จากตัวเลขการส่งออกนมและผลิตภัณฑ์นมมูลค่ากว่าหมื่นล้านบาทอย่างต่อเนื่อง แต่กลับประสบปัญหาน้ำนมดิบล้นตลาด โดยสาเหตุหลักที่ทำให้นมล้นตลาดในไทย ทั้งที่ส่งออกได้ในปริมาณมาก มาจากปัจจัยหลัก 2 ประการ ได้แก่ การแข่งขันด้านราคาจากต่างประเทศ และความต้องการในประเทศที่ลดลง
1. การเปิดเสรีทางการค้า
การที่ประเทศไทยยกเลิกภาษีนำเข้านมและผลิตภัณฑ์นมจากออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ ทำให้สินค้านมจากสองประเทศนี้ ซึ่งมีต้นทุนการผลิตต่ำกว่าไทยมาก (ต้นทุนนิวซีแลนด์ประมาณ 11-12 บาท/กิโลกรัม เทียบกับไทย 21-22 บาท/กิโลกรัม) สามารถเข้ามาทำตลาดได้ในราคาที่ถูกกว่า ผู้ผลิตในประเทศจึงหันไปนำเข้านมจากแหล่งดังกล่าวเพื่อลดต้นทุนการผลิต ส่งผลให้น้ำนมดิบจากเกษตรกรไทยขายออกได้น้อยลง
2. ความต้องการในประเทศลดลง
แม้ตลาดนมพาณิชย์จะได้รับผลกระทบจากนมนำเข้า แต่ตลาดที่เคยเป็นหลักประกันให้กับเกษตรกรอย่าง “โครงการนมโรงเรียน” ก็เผชิญกับปัญหาจำนวนนักเรียนที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากอัตราการเกิดของประชากรต่ำลง ส่งผลให้ความต้องการใช้น้ำนมดิบเพื่อผลิตนมโรงเรียนลดลงตามไปด้วย ทำให้เกษตรกรต้องแบกรับภาระจากปริมาณน้ำนมดิบที่ผลิตได้ แต่ไม่มีช่องทางขายออกได้ตามที่เคยเป็นมา ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อเกษตรกรรายย่อยเป็นอย่างมาก
เพราะการยกเลิกภาษีนำเข้าจากออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ทำให้ผู้ผลิตหันไปใช้นมนำเข้าที่ต้นทุนถูกกว่า ขณะเดียวกันจำนวนนักเรียนที่ลดลงส่งผลให้ความต้องการนมโรงเรียนลดลงตามไปด้วย ทำให้เกษตรกรรายย่อยเจ็บหนักสุดจากปัญหานี้
(แหล่งข้อมูล : ลงทุนแมน)
ซึ่งเมื่อไม่นานมานี้ทีมงานเทคโนโลยีชาวบ้านได้มีโอกาสพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์นมไทยล้นตลาด กับ คุณพฤฒิ เกิดชูชื่น ผู้ก่อตั้งแดรี่โฮม นมออร์แกนิกชื่อดังของไทย และถือเป็นผู้คว่ำหวอดในวงการโคนมมานานกว่า 30 ปี
โดยคุณพฤฒิ ให้ข้อมูลว่า “สำหรับสถานการณ์นมไทยล้นตลาด ผมได้คาดการณ์เรื่องนี้มานานกว่า 20 ปีแล้ว จึงเป็นสาเหตุทำให้ผมหันมาทำนมออร์แกนิก เพราะเชื่อว่าการเลี้ยงวัวแบบออร์แกนิก เพื่อผลิตน้ำนมออร์แกนิกคุณภาพสูง จะเป็นทางออกของปัญหาเหล่านี้”
แล้วการเลี้ยงวัวออร์แกนิกแบบครบวงจร จะช่วยแก้ปัญหาเหล่านี้ได้ยังไงบ้าง
“เพราะว่าการทำนมออร์แกนิก จะทำให้น้ำนมไม่ล้น แล้วน้ำนมที่ผลิตได้ก็เป็นน้ำนมคุณภาพสูง ไปที่ไหนก็มีแต่คนอยากได้ โดยเฉพาะโรงงานอุตสาหกรรมส่วนใหญ่ไม่ได้อยากได้นมผงมาละลายน้ำ แต่เขาอยากจะได้น้ำนมคุณภาพดีๆ กันทั้งนั้น แต่น้ำนมในบ้านเราบางครั้งคุณภาพไม่ได้มาตรฐาน ทำให้เขาต้องนำเข้านมจากที่อื่น และอีกประเด็นก็คือการเลี้ยงวัวออร์แกนิก ทำให้ต้นทุนการผลิตต่ำลง แต่ได้คุณภาพน้ำนมสูงขึ้น”
ถ้าเลี้ยงวัวออร์แกนิกแล้วจะช่วยแก้ทั้งปัญหานมล้นตลาด และราคาที่ตกต่ำได้ ทำไมเกษตรกรส่วนใหญ่ยังไม่เปลี่ยนวิธีการเลี้ยง
“ปัญหาหลักๆ คือเกษตรกรกำลังติดกับดักความสบาย คือปลูกหญ้าก็ไม่ต้องปลูก ตัดหญ้าก็ไม่ต้องตัด ซื้อฟางก็ได้ ซื้ออาหารก็ได้ ซื้อข้าวโพด ทุกอย่างง่ายไปหมด แค่ยกหูโทรศัพท์ของที่สั่งไปก็มาส่งถึงหน้าบ้านแล้ว แต่ลืมคิดไปว่าทั้งหมดนี้มีต้นทุน แล้วต้นทุนนี้ใครเป็นคนจ่าย ก็เรานี่แหละที่เป็นคนจ่าย
เพราะฉะนั้นเมื่อไหร่ก็ตามที่เราทำงานน้อยลง เราก็ต้องจ่ายเยอะขึ้นเป็นเรื่องธรรมดา เพราะคนอื่นเขาทำงานแทนเรา เขาปลูกหญ้า ปลูกข้าวโพดแทนเรา เขาอุตส่าห์ตัดหญ้าแล้วก็ขนมาขายให้เรา เขาก็ต้องมีส่วนแบ่งในราคาน้ำนมของเรา แต่ถ้าไม่อยากแบ่งให้ใครเราก็ต้องปลูกเอง แล้วก็ไม่ต้องไปกังวลว่าการเลี้ยงวัวแบบออร์แกนิกจะทำให้น้ำนมลดลง
ถามว่าในสถานการณ์แบบนี้ คุณจะเลี้ยงวัวให้ได้น้ำนมเยอะๆ ไปเพื่ออะไร แล้วไปสู้กับตลาดนมที่กำลังแห่เข้ามาในบ้านเรา ที่ไม่ได้มีเพียงแค่ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์แล้ว แต่กำลังมีอเมริกาเข้ามาแบบง่ายๆ ไม่มีภาษี ในต้นทุนที่อาจจะถูกกว่าเรา ราคาถูกกว่าเรา แล้วเราจะสู้เขายังไง
ก็เลยเป็นคำถามว่าเราจะทำเยอะไปเพื่ออะไร เพราะฉะนั้นเรามาสู้ด้วยคุณภาพดีกว่า ทำให้น้อยลง แต่น้ำนมคุณภาพสูง ยังไงเกษตรกรก็อยู่ได้”
“นมไทย” จะสู้ “นมคู่แข่ง” ที่นำเข้ามาได้อย่างไร
“ถ้ามีคู่แข่งจากต่างประเทศเข้ามา ถามว่าเราลดราคาสู้ได้ไหม ทำได้ถ้าจำเป็น เพราะว่าต้นทุนเราต่ำ แต่ด้วยนมเราคุณภาพสูง ก็ไม่จำเป็นต้องลดราคาก็ขายได้ เพราะฉะนั้นนมเราก็ยังขายได้อยู่ นมในเครือข่ายเราก็ยังขายได้อยู่ แม่ว่าจะไม่ฟู่ฟ่า แต่สามารถไปได้เรื่อยๆ และสิ่งที่เราจะต้องช่วยกันทำตอนนี้คือการเปลี่ยนใจให้ผู้บริโภคหันมาดื่มนมออร์แกนิกเยอะๆ เพื่อที่จะทำให้สามารถช่วยเกษตรกรที่อยู่นอกเครือข่ายเราได้อีก” คุณพฤฒิ กล่าวทิ้งท้าย
เผยแพร่ออนไลน์ล่าสุด เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2568
