วิกฤตปุ๋ย
หลังความผันผวนของเศรษฐกิจโลก สถานการณ์ตะวันออกกลาง และต้นทุนพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้ราคาปัจจัยการผลิตสำคัญของเกษตรกร โดยเฉพาะ “ปุ๋ย” มีแนวโน้มตึงตัวต่อเนื่อง ภายใต้แรงกดดันดังกล่าวกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เร่งขับเคลื่อนมาตรการลดต้นทุนการผลิต โดยชูแนวทาง ‘ปุ๋ย 70:30’ เป็นกลไกสำคัญในการลดการพึ่งพาปุ๋ยเคมี พร้อมเร่งถ่ายทอดองค์ความรู้ลงสู่พื้นที่ เพื่อให้เกษตรกรปรับการใช้ปุ๋ยอย่างเหมาะสมตามค่าวิเคราะห์ดิน แทนการใช้ปุ๋ยแบบเดิมที่อาจสิ้นเปลืองและเพิ่มภาระต้นทุนโดยไม่จำเป็น นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนปุ๋ยอินทรีย์ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ครั้งที่ 1/2569 ว่า การประชุมครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อกำหนดทิศทาง บูรณาการการดำเนินงาน และเร่งผลักดันการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม และถือเป็นจุดเริ่มต้นของการขับเคลื่อนนโยบายปุ๋ยอินทรีย์ในระดับกระทรวงอย่างเป็นระบบ ภายใต้นโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ให้ความสำคัญกับมาตรการเร่งด่วน โดยกระทรวงได้กำหนดกรอบการดำเนินงาน 13 มาตรการ 3 ระยะ ครอบคลุมทั้งการบริหารจัดก
ประเทศไทยยังคงเผชิญโจทย์ใหญ่ด้าน “ปุ๋ย” ในฐานะประเทศที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าเป็นหลัก โดย นายรพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร ระบุว่า ภาพรวมไทยนำเข้าปุ๋ยมากกว่า 90% หรือราว 6 ล้านตันต่อปี โดยเฉพาะ “ยูเรีย” ซึ่งเป็นปุ๋ยหลักสำหรับนาข้าว มีการนำเข้าเกือบครึ่งหนึ่ง หรือประมาณ 2–2.5 ล้านตันต่อปี คิดเป็นมูลค่ากว่า 3 หมื่นล้านบาท แหล่งนำเข้าหลักยังคงกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มตะวันออกกลาง เช่น ซาอุดีอาระเบีย โอมาน และกาตาร์ ซึ่งล้วนได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โลก ขณะเดียวกันไทยยังนำเข้าจากประเทศใกล้เคียง เช่น จีน บรูไน มาเลเซีย และอินโดนีเซีย สะท้อนความเปราะบางของโครงสร้างปุ๋ยไทยที่ผูกโยงกับตลาดโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เปิดแหล่งใหม่กระจายความเสี่ยง สร้างอำนาจต่อรองราคา นายรพีภัทร์ ยังกล่าวต่อไปอีกว่า ท่ามกลางความผันผวน รัฐบาลเริ่มขยับเชิงรุก โดย นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เชิญผู้ประกอบการนำเข้าปุ๋ยรายสำคัญเข้ามาหารือ เพื่อหาแนวทางกระจายแหล่งนำเข้า โดยเฉพาะปุ๋ยยูเรีย พร้อมประเมินผลกระทบระยะยาว หนึ่งในหมุดหมายสำคัญ คือการเปิดโอกาสเจรจากับประเทศผู้ผลิตรา
