การพัฒนาประเทศไม่ได้เกิดขึ้นจากการสร้างสิ่งใหม่เพียงอย่างเดียว แต่อาจเริ่มจากการมองเห็นคุณค่าของสิ่งที่มีอยู่แล้วในชุมชน ไม่ว่าจะเป็นผืนดิน น้ำ ป่า ผลผลิต ภูมิปัญญา หรือแม้แต่คนรุ่นใหม่ที่กำลังมองหาโอกาสในการกลับบ้านเกิด เมื่อสิ่งเหล่านี้ถูกนำมาเชื่อมโยงกันอย่างเหมาะสม ก็สามารถกลายเป็นทั้งอาชีพ รายได้ และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้ นี่คืออีกมุมหนึ่งของการทำงานของสำนักงาน กปร. ตลอด 45 ปีที่ผ่านมา

คุณสุพร ตรีนรินทร์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (กปร.) ผู้ที่จะพาไปทำความเข้าใจว่า จากจุดเริ่มต้นของการเป็นหน่วยงานกลาง ในการประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ วันนี้สำนักงาน กปร. กำลังมองไกลไปถึงการสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชนสามารถเดินหน้าต่อได้ด้วยตัวเองอย่างยั่งยืน
พัฒนาชุมชนต้องเข้าใจพื้นที่
ต้องสมดุล “สร้างโอกาส-รักษาทรัพยากร”
คุณสุพร กล่าวว่า สำนักงาน กปร. ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 9 กันยายน 2524 เพื่อเข้ามาทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จากเดิมที่แต่ละหน่วยงานอาจเข้าไปดำเนินงานตามภารกิจของตัวเอง จึงมีความจำเป็นที่จะต้องมีหน่วยงานกลางในการวางแผน ประสานงาน ติดตาม และประเมินผลการดำเนินงานให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน
ตลอดเวลาที่ผ่านมา บทบาทของสำนักงาน กปร. จึงเปรียบเสมือน “จุดเชื่อม” ระหว่างแนวพระราชดำริ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และประชาชนในพื้นที่ เพื่อให้การพัฒนาไม่ได้หยุดอยู่เพียงแผนงาน แต่สามารถเกิดผลจริงในชีวิตของผู้คน

“ตอนนั้น ท่านพลเอก เปรม ติณสูลานนท์ ท่านเล็งเห็นความสำคัญของโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จึงตั้งสำนักงาน กปร. ขึ้นมาเป็นหน่วยงานกลาง เพื่อรับพระราชดำริ วางแผนงาน ติดตาม ประเมินผล และเผยแพร่การดำเนินงาน”
เมื่อพูดถึงการพัฒนาชุมชน สิ่งที่ต้องคำนึงถึงไม่ใช่เพียงว่า “จะสร้างอะไรเพิ่ม” แต่ต้องเริ่มจากการทำความเข้าใจว่าพื้นที่นั้นมีอะไรอยู่แล้ว และมีข้อจำกัดอะไรบ้าง เพราะบางชุมชนมีพื้นที่เหมาะกับการเกษตร บางพื้นที่มีทรัพยากรธรรมชาติที่ต้องรักษาเป็นพิเศษ ขณะที่บางแห่งอยู่ในเขตที่ไม่สามารถพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานได้อย่างเต็มรูปแบบ การทำงานจึงต้องปรับให้เหมาะกับสภาพภูมิศาสตร์และวิถีชีวิตของคนในพื้นที่

แนวทางนี้ ทำให้การพัฒนาไม่ได้กลายเป็นการเปลี่ยนแปลงพื้นที่โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบ แต่เป็นการหาจุดสมดุลระหว่างการสร้างโอกาสกับการรักษาทรัพยากร”
“ถ้าพื้นที่ไหนพัฒนาได้ เราก็พัฒนาเต็มที่ แต่พื้นที่ไหนมีข้อจำกัด เราต้องดูภูมิศาสตร์และภูมิสังคมของเขาว่าทำได้แค่ไหน เพราะเป้าหมายไม่ใช่การเข้าไปพัฒนาแล้วทำลายสิ่งที่เขามีอยู่เดิม”
สร้างอาชีพชุมชน ต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์
สู่การมีรายได้ และเป็นผู้ประกอบการ
คุณสุพร ยังกล่าวต่ออีกว่า การสร้างอาชีพให้ชุมชนอาจเป็นจุดเริ่มต้น แต่ไม่จำเป็นต้องเป็นจุดสิ้นสุด หากประชาชนมีความพร้อมที่จะก้าวต่อ การพัฒนาก็สามารถเดินทางไปสู่เรื่องของการเพิ่มมูลค่าผลผลิต การแปรรูป การสร้างแบรนด์ และการเข้าสู่ตลาด ตรงนี้เองที่ทำให้แนวคิดเรื่อง “พออยู่ พอกิน” สามารถต่อยอดไปสู่ “พอสร้างรายได้” และในบางพื้นที่สามารถพัฒนาไปสู่การเป็นผู้ประกอบการชุมชนได้
สำนักงาน กปร. จึงไม่ได้มองทุกกลุ่มด้วยเป้าหมายเดียวกัน แต่พยายามสนับสนุนตามศักยภาพและความต้องการของแต่ละกลุ่ม บางคนต้องการเพียงความมั่นคงในชีวิต ขณะที่บางคนต้องการขยายธุรกิจ ซึ่งทั้งสองเป้าหมายสามารถเกิดขึ้นได้ ภายใต้แนวทางการพัฒนาที่แตกต่างกัน

“บางกลุ่มเขาต้องการแค่พออยู่พอกิน ตรงนั้นเราก็ถือว่าสำเร็จแล้ว แต่ถ้าเขาบอกว่าอยากทำให้มีขาย อยากมีตลาด เราก็ต้องช่วยเขาไปต่อ ตั้งแต่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ การทำ อย. ไปจนถึงการหาตลาด”
การพัฒนาที่เกิดขึ้นจริงในพื้นที่ไม่ได้มีเพียงเรื่องอาชีพหรือสินค้า แต่เชื่อมโยงตั้งแต่การดูแลทรัพยากรธรรมชาติไปจนถึงโอกาสทางเศรษฐกิจ ในพื้นที่ที่มีปัญหาเรื่องน้ำ การจัดการแหล่งน้ำจึงเป็นพื้นฐานสำคัญ แต่เมื่อมีน้ำแล้ว สิ่งที่ต้องคิดต่อคือจะทำอย่างไรให้เกิดประโยชน์กับประชาชนอย่างเหมาะสม ทั้งการเกษตร การประกอบอาชีพอื่นๆ หรือการพัฒนาผลผลิตให้สามารถสร้างรายได้เพิ่มขึ้น
เมื่อมาถึงปลายน้ำ เรื่องตลาดจึงกลายเป็นอีกโจทย์สำคัญ เพราะสินค้าที่ดีจะสร้างประโยชน์ให้กับชุมชนได้มากขึ้น และสามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้จริง

สินค้าชุมชนยกระดับมาตรฐาน อย.
เปิดตลาดออนไลน์ สร้างรายได้-คุณภาพชีวิต
อีกก้าวสำคัญของผลิตภัณฑ์ชุมชนคือการทำให้สินค้าสามารถก้าวออกจากตลาดเฉพาะพื้นที่ไปสู่ตลาดที่มีมาตรฐานสูงขึ้น คุณสุพร เล่าว่า ปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์ที่สามารถจดแจ้ง อย. ได้แล้ว 182 รายการ และมีสถานที่จดแจ้ง 14 แห่ง โดยสำนักงาน กปร. ยังทำงานร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา รวมถึงหน่วยงานสาธารณสุขในพื้นที่ เพื่อช่วยให้ชุมชนเข้าใจกระบวนการและสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์เข้าสู่ตลาดได้อย่างถูกต้อง
“พอผลิตภัณฑ์ของชาวบ้านสามารถทำ อย. ได้ โอกาสทางการตลาดก็เปิดกว้างขึ้นมาก จากที่ขายอยู่ที่บ้าน ก็สามารถขายออนไลน์ เข้าไปห้างสรรพสินค้า หรือบางรายสามารถพัฒนาไปถึงตลาดต่างประเทศได้”

ผลลัพธ์ของการพัฒนาอาจไม่ได้วัดจากตัวเลขทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว แต่ยังสะท้อนผ่านความเปลี่ยนแปลงในชีวิตของคนในพื้นที่ บ้านที่มั่นคงขึ้น การเดินทางที่สะดวกขึ้น การมีรายได้เพียงพอต่อการดูแลครอบครัว หรือการที่คนในชุมชนสามารถสร้างอาชีพโดยไม่ต้องเดินทางออกจากบ้าน ล้วนเป็นภาพที่บอกได้ว่าการพัฒนาได้เข้าไปเปลี่ยนชีวิตของคนจริงๆ
“บางครั้งชาวบ้านไม่ได้บอกเราตรงๆ ว่ารายได้เพิ่มขึ้นเท่าไหร่ แต่เรามองเห็นความเปลี่ยนแปลงได้จากชีวิตของเขา บ้านดีขึ้น มีครอบครัว มีรถ มีความมั่นคงมากขึ้น สิ่งเหล่านี้คือภาพของคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น”
ปลุกพลังคนรุ่นใหม่ “คืนถิ่น”
พลิกทุนบ้านเกิด สร้างอาชีพ
อีกภาพที่สำนักงาน กปร. อยากเห็นในอนาคต คือการทำให้คนรุ่นใหม่มองเห็นโอกาสในบ้านเกิดของตัวเอง เมื่อก่อนการกลับบ้านอาจถูกมองว่าเป็นการกลับไปทำอาชีพเดิมๆ แต่วันนี้โลกเปลี่ยนไปแล้ว คนรุ่นใหม่สามารถนำความรู้ด้านการตลาด เทคโนโลยี การออกแบบ และการสร้างแบรนด์กลับมาพัฒนาสิ่งที่มีอยู่ในท้องถิ่นได้
บางพื้นที่สามารถพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยว บางแห่งสร้างแบรนด์สินค้าของตัวเอง ขณะที่บางคนกลับมาพัฒนาผลิตภัณฑ์จากวัตถุดิบในชุมชน

“เรามองว่าคนรุ่นใหม่ไม่ได้ขาดโอกาส แต่บางครั้งเขายังมองไม่เห็นขุมทรัพย์ที่อยู่ในบ้านตัวเอง สิ่งที่เราต้องทำคือช่วยให้เขาเห็นว่าท้องถิ่นของเขามีอะไร แล้วทำอย่างไรให้สิ่งนั้นกลายเป็นอาชีพและอนาคตของเขาได้”
เมื่อโจทย์ของแต่ละพื้นที่ไม่เหมือนกัน การพัฒนาจึงไม่ควรเริ่มจากคำถามว่า “หน่วยงานมีอะไรจะให้” แต่ควรเริ่มจาก “ประชาชนต้องการอะไร” นี่คือแนวคิดสำคัญของการทำงานแบบบูรณาการที่สำนักงาน กปร. กำลังผลักดันร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะแนวทาง One Plan ซึ่งมุ่งเชื่อมการทำงานของหลายภาคส่วนให้เป็นแผนเดียวกัน และให้ปัญหาจากพื้นที่เป็นจุดตั้งต้นของการวางแผน
“เราไม่ควรคิดก่อนว่า เราอยากทำอะไรแล้วเอาไปให้ประชาชน แต่ต้องฟังว่าเขามีปัญหาอะไร ต้องการอะไร แล้วสะท้อนขึ้นมาสู่หน่วยงาน เพื่อให้การแก้ปัญหาตรงจุดมากที่สุด”
กปร. สานพลังชุมชน สร้างโอกาส
พึ่งพาตนเอง เดินหน้าสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน
จากวันที่สำนักงาน กปร. ถูกจัดตั้งขึ้นเพื่อทำหน้าที่เป็นหน่วยงานกลางในการประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ วันนี้บทบาทได้ขยายไปสู่การเชื่อมโยงการพัฒนาในหลายมิติ ตั้งแต่ทรัพยากรธรรมชาติ อาชีพ ผลิตภัณฑ์ มาตรฐาน ตลาด ไปจนถึงคนรุ่นใหม่
สิ่งสำคัญคือการทำให้การพัฒนาเดินต่อได้ คุณสุพร กล่าวทิ้งท้ายว่า แม้โครงการจะจบลงแล้ว เพราะเป้าหมายสุดท้ายไม่ใช่การสร้างการพึ่งพาหน่วยงาน แต่คือการทำให้ชุมชนสามารถใช้สิ่งที่ตัวเองมี สร้างโอกาสให้ตัวเอง และค่อยๆ เติบโตได้ด้วยตัวเอง

และเมื่อมองไปข้างหน้า แนวคิดเรื่องประเทศไทยในฐานะแหล่งผลิตอาหารที่มีศักยภาพ หรือ “ครัวของโลก” จึงไม่ได้เป็นเรื่องไกลตัว หากเริ่มต้นจากการทำให้แต่ละชุมชนแข็งแรงขึ้น ตั้งแต่ระดับครัวเรือนจนถึงระดับประเทศ
“เงินทองคือมายา แต่ข้าวปลาคือของจริง สิ่งที่เราเห็นในช่วงโควิดทำให้รู้ว่า ต่อให้ไม่มีรายได้ แต่ถ้าเรายังมีอาหาร เราก็ยังดำรงชีวิตต่อไปได้ เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราอยากเห็นคือทำอย่างไรให้ประเทศไทย เป็นแหล่งผลิตอาหารที่เข้มแข็ง และโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริก็จะเป็นอีกแรงหนึ่งที่ช่วยขับเคลื่อนตรงนี้”
ท้ายที่สุด สำนักงาน กปร. อาจไม่ได้เป็นหน่วยงานที่คนทั่วไปต้องรู้จักจากชื่อเพียงอย่างเดียว แต่ความสำคัญของหน่วยงานแห่งนี้อยู่ที่การทำให้แนวคิดการพัฒนาเดินทางไปถึงชีวิตของผู้คนจริงๆ ตั้งแต่ผืนป่าต้นน้ำ แหล่งน้ำในชุมชน แปลงเกษตร ผลิตภัณฑ์บนชั้นวางสินค้า ไปจนถึงคนรุ่นใหม่ที่เลือกกลับบ้านเพื่อสร้างอนาคตของตัวเอง
ผู้เขียน : สุรเดช สดคมขำ
