แผ่นดินไหว
เมื่อแผ่นดินไหวไม่ใช่เรื่องไกลตัวคนไทยอีกต่อไป โดยเฉพาะหลังเหตุแผ่นดินไหวขนาด 8.2 แมกนิจูดในเมียนมาเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2568 ที่แรงสั่นสะเทือนรับรู้ได้ถึง 24 จังหวัดของไทย รวมถึงกรุงเทพฯ จนเกิดความสูญเสียครั้งใหญ่ เหตุการณ์นี้ตอกย้ำว่าประเทศไทยไม่ได้ปลอดภัยจากภัยแผ่นดินไหวอีกต่อไป และในหลายพื้นที่ของประเทศ โดยเฉพาะบริเวณใกล้แนวรอยเลื่อนหลัก กำลังเผชิญความเสี่ยงที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายร้ายแรงทั้งต่อชีวิตและทรัพย์สิน การเสริมสร้างความแข็งแรงให้กับโครงสร้างอาคารจึงเป็นภารกิจเร่งด่วนที่ต้องดำเนินการอย่างเป็นระบบ จากโจทย์ระดับประเทศนี้ นักศึกษาชั้นปีที่ 4 จากภาควิชาวิศวกรรมโยธา คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) ได้แก่ นายศิรวิทย์ เทียนทอง (นัท) นายนภัสกร วงษ์หิรัญ (ฟาโรห์) และ นายปาณทัช ทองอู๋ (ทัช) ได้ร่วมกันพัฒนาโครงการวิจัย “Seismic Performance of Self-Centering Column-Foundation Connections with Energy Dissipating Bolts” หรือ การศึกษาพฤติกรรมการต้านทานแผ่นดินไหวของรอยต่อเสา-ฐานราก ระบบคืนศูนย์ด้วยตนเองทำงานร่วมกับ
หลังเกิดเหตุแผ่นดินไหวเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2568 ซึ่งแรงสั่นสะเทือนสามารถรับรู้ได้ในหลายพื้นที่ของกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ทำให้เกิดความกังวลในหมู่ประชาชนเกี่ยวกับความปลอดภัยของอาคาร โดยเฉพาะอาคารสูงที่มีผู้อยู่อาศัยและทำงานจำนวนมาก ล่าสุดเมื่อวันที่ 1 เมษายนที่ผ่านมา ภาควิชาวิศวกรรมโยธา คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) ได้จัดการอบรมหัวข้อ “กรณีศึกษาจากการตรวจอาคารจากแผ่นดินไหว, ข้อกฎหมาย และแนวทางการตรวจสอบ” เพื่อให้ความรู้แก่ผู้เข้าร่วมเกี่ยวกับวิธีการตรวจสอบความเสียหายของอาคารเบื้องต้นหลังเกิดแผ่นดินไหว รวมถึงการใช้คู่มือการสำรวจความเสียหายที่กรมโยธาธิการและผังเมือง กระทรวงมหาดไทย จัดทำขึ้นในปี 2560 รศ.ดร.สุทัศน์ ลีลาทวีวัฒน์ ผู้เชี่ยวชาญวิศวกรรมด้านแผ่นดินไหว อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมโยธา คณะวิศวกรรมศาสตร์ มจธ. กล่าวว่า อาคารที่ก่อสร้างตามมาตรฐานในปัจจุบัน มีการออกแบบ ก่อสร้าง และใช้งานที่ถูกประเภท ยังคงมีความปลอดภัยเพียงพอในสถานการณ์แผ่นดินไหวที่เกิดขึ้น “หากเป็นอาคารที่ออกแบบและก่อสร้างอาคารตามมาตรฐานปัจจุบัน ระดับความรุนแรงของแผ่นดินไหวในครั้งนี้ ไ
หลังจากเหตุแผ่นดินไหวเมื่อวันที่ 28 มี.ค. เริ่มคลี่คลายลง พบว่าอาคารจำนวนมากได้รับความเสียหาย และต้องมีการประเมินด้านความปลอดภัยก่อนการเข้าใช้อาคาร ศ.ดร.อมร พิมานมาศ นายกสมาคมวิศวกรโครงสร้างแห่งประเทศไทยและอาจารย์ประจำคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เผยว่า ขณะนี้เจ้าของอาคารเริ่มตรวจสอบความเสียหายในอาคารของตนและเริ่มมีการซ่อมแซมแล้ว จึงจำเป็นต้องมีแนวทางตรวจสอบตามหลักวิศวกรรมโดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เป็นอาคารสูง โดยขอให้เน้นตรวจสอบรอยร้าวและการกะเทาะหลุดของคอนกรีตที่บริเวณเสาและผนังปล่องลิฟต์ของอาคาร เนื่องจากเป็นโครงสร้างหลักที่รับน้ำหนัก และมีจุดสังเกตว่ารอยร้าวและการกะเทาะหลุดของคอนกรีต จะเกิดขึ้นที่บริเวณโคนเสาด้านล่างและปลายเสาด้านบน โดยเฉพาะอาคารสูงให้ระวังรอยร้าวที่เสาชั้นล่างๆ และเสาที่บริเวณกึ่งกลางความสูง ความเสียหายของรอยร้าวสามารถแบ่งได้เป็น 3 ระดับ ระดับที่ 1 – ไม่พบรอยร้าว ระดับที่ 2 – ตรวจพบรอยร้าวในเสาหรือผนังรับน้ำหนัก เห็นเป็นเส้น มีความหนาไม่มาก ไม่ถึง 0.4 มม. (บัตรเครดิตหรือบัตรประชาชนสอดไม่เข้า) รอยร้าวดังกล่าวยังไม่เป็นอันตราย สามารถเข้าใช้สอยอาคาร แต่ก็ควรซ่อ
ธ.ก.ส. เร่งช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนเกษตรกรผู้ประสบภัยพิบัติทางธรรมชาติ ผ่านสินเชื่อเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายฉุกเฉิน วงเงินรายละไม่เกิน 50,000 บาท อัตราดอกเบี้ย 0% 6 เดือนแรก และโครงการสินเชื่อฟื้นฟูและพัฒนาคุณภาพชีวิต วงเงินรายละไม่เกิน 500,000 บาท อัตราดอกเบี้ย MRR ลบ 2% ต่อปี วงเงินรวม 20,000 ล้านบาท แจ้งได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป จนถึง 30 กันยายน 2568 นายฉัตรชัย ศิริไล ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์แผ่นดินไหวในสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา เมื่อวันที่ 28 มีนาคมที่ผ่านมา ทำให้เกิดแรงสั่นสะเทือนในหลายพื้นที่ของประเทศไทย ได้แก่ พื้นที่ภาคเหนือ กรุงเทพมหานคร และปริมณฑล ซึ่งสร้างความเสียหายต่อที่อยู่อาศัย ทรัพย์สินและพื้นที่การเกษตร ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตและการประกอบอาชีพของเกษตรกรโดยตรง ดังนั้น เพื่อเป็นการช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนดังกล่าวอย่างเร่งด่วน ธ.ก.ส. ได้จัดโครงการสินเชื่อเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายฉุกเฉิน วงเงินรายละไม่เกิน 50,000 บาท อัตราดอกเบี้ย 0% 6 เดือนแรก เดือนที่ 7 คิดอัตราดอกเบี้ย MRR (ปัจจุบัน MRR เท่ากับ 6.725%) และโครงการส
การรับมือแผ่นดินไหว เตรียมพร้อม ป้องกัน และปฏิบัติตัวอย่างปลอดภัย แผ่นดินไหวเป็นภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นโดยไม่สามารถคาดการณ์ล่วงหน้าได้ และอาจก่อให้เกิดความเสียหายร้ายแรงต่อชีวิตและทรัพย์สิน การเตรียมพร้อมรับมือแผ่นดินไหวเป็นสิ่งสำคัญที่ทุกคนควรรู้และนำไปปฏิบัติ เพื่อเพิ่มโอกาสในการเอาชีวิตรอดและลดความเสียหายให้น้อยที่สุด เมื่อช่วงบ่ายที่ผ่านมา ได้เกิดแผ่นดินไหนในพื้นที่พม่าส่งผลมาทางตอนเหนือของประเทศรวมถึงกรุงเทพมหานคร ส่งผลให้หลายพื้นที่ได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะอาคารสูงที่เกิดการสั่นไหวอย่างรุนแรง มีรายงานความเสียหายต่อโครงสร้างบางแห่ง รวมถึงประชาชนที่ตื่นตระหนกและอพยพออกจากอาคารอย่างเร่งด่วน เจ้าหน้าที่กู้ภัยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังเร่งสำรวจความเสียหายและให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบ หากเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ควรรับมือ ดังนี้ การเตรียมพร้อมก่อนเกิดแผ่นดินไหว จัดเตรียมอุปกรณ์ฉุกเฉิน เช่น ไฟฉาย แบตเตอรี่สำรอง วิทยุ อาหารแห้ง น้ำดื่ม ยาสามัญ และเอกสารสำคัญ ตรวจสอบโครงสร้างบ้าน ให้มั่นใจว่าอาคารแข็งแรง ไม่มีรอยร้าวที่อาจเป็นอันตราย ควรเสริมความแข็งแรงของเฟอร์นิเจอร์และเครื่องใช้
จังหวัดพะเยา ประกอบไปด้วยอำเภอทั้งสิ้น 9 อำเภอ โดยภูซางเป็นหนึ่งในนั้น นอกจากจะมีสิ่งมหัศจรรย์ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็น น้ำตกอุ่น เต่าปูลู แล้วยังมีสิ่งที่มนุษย์เป็นผู้สร้างขึ้น เช่น บ้าน 2 ชั้นหมุนได้ ผู้เขียนจึงต้องไปพิสูจน์ความจริง คุณศิวกร ผาแก้ว เจ้าของบ้านเลขที่ 242 หมู่ที่ 10 ตำบลภูซาง อำเภอภูซาง จังหวัดพะเยา เปิดเผยว่า บ้านหมุนสองชั้นหลังนี้ถือว่าเป็นบ้านหมุนสองชั้นหลังแรกของประเทศไทย ออกแบบโดย ดร.ยุทธนา ปิยะตระกูล สถาปนิกชาวจังหวัดเชียงราย ซึ่งได้ทำการจดสิทธิบัตรกับกรมทรัพย์สินทางปัญญาเรียบร้อยแล้ว ตนเองในฐานะเจ้าของบ้านที่ตัดสินใจสร้างบ้านหลังนี้ขึ้นมา เพราะต้องการกลับมาอยู่บ้านเกิดที่พะเยา และจะทำงานช่วยเหลือประชาชนด้านกฎหมาย เนื่องจากตนเองมีอาชีพทนายความอยู่แล้ว เมื่อมีที่ดินเป็นของตนเองจำนวน 7 ไร่ แต่ใช้พื้นที่สร้างบ้านเพียง 40-50 ตารางเมตร “ผมรู้จักกับ ดร.ยุทธนา และท่านช่วยออกแบบและควบคุมการก่อสร้างจนแล้วเสร็จ ใช้เงินสดไปทั้งสิ้น 2 ล้าน 5 แสนบาท เป็นบ้านสองชั้น สองห้องนอน มีพื้นที่ว่างใช้งานได้ทั้งสองชั้น หมุนได้รอบตัว 360 องศา” คุณศิวกร เล่าให้ฟังว่า ตนเองมีเพื
กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) และกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม สนับสนุนทุนวิจัยโครงการการสร้างแบบจำลองระบบธรณีแปรสัณฐานของประเทศไทย เพื่อประเมินสภาวะความเค้นของธรณีภาคและความเสี่ยงแผ่นดินไหว ภายใต้ชุดโครงการลดภัยพิบัติจากแผ่นดินไหวในประเทศไทย และโครงการการศึกษาแหล่งกำเนิดแผ่นดินไหวของประเทศไทย และการกำหนดตำแหน่งและประเมินผลกระทบของรอยเลื่อนที่ซ่อนตัวในเขตเมืองจากการตรวจวัดแผ่นดินไหว รองศาสตราจารย์ ดร. ภาสกร ปนานนท์ นักวิจัยคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เปิดเผยว่า แผ่นดินไหวจังหวัดแพร่เกิดในบริเวณที่มีกลุ่มรอยเลื่อนมีพลังเถินพาดผ่าน ซึ่งเคยเกิดแผ่นดินไหวมาแล้วหลายครั้ง เช่น แผ่นดินไหวขนาด 5.0 ที่อำเภอร้องกวาง จังหวัดแพร่ ในปี 2538 และแผ่นดินไหวขนาด 2-3 ในช่วงปี 2560-2562 ที่อำเภอสอง จังหวัดแพร่ ห่างจากแผ่นดินไหวปัจจุบันไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือประมาณ 70 กิโลเมตร ส่วนแผ่นดินไหวที่จังหวัดเชียงใหม่เกิดในบริเวณที่มีกลุ่มรอยเลื่อนมีแม่ทาพาดผ่าน ซึ่ง
รายงานข่าวจากสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงใหม่(ฝ่ายป้องกันและปฏิบัติการ)แจ้งเรื่อง รายงานเหตุแผ่นดินไหวบริเวณประเทศพม่า วันที่ 9 พ.ย. เวลา 09.29 น. เกิดแผ่นดินไหวขนาด 3.3 แมกนิจูด ความลึก 3 กม. บริเวณประเทศพม่า ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของอำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ ไม่มีรายงานความเสียหายและรับรู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือนได้ ที่มา : มติชนออนไลน์
วันที่ 24 ต.ค. นายทินกร ทาทอง ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรธรณีเขต 1 ลำปาง ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ดูและรับผิดชอบพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือ เปิดเผยว่า หลังเมื่อเวลา 22.44 น. ของคืนวันที่ 23 ต.ค. ที่ผ่านมา สำนักเฝ้าระวังแผ่นดินไหว ได้รายงานแผ่นดินไหวศูนย์กลางอยู่ที่ อ.เมืองแพร่ จ.แพร่ ขนาด 2.6 แมกนิจูด ลึกจากพื้นดิน 5 กิโลเมตร และในเวลา 22.58 น. เกิดแรงสั่นสะเทือนขึ้นอีกครั้งที่จุดเดิมวัดได้ 3.4 แมกนิจูด ลึกจากพื้นดิน 2 กิโลเมตร ทำให้ชาวบ้านในพื้นที่บางส่วนได้รับรู้ถึงแรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหวในครั้งนี้ได้ นายทินกร กล่าวต่อว่า แผ่นดินไหวที่ จ.แพร่ 2 ครั้ง เป็นเหตุการณ์แผ่นดินไหวเพียงเล็กน้อย ประชาชนไม่ต้องตกใจหรือตื่นตระหนกแต่อย่างใด ซึ่งถือว่าเป็นแผ่นดินไหวขนาดเล็กแต่เกิดใกล้ชุมชนจึงทำให้ชาวบ้านรู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือน ส่วนสาเหตุนั้นเกิดมาจากรอยเลื่อนเถินที่ยังคงมีพลังอยู่ ซึ่งวางแนวระนาบเอียงไปทางทิศตะวันตกยาวไปถึง เทือกเขาขุนตาล ทั้งนี้รอยเลื่อนเถินที่ขยับตัวครั้งนี้ถือว่ายังไม่รุนแรงและไม่เกิดความเสียหายมาก ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติที่รอยเลื่อนเถินจะคลายพลังออกมาบ้าง ขอบคุณภาพจาก Google Maps
เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 17 ต.ค. นายทรงพล สวาสดิ์ธรรม ผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง พร้อมเจ้าหน้าที่ กฟผ.แม่เมาะ เข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุดินถล่มในเขตบ้านห้วยคิง หมู่ 6 ต.แม่เมาะ อ.แม่เมาะ จ.ลำปาง พบว่าถล่มทรุดตัวของพื้นดินขยายเป็นวงกว้างคิดเป็นพื้นที่ประมาณ 12.5 ไร่ ยุบถล่มเป็นแนวยาว หลายแนวบางจุดลึกกว่า 1 – 3 เมตร ทำให้บ้านเรือนประชาชนที่อยู่ใกล้เคียงเสียหาย 9 หลัง โดยเมื่อวันที่ 16 ต.ค. เจ้าหน้าที่ได้อพยพคนที่พักอาศัยในบ้าน 22 คน ออกจากจุดดังกล่าวไปที่พักอาศัยบ้านญาติ และที่พักชั่วคราวที่ กฟผ.แม่เมาะ จัดหาไว้ให้ โดยเจ้าหน้าที่กันพื้นที่บริเวณดังกล่าวเพื่อรอการตรวจสอบหาสาเหตุอย่างละเอียดต่อไป ด้าน นายทรงพล กล่าวว่าขณะนี้ได้ออกประกาศให้พื้นที่ดังกล่าวเป็นเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉินอำเภอแม่เมาะ พร้อมทั้งตั้งศูนย์อำนวยการเฉพาะกิจโดยมี นายสุรพล บุรินทราพันธุ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง เป็นผู้อำนวยการศูนย์ในการประสานความช่วยเหลือผู้ประสบภัยรวมถึงการตรวจสอบพื้นที่และเข้าฟื้นฟู ซึ่งเน้นย้ำให้ทุกฝ่ายเร่งช่วยเหลืออย่างเต็มที่ ขณะที่ นายเด่นโชค มั่นใจ ผอ.ส่วนบริหารทรัพยากรธร
