Exclusive Featured

วิกฤตปุ๋ย เปิดจุดเปลี่ยน!  ไทยเร่งรีเซ็ตระบบ สร้างความมั่นคงการผลิต 

ประเทศไทยยังคงเผชิญโจทย์ใหญ่ด้าน “ปุ๋ย” ในฐานะประเทศที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าเป็นหลัก โดย นายรพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร ระบุว่า ภาพรวมไทยนำเข้าปุ๋ยมากกว่า 90% หรือราว 6 ล้านตันต่อปี โดยเฉพาะ “ยูเรีย” ซึ่งเป็นปุ๋ยหลักสำหรับนาข้าว มีการนำเข้าเกือบครึ่งหนึ่ง หรือประมาณ 2–2.5 ล้านตันต่อปี คิดเป็นมูลค่ากว่า 3 หมื่นล้านบาท

แหล่งนำเข้าหลักยังคงกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มตะวันออกกลาง เช่น ซาอุดีอาระเบีย โอมาน และกาตาร์ ซึ่งล้วนได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โลก ขณะเดียวกันไทยยังนำเข้าจากประเทศใกล้เคียง เช่น จีน บรูไน มาเลเซีย และอินโดนีเซีย สะท้อนความเปราะบางของโครงสร้างปุ๋ยไทยที่ผูกโยงกับตลาดโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

นายรพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร

เปิดแหล่งใหม่กระจายความเสี่ยง

 สร้างอำนาจต่อรองราคา


นายรพีภัทร์ ยังกล่าวต่อไปอีกว่า ท่ามกลางความผันผวน รัฐบาลเริ่มขยับเชิงรุก โดย นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เชิญผู้ประกอบการนำเข้าปุ๋ยรายสำคัญเข้ามาหารือ เพื่อหาแนวทางกระจายแหล่งนำเข้า โดยเฉพาะปุ๋ยยูเรีย พร้อมประเมินผลกระทบระยะยาว

หนึ่งในหมุดหมายสำคัญ คือการเปิดโอกาสเจรจากับประเทศผู้ผลิตรายใหม่ เช่น รัสเซีย ซึ่งถูกมองว่าเป็นจังหวะสำคัญในการสร้างความมั่นใจให้ภาคเอกชน ว่าจะสามารถมีแหล่งซัพพลายเพิ่มเติมรองรับความต้องการในอนาคต

แม้จะมีข้อกังวลด้านขนาดเม็ดปุ๋ยที่แตกต่างจากความคุ้นเคยของเกษตรกรไทย แต่ภาคเอกชนยืนยันว่าคุณภาพไม่ต่างกัน และสามารถปรับให้ตรงกับความต้องการได้ หากมีคำสั่งซื้อในปริมาณที่เหมาะสม

สต๊อกยังพอถึงพฤษภาคม

แต่ราคาหลังจากนี้ยังต้องจับตา

สำหรับการรับมือในระยะสั้นนั้น นายรพีภัทร์ กล่าวว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงพาณิชย์ได้มีการประเมินว่า ปัจจุบันไทยมีสต๊อกปุ๋ยอยู่ราว 9 แสนถึง 1 ล้านตัน เพียงพอต่อการใช้งานถึงช่วงเดือนพฤษภาคม

ผู้ประกอบการรายใหญ่ยังคงยืนยัน ยังคงตรึงราคาจากสต๊อกเดิม เพื่อช่วยเหลือเกษตรกร อย่างไรก็ตามหากมีการนำเข้าใหม่ ราคาจะขึ้นอยู่กับกลไกตลาดโดยตรง ภาครัฐ โดยเฉพาะกรมการค้าภายในและกรมวิชาการเกษตร ย้ำชัดว่าจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมขอความร่วมมือผู้ค้ารายย่อยไม่ปรับขึ้นราคาเกินความเหมาะสม เพื่อไม่ซ้ำเติมภาระต้นทุนของเกษตรกร

วิกฤตปุ๋ย = โอกาสปรับโครงสร้างประเทศ

ทั้งนี้ อธิบดีกรมวิชาการเกษตรมองว่า วิกฤตครั้งนี้ไม่ใช่เพียงปัญหาระยะสั้น แต่คือ “สัญญาณเตือน” ให้ไทยต้องเร่งปรับโครงสร้างการบริหารจัดการปุ๋ยทั้งระบบ เพราะการพึ่งพาการนำเข้ากว่า 90% ไม่เพียงสร้างความเสี่ยงด้านราคาและการขาดแคลน แต่ยังเป็นภาระต่อเศรษฐกิจในระยะยาว

หนึ่งในคำตอบสำคัญ คือการผลักดัน “แร่โพแทช” ซึ่งเป็นธาตุอาหารหลัก (K) สำหรับพืช โดยเฉพาะไม้ผล ให้สามารถผลิตได้ในประเทศ ซึ่งไทยเองมีศักยภาพด้านแหล่งแร่โพแทชในหลายพื้นที่ เช่น อุดรธานี ชัยภูมิ และนครราชสีมา ซึ่งหากสามารถพัฒนาได้จริง จะช่วยลดต้นทุนการนำเข้าได้อย่างมีนัยสำคัญ

“เฉพาะข้อมูลปี 2568 ไทยมีมูลค่านำเข้าโพแทชสูงถึงประมาณ 1.5 หมื่นล้านบาท สะท้อนโอกาสมหาศาลในการทดแทนด้วยการผลิตภายในประเทศ”

นอกจากนี้ โพแทชยังเป็นปัจจัยสำคัญต่อคุณภาพผลผลิต โดยเฉพาะไม้ผลเศรษฐกิจอย่างทุเรียน มะม่วง และพืชสวนในภาคตะวันออก ซึ่งต้องการธาตุโพแทสเซียมเพื่อเพิ่มคุณภาพ รสชาติ และมูลค่า

เดิมพันนโยบายรัฐ สู่ความมั่นคงปุ๋ยไทย

นายรพีภัทร์ กล่าวช่วงท้ายว่า แม้โครงการเหมืองโพแทชจะถูกพูดถึงมาอย่างยาวนานในหลายรัฐบาล แต่ยังติดข้อจำกัดด้านการดำเนินงาน อย่างไรก็ตาม การที่ประเด็นนี้ถูกยกระดับเป็นนโยบายสำคัญในปัจจุบัน ทำให้เกิดความคาดหวังว่าจะสามารถเดินหน้าสู่การผลิตจริงได้ในอนาคตอันใกล้

ท้ายที่สุด วิกฤตปุ๋ยที่เกิดขึ้นกำลังสะท้อนจุดอ่อนเชิงโครงสร้างของภาคเกษตรไทยอย่างชัดเจน แต่ขณะเดียวกันก็เปิดโอกาสให้ประเทศ “รีเซ็ตระบบปุ๋ย” ใหม่ทั้งห่วงโซ่ ตั้งแต่การนำเข้า การบริหารสต๊อก ไปจนถึงการพัฒนาทรัพยากรในประเทศ ในเกมนี้ “แหล่งนำเข้าใหม่” อาจช่วยบรรเทาระยะสั้น แต่ “โพแทชในประเทศ” คือคำตอบระยะยาว ที่จะชี้ชะตาว่าไทยจะยังคงเป็นผู้ตามในตลาดปุ๋ยโลก หรือก้าวสู่ความมั่นคงทางการผลิตได้อย่างแท้จริง

Related Posts