สรรพากร
ขู่ถ้าดื้อเข้าข่ายผิด กม.ฟอกเงินต้องปิดกิจการ ลุ้นปี ’61 กม.ค้าออนไลน์บังคับใช้ต้องเสียภาษี สรรพากรสรุปภาษีออนไลน์แยก กม. 3 ฉบับ คือไม่ยกเว้นภาษีสินค้าที่ส่งทาง ปณ.มูลค่าไม่เกิน 1,500 บาท นิติบุคคลต้องเสียภาษีหัก ณ ที่จ่ายไม่เกิน 15% ต้องเสียแวต ลุ้น กม.บังคับใช้ปีหน้า ขู่เอกชนไม่ทำบัญชีเดียวระวังถูกฟ้องปิดกิจการฐานฟอกเงิน นายประสงค์ พูนธเนศ อธิบดีกรมสรรพากร เปิดเผยว่า ในเดือนธันวาคมนี้จะเปิดประชาพิจารณ์การเก็บภาษีการค้าออนไลน์ หรืออีบิสซิเนส เป็นรอบสุดท้ายหลังจากมีการเปิดประชาพิจารณ์รอบแรกไปแล้ว ซึ่งสรรพากรกำลังแก้ไขตามข้อเสนอแนะดังกล่าว หลังจากนั้นนำขึ้นเว็บไซต์ของกรม และเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้องเพื่อสอบถามความเห็นอีกรอบ หลังจากนั้นจะสรุปและเสนอไปยังคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อนำเสนอการแก้ไขร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) แก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร ให้สามารถเก็บภาษีจากค้าออนไลน์ได้ ต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ต่อไป โดยคาดว่ากฎหมายจะมีผลบังคับใช้ในปี 2561 ทั้งนี้ร่าง กม.ล่าสุดได้แยกออกเป็น 3 ฉบับคือ 1. ไม่ยกเว้นภาษีสำหรับสินค้าที่ส่งทางไปรษณีย์มูลค่าไม่เกิน 1,500 บาท จากเดิมได้รับการยกเว้น 2
สรรพากรขู่เอสเอ็มอี 1.5 แสนราย ยังเมินทำบัญชีเดียวแจ้งเสียภาษี ธปท.ขึ้นบัญชีไม่ปล่อยกู้ ดีเดย์ปีบัญชี 2561 แบงก์พาณิชย์ไม่ปฏิบัติตามมีความผิดด้วย ร้านทองกว่าพันรายถ้ายังไม่แก้ เม.ย.ปีหน้าเรียกดำเนินคดี พร้อมส่งรายชื่อพวกเลี่ยงภาษีให้ ปปง.ยึดทรัพย์ นายประสงค์ พูนธเนศ อธิบดีกรมสรรพากร เปิดเผยว่า ขอเตือนผู้ประกอบการเอสเอ็มอี 1.5 แสนราย ที่ยังไม่จัดทำแบบบัญชีชุดเดียว ให้เร่งจัดทำบัญชีชุดเดียวที่สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงของธุรกิจโดยด่วน ไม่เช่นนั้นจะประสบปัญหาการขอกู้เงินจากธนาคารพาณิชย์ และกระทบต่อเงินทุนหมุนเวียนในบริษัทได้ เพราะตั้งแต่ปีบัญชี 2561 เป็นต้นไป จะเริ่มบังคับให้นำบัญชีที่ยื่นเสียภาษีกลับสรรพากร มาใช้ประกอบการขอสินเชื่อได้อย่างเดียว ไม่สามารถนำบัญชีอื่นๆ หรือรายได้อื่นที่ไม่เสียภาษีมายื่นประกอบขอกู้ได้อีก ซึ่งหากธนาคารพาณิชย์ไม่ปฏิบัติตามก็จะมีความผิดด้วย กรมได้ประสานกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เรียบร้อย ตั้งแต่ปี 2562 เป็นต้นไป การขอใช้สินเชื่อจากสถาบันการเงิน จะต้องนำบัญชีปี 2561 ที่ยื่นจากสรรพากรมาพิจารณาปล่อยกู้ จะใช้ทรัพย์สินอื่น หรือบัญชีหุ้นส่วนลูกน้อง มาขอกู้ร่วมไม
หน.ผู้ตรวจคลังทำแผนตรวจเข้ารีดภาษีปีหน้า 2.61 ล้านล้านบาท แบ่งเป็นสรรพกร 1.9 ล้านล้าน สรรพสามิต 6 แสนล้าน และศุลกากร 1.1 แสนล้าน เผยเดือน ต.ค. เก็บได้เกินเป้าแล้ว เชื่อทำได้ไม่มีปัญหาแม้ยังออกกฎหมายเก็บภาษีอีคอมเมิร์ซไม่ได้ก็ตาม นายยุทธนา หยิมการุณ หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ทำแผนการตรวจการทำงานของหน่วยงานต่างๆ โดยเฉพาะการเก็บภาษีและการเบิกจ่ายของรัฐวิสาหกิจให้ได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ เพื่อช่วยสนับสนุนการขยายตัวเศรษฐกิจมากที่สุด สำหรับการเก็บภาษีปีงบประมาณ 2561 กรมสรรพากรมีเป้าหมายเก็บภาษี 1.9 ล้านล้านบาท กรมสรรพสามิต 6 แสนล้านบาท กรมศุลกากร 1.1 แสนล้านบาท ในเดือน ต.ค. 2560 ซึ่งเป็นเดือนแรกของปีงบประมาณ 2560 ทางกรมสรรพากรสามารถเก็บภาษีได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ นายยุทธนา กล่าวอีกว่า นายสมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง ให้ความสำคัญการเก็บภาษีของกรมสรรพากร โดยให้เร่งไปแก้ไขกฎหมายประมวลรัษฎากร เพื่อขยายฐานการเก็บภาษีให้มากขึ้น โดยเฉพาะการออกกฎหมาย (พ.ร.บ.) เก็บภาษีจากผู้ประกอบการธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ (e-Business) หรือภาษีอีคอมเมิร์ซ ที่มีปัญหาต้องเปิดรับฟังความเห็นตามมาต
สรรพากรยันรีดภาษีปีงบ ’61 ไม่พลาดเป้า 1.9 ล้านล้านบาท หลังปี ’60 ต่ำกว่าเป้า 6 หมื่นล้าน ส่วนแผนการบริหารหนี้สาธารณะปีงบ 2561 วงเงิน 1.5 ล้านล้าน ก่อหนี้ใหม่ 5.82 แสนล้าน สัดส่วนหนี้สาธารณะจะอยู่ที่ 42.7% และภาระชำระหนี้อยู่ที่ 9.0% ของงบประมาณรายจ่าย นายประสงค์ พูนธเนศ อธิบดีกรมสรรพากร เปิดเผยว่า ปีงบประมาณ 2561 กรมมีเป้าหมายเก็บภาษีให้ได้ 1.9 ล้านล้านบาท เชื่อว่าจะได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ หากเศรษฐกิจขยายตัวได้ตามที่กระทรวงการคลังคาดการณ์ไว้ ที่มีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง การขยายตัวเศรษฐกิจปี 2561 คาดว่าจะสูงกว่าปี 2560 ซึ่งจะส่งผลให้การเก็บภาษีของกรมสรรพากรขยายตัวเพิ่มสูงขึ้น สำหรับการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มในปีงบประมาณ 2561 เชื่อว่าจะไม่ต่ำกว่าเป้าหมายเหมือนปีงบประมาณ 2560 ที่เก็บต่ำกว่าเป้าหมายกว่า 6 หมื่นล้านบาท เนื่องจากประมาณราคาการนำเข้าสินค้า และราคาน้ำมัน สูงกว่าความเป็นจริง อย่างไรก็ตาม การเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มปีงบประมาณ 2560 ก็ยังสูงกว่าปีงบประมาณก่อนหน้า แสดงให้เห็นว่าการบริโภคและเศรษฐกิจของประเทศยังขยายตัว ก่อนหน้านี้ นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ อธิบดีกรมสรรพสามิต ออกมายืนยันว่าการเก็บ
