเชิงกลยุทธ์ที่นำเทคโนโลยีดิจิทัลมาประยุกต์ใช้ ปี 2568 บริษัทมีรายได้จากการขายจำนวน 571,135 ล้านบาท ลดลง 2 % จากงวดเดียวกันของปีก่อน เป็นผลจากค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นในการแปลงค่าของงบการเงินกิจการต่างประเทศ หากพิจารณาเป็นสกุลเงินท้องถิ่น รายได้จากการขายจะเพิ่มขึ้น 3 % จากปีก่อน โดยเป็นการเติบโตจากกิจการต่างประเทศเป็นหลัก ทั้งนี้ ยอดขายของบริษัทฯ แบ่งสัดส่วนจากกิจการต่างประเทศ 62 % การส่งออกไปประเทศต่างๆ ประมาณ 50 ประเทศ 5% และกิจการที่ขายในประเทศไทย 33% โดยกิจการต่างประเทศผลิตและจำหน่ายสินค้าในประเทศนั้นเป็นหลัก ประกอบด้วย 13 ประเทศ ได้แก่ เวียดนาม จีน (รวมไต้หวัน) รัสเซีย ฟิลิปปินส์ กัมพูชา สหรัฐอเมริกา มาเลเซีย อังกฤษ อินเดีย ตุรกี ลาว เบลเยียม และ ศรีลังกา จากการบริหารด้านประสิทธิภ
