ในช่วงการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 สินค้าเกษตรหลายชนิดประสบปัญหาด้านการตลาด แต่มีสินค้าเกษตรอยู่ชนิดหนึ่งที่พบว่า ประชาชนให้ความสนใจซื้อหาไปบริโภคกันมาก นั่นก็คือ สมุนไพรไทย เนื่องจากมีคนเชื่อและบอกต่อกันว่า รับประทานสมุนไพรจะช่วยบรรเทาอาการบางอย่างได้ นอกจากนี้ ยังเป็นของที่มาจากธรรมชาติ ไม่ใช่สารเคมีสังเคาะห์ แถมวิธีการปลูกยังต้องปลูกแบบปลอดภัย จึงจะได้มาตรฐานสำหรับทำยาได้ วันนี้ กรมส่งเสริมการเกษตร ขอนำท่านไปรู้จักกับกลุ่มแปลงใหญ่สมุนไพร ที่ประสบความสำเร็จ รักษาคุณภาพได้มาตรฐาน จนสามารถขายได้ทั้งในประเทศและต่างประเทศ
กลุ่มแปลงใหญ่สมุนไพร หมู่ที่ 10 ตำบลกกสะทอน อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย เกิดจากการรวมตัวของเกษตรกรผู้ปลูกพืชสมุนไพรในพื้นที่ตำบลกกสะทอน ที่ต้องการยกระดับการผลิตและการตลาดให้มั่นคงขึ้น มีการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ จนได้รับการรับรองมาตรฐานต่างๆ เป็นที่ต้องการของผู้บริโภคทั้งชาวไทยและต่างชาติ

นางสาวสาวิตรี ยาบูฮา ประธานกลุ่มแปลงใหญ่สมุนไพร กล่าวว่า จากเดิมเกษตรกรในพื้นที่ปลูกพืชสมุนไพรขายแบบต่างคนต่างขาย กำหนดราคาเองไม่ได้ รายได้ไม่แน่นอน จึงได้รวมตัวเป็นวิสาหกิจชุมชนแปรรูปผลผลิตเกษตรบ้านหัวนา เมื่อปี 2561 มีสมาชิกเริ่มต้นเพียง 9 คน กระทั่งปลายปี 2562 กรมส่งเสริมการเกษตรได้เข้ามาส่งเสริมโครงการระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่
จึงได้จัดตั้งเป็นกลุ่มแปลงใหญ่สมุนไพร หมู่ที่ 10 ตำบลกกสะทอน อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย ปัจจุบันมีสมาชิก จำนวน 51 คน พื้นที่ปลูกพืชสมุนไพรรวม 420 ไร่ แบ่งเป็น 3 ส่วน ได้แก่ การปลูกพืชสมุนไพรแบบปลอดสารพิษ จำนวน 200 ไร่ การปลูกพืชสมุนไพรมาตรฐาน GAP จำนวน 111 ไร่ และการปลูกพืชสมุนไพร Organic จำนวน 109 ไร่

สำหรับสมุนไพรที่ปลูกมีหลากหลายชนิด เช่น ขิง ขมิ้นชัน ว่านหอม ตะไคร้ มะกรูด ว่านชักมดลูก เสลดพังพอน ไพล เป็นต้น ซึ่งส่วนใหญ่จะเน้นปลูกตามที่ลูกค้าต้องการ โดยใช้หลักการตลาดนำการผลิต ติดต่อหาลูกค้าก่อนเพื่อให้รู้ว่าตลาดต้องการพืชสมุนไพรชนิดไหน ปริมาณเท่าไร จากนั้นทางกลุ่มจะมีการวางแผนการผลิตให้กับสมาชิก โดยมีคณะกรรมการผู้ตรวจสอบแปลงคอยดูแลควบคุมคุณภาพการผลิตและปริมาณให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด
สมาชิกกลุ่มจะได้รับการสนับสนุนพันธุ์พืชสมุนไพร ที่มาจากแปลงแม่พันธุ์ ซึ่งในแต่ละปีจะหมุนเวียนสลับกันปลูกแม่พันธุ์เฉลี่ย 5 แปลง ต่อปี เพื่อแจกจ่ายให้กับสมาชิกนำไปปลูก เมื่อได้ผลผลิตก็นำมาขายให้ทางกลุ่มทั้งหมดในราคาประกันที่ทางบริษัทผู้รับซื้อกำหนด สำหรับราคาที่ได้รับจะลดหลั่นกันไปตามชนิดของสมุนไพรและเกรดมาตรฐานของผลผลิต เช่น ไพล 1 ไร่ จะได้ผลผลิตเฉลี่ย 3-5 ตัน ถ้าเป็นไพลออร์แกนิกขายได้ราคา 15 บาท ต่อกิโลกรัม ในขณะที่ ไพล GAP จะได้ 10 – 12 บาท ต่อกิโลกรัม และไพลปลอดสารพิษ ราคาจะอยู่ที่ 8 บาท ต่อกิโลกรัม เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ทางกลุ่มจะไม่หักค่าดำเนินการใดๆ กับสมาชิก เพียงแค่สมาชิกทุกคนต้องหักเงิน 10% ของรายได้จากผลผลิตที่ขาย สมทบเข้ากองทุนของกลุ่ม เพื่อนำเงินมาให้สมาชิกกู้ยืมไปลงทุน ตลอดจนใช้ในการบริหารจัดการพัฒนากลุ่มให้เข้มแข็งต่อไป

ด้วยการควบคุมคุณภาพอย่างเข้มงวด ส่งผลให้กลุ่มแปลงใหญ่สมุนไพร ได้รับการรับรองมาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี หรือ GAP (Good Agricultural Practices: GAP) มาตรฐานเกษตรอินทรีย์ หรือ Organic Thailand และมาตรฐานส่งออกของประเทศผู้นำเข้า เช่น สหภาพยุโรป แคนาดา เยอรมนี เป็นต้น รวมทั้งมีการใช้ระบบการตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability)
เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภค ส่งผลให้ปัจจุบันมีการส่งออกสินค้าเป็นสารสกัดน้ำมันจากพืชสมุนไพรเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมอาหาร สารสกัดน้ำมันจากพืชสมุนไพรเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมเครื่องหอมไทยจีน ซึ่งได้เซ็นสัญญาซื้อขายกับ 4 บริษัท ผู้ส่งออกรับซื้อผลผลิตในราคาประกัน บางส่วนทางกลุ่มได้ตกลงซื้อขายตรงกับคู่ค้าต่างชาติเองด้วย
นอกจากนี้ ยังส่งวัตถุดิบสมุนไพรทางการแพทย์ให้กองยา สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กระทรวงสาธารณสุขอีกด้วย ส่วนผลผลิตที่เหลือหรือตกเกรดก็นำมาทำสมุนไพรบดผงและแปรรูปทำเป็นลูกประคบขายเอง ภายใต้แบรนด์สินค้า “Organicบ้านนา by บ้านไร่ปลายภู” จำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์เพจเฟซบุ๊ก Organicบ้านนา by บ้านไร่ปลายภู และ Organics&Co. รวมทั้งวางจำหน่ายในห้างสรรพสินค้าชั้นนำ ได้แก่ กูร์เมต์ มาร์เก็ต เดอะมอลล์ และเซ็นทรัล

หลังจากเข้าสู่ระบบแปลงใหญ่สมุนไพร ทางกลุ่มมีการพัฒนาดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง สังเกตได้จากก่อนหน้ารวมกลุ่ม เกษตรกรส่วนใหญ่มีปัญหาหนี้สินครัวเรือนจำนวนมาก รายได้ไม่มั่นคง ปัจจุบัน ปัญหาหนี้สินลดลงเฉลี่ย 30-40% มีรายได้เพิ่มขึ้น ที่สำคัญคือ สุขภาพที่ดีขึ้นของสมาชิก เนื่องจากลดการใช้สารเคมี กอปรกับมีผลิตภัณฑ์สมุนไพรไว้ใช้เอง ลดการใช้ยาปฏิชีวนะ ลดรายจ่ายในครัวเรือน
นอกจากนี้ ทางกลุ่มยังได้ส่งเสริมให้สมาชิกปลูกผักผลไม้ Organic ชนิดอื่น เพื่อให้มีรายได้หมุนเวียนตลอดทั้งปี เนื่องจากทางกลุ่มมีลูกค้าอยู่แล้ว จึงรู้ความต้องการของตลาดดีว่า ตลาดยังต้องการพืชผัก Organic อีกหลายชนิด โดยเฉพาะแก้วมังกร Organic สามารถขายได้ราคาประกันสูงถึง 40 บาท ต่อกิโลกรัม ขณะที่แก้วมังกรที่ใช้สารเคมี จะขายได้ต่ำสุดที่ 3-5 บาท ต่อกิโลกรัม เท่านั้น
“ขณะนี้กระแสตอบรับพืชสมุนไพร Organic ของกลุ่มดีขึ้น ยอดจำหน่ายผลิตภัณฑ์โตขึ้น ประมาณ 60-70% ซึ่งเกิดขึ้นจากความร่วมมือร่วมใจและความซื่อสัตย์ของสมาชิกกลุ่ม แม้ว่าสถานการณ์โควิด-19 จะส่งผลกระทบต่อการส่งออกบ้าง ทางกลุ่มก็พยายามปรับตัวโดยหาช่องทางจำหน่ายในประเทศเพิ่มขึ้นควบคู่ไปด้วย สำหรับเป้าหมายต่อไปคือ ขยายพื้นที่ปลูกสมุนไพร Organic เพิ่มขึ้นจาก 10% ของพื้นที่ เป็น 30% ให้ได้ภายใน 5 ปี

โดยตั้งเป้าเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดส่งออกสมุนไพรให้ได้ครึ่งหนึ่งของความต้องการในประเทศแถบยุโรป พร้อมกันนี้ ยังได้วางแผนทำโรงสกัดน้ำมันเอง เพื่อสร้างรายได้เพิ่มให้สมาชิกและยังช่วยให้เกิดการจ้างแรงงานในชุมชน และสุดท้ายจะก้าวไปสู่รูปแบบบริษัทที่เติบโตมั่นคงต่อไปในอนาคต” ประธานกลุ่มแปลงใหญ่สมุนไพร กล่าวทิ้งท้าย
ด้าน นายวิรัตน์ วังคีรี สมาชิกกลุ่มแปลงใหญ่สมุนไพร ผู้ปลูกสมุนไพรมาตรฐาน Organic Thailand กล่าวว่า แต่เดิมรุ่นพ่อแม่ปลูกพืชสมุนไพรอยู่แล้ว แต่ไม่ได้เน้นเรื่องมาตรฐานใดๆ เลย พอมาถึงรุ่นของตนเองได้ปรับปรุงพัฒนาขึ้นมาเรื่อยๆ ยิ่งได้เข้ามาเป็นสมาชิกกลุ่มแปลงใหญ่ ก็ได้รับการถ่ายทอดความรู้ จึงยกระดับการผลิตให้มีมาตรฐานตามลำดับ เริ่มจากได้รับมาตรฐาน GAP และพัฒนาไปสู่มาตรฐาน Organic Thailand และมาตรฐานสากล สามารถจำหน่ายสินค้าได้ทั้งในและต่างประเทศ
ซึ่งหลังจากปรับเปลี่ยนมาทำสมุนไพร Organic พบว่า ต้นทุนลดลง รายได้ดีขึ้นมาก เพราะเมื่อก่อนจะขายสมุนไพรทีต้องขนใส่รถไปถึง 3 ตัน ถึงจะคุ้ม ขายได้ราคา 8-12 บาท ต่อกิโลกรัม ต้องเสียค่าแรงงานในการเก็บและเสียค่าขนส่งอีกเที่ยวละไม่ต่ำกว่า 600 บาท ขณะที่สมุนไพร Organic ถึงจะได้ผลผลิตเพียง 800-1,000 กิโลกรัม แต่ก็คุ้มค่ากับการลงทุน เพราะขายได้ในราคาที่ 22 บาท ต่อกิโลกรัม ที่สำคัญสามารถใช้แรงงานในครัวเรือนเก็บและขนส่งเองได้ ลดต้นทุนลงได้มากกว่าครึ่ง
สำหรับตัวอย่าง ต้นทุนการผลิตขิง 1 ไร่ ถ้าเป็นการปลูกแบบใช้สารเคมี จะมีต้นทุนการผลิตรวมค่าจ้างแรงงาน ประมาณ 47,000 บาท ผลผลิตที่ได้ 3-4 ตัน ราคาขาย 16 บาท ต่อกิโลกรัม จะเหลือกำไรสุทธิที่ 17,000 บาท ต่อไร่ ขณะที่ปลูกแบบ Organic ตอนที่ยังเป็นเกษตรรายเดี่ยวมีต้นทุนการผลิตอยู่ที่ 22,000-24,000 บาท ผลผลิตที่ได้เฉลี่ย 3 ตัน ราคาขาย 26 บาท ต่อกิโลกรัม
แต่เมื่อรวมกลุ่มเป็นแปลงใหญ่ เกษตรกรได้รับการถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีต่างๆ นำไปปรับใช้ทำให้ต้นทุนลดลงเหลือ 17,000 บาท ต่อไร่ ผลผลิตที่ได้ไม่ต่ำกว่า 3 ตัน ขณะที่กลุ่มมีใบรับรองมาตรฐาน Organic Thailand และมาตรฐานสากล สามารถส่งออกผลผลิตไปต่างประเทศได้ในราคาที่สูงถึง 38 บาท ต่อกิโลกรัม (ราคาส่งออกไปประเทศเยอรมนี) ส่วนราคาขายในประเทศอยู่ที่ 26 บาท ต่อกิโลกรัม ส่งผลให้สมาชิกกลุ่มมีกำไรสุทธิจากการผลิตสมุนไพร Organic อยู่ที่ประมาณ 20,000 บาท ต่อไร่ แต่มีหลายรายที่เป็นเกษตรกรต้นแบบของกลุ่ม สามารถสร้างกำไรสุทธิได้สูงถึง 32,000 บาท ต่อไร่ ซึ่งกลุ่มจะได้ขยายผลความสำเร็จนี้ให้กับสมาชิกรายอื่นเพื่อลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตให้ดีขึ้นต่อไป
จากข้อมูลดังกล่าว จะเห็นได้ว่า นี่คือ ตัวชี้วัดความสำเร็จของกลุ่มแปลงใหญ่สมุนไพร อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย ได้เป็นอย่างดี สมาชิกต่างเชื่อมั่นว่าเป้าหมายที่กลุ่มตั้งไว้ในการเพิ่มพื้นที่ปลูกพืชสมุนไพร Organic และการขยายฐานการผลิตและส่งออก จะทำให้สมาชิกกลุ่มมีความเข้มแข็งอย่างมั่นคงยิ่งขึ้นไปในอนาคต
