กรมประมง
นางฐิติพร หลาวประเสริฐ อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า “ปลาร้า” เป็นผลิตภัณฑ์พื้นบ้านจากภูมิปัญญาการถนอมอาหารของคนไทยที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน ผ่านการหมักด้วยปลาน้ำจืดชนิดต่างๆ ในระยะเวลาที่เหมาะสม จนได้รสชาติ กลิ่น และสีของน้ำปลาร้าที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว สามารถนำไปประกอบอาหารไทยได้หลากหลายเมนู เช่น ส้มตำ แกง ปลาร้าสับ แจ่วบอง และน้ำพริกชนิดต่างๆ ทั้งนี้ ในปัจจุบันผู้บริโภคเริ่มหันมาให้ความสนใจกับผลิตภัณฑ์ที่มีสุขอนามัย คุณภาพ และสะดวกในการเลือกซื้อสินค้าเพื่อนำไปประกอบอาหารมากขึ้น ทำให้ปลาร้าได้รับการพัฒนาจากรูปแบบดั้งเดิมสู่ผลิตภัณฑ์แปรรูปที่หลากหลาย เช่น น้ำปลาร้าปรุงรสบรรจุขวด ปลาร้าสับ ปลาร้าบอง หรือปลาร้าแปรรูปแบบแห้ง เช่น ผงปลาร้า ปลาร้าก้อน น้ำพริกปลาร้าแห้ง เป็นต้น ซึ่งสะดวกในการเก็บรักษา การบริโภคและขนส่ง จึงเป็นที่นิยมในการบริโภคมากขึ้น ผลสำรวจของสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ พบว่าคนไทยนิยมบริโภคปลาร้าดิบเฉลี่ย 19 กรัม/คน/วัน และน้ำปลาร้า 10 กรัม/คน/วัน ซึ่งสูงกว่าการบริโภคน้ำปลาที่อยู่ที่ 6 กรัม/คน/วัน สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการบริโภคปลาร้าที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่
นายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานกล่าวแสดงความยินดี พร้อมมอบโล่รางวัลและประกาศนียบัตรแก่ผู้ทำคุณประโยชน์ด้านการประมง ในงาน “วันสถาปนากรมประมง ครบรอบปีที่ 100” ภายใต้แนวคิด “ใต้ร่มพระบารมี 100 ปีกรมประมง ในน้ำมีปลา สร้างคุณค่าสู่ความมั่นคงทางอาหาร” โดยภายในงานมีการจัดแสดงนิทรรศการเรื่องราว 100 ปีกรมประมง ผลงานวิจัยและนวัตกรรม พร้อมเปิดพื้นที่ Open House และตลาดประมงกลางกรุง ให้ประชาชนได้เรียนรู้ภารกิจด้านการประมง รับชมผลงาน และเลือกซื้อสินค้าจากเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน และผู้ประกอบการทั่วประเทศ นางฐิติพร หลาวประเสริฐ อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า การประมงไทยถือเป็นรากฐานสำคัญในการดำรงชีวิตของประชาชน โดยเป็นแหล่งอาหาร สร้างอาชีพและรายได้ ตลอดจนสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับประเทศ โดยในปี 2568 ประเทศไทยมีการส่งออกสินค้าและผลิตภัณฑ์ประมงมากกว่า 1,670,857.78 ตัน สร้างมูลค่ากว่า 223,145.21 ล้านบาท สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของภาคการประมงที่มีความสำคัญและเชื่อมโยงกับวิถีชีวิตของประชาชน เศรษฐกิจ และความมั่นคงทางอาหาร กรมประมงในฐานะหน่วยงานหลักในการดูแลและพัฒนาภาคการประมง ตั
“ สาริกาฟาร์ม 4 ” จังหวัดฉะเชิงเทรา นับเป็นต้นแบบของการเลี้ยงกุ้งบ่อเล็ก ขนาด 1 ไร่ (1,600 ตรม.) ที่มีแนวทางลดต้นทุน เพิ่มผลกำไร โดยการลด ละ เลิกใช้สารเคมี และยาปฏิชีวนะ เลือกใช้หัวเชื้อจุลินทรีย์ของกรมประมงภายในฟาร์ม ทำให้สัตว์น้ำแข็งแรง อัตราการรอดสูง ทนต่อความเครียดจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศได้ดีแล้ว ยังพบสารอินทรีย์ตกค้างในพื้นบ่อเพาะเลี้ยงน้อยลงกว่าเดิม ทำให้คุณภาพน้ำดีขึ้น สามารถเพาะเลี้ยงกุ้งโดยไม่มีการถ่ายน้ำ ทำให้ต้นทุนต่ำ มีผลกำไรมากขึ้น เฉลี่ยพื้นที่ 1 ไร่ กำไร1ล้าน ทำฟาร์มผลิตกุ้งคุณภาพดี ทั้งใส่ใจดูแลสิ่งแวดล้อม คุณชาลี จิตรประสงค์ ประธานชมรมผู้เลี้ยงกุ้งฉะเชิงเทรา เจ้าของกิจการสาริกาฟาร์ม4 สะสมประสบการณ์ในการเพาะเลี้ยงกุ้ง มากว่า 30 ปี เขามุ่งมั่นที่จะผลิตกุ้งคุณภาพดี สด สะอาด ปลอดภัยไร้สารตกค้าง จำหน่ายภายในประเทศและส่งออก ขณะเดียวกันก็ใส่ใจดูแลสิ่งแวดล้อม ความหลากหลายทางชีวภาพ ยกระดับบริหารจัดการฟาร์มอย่างเป็นระบบจนได้รับมาตรฐาน Aquaculture Stewardship Council (ASC) ซึ่งเป็นมาตรฐานฟาร์มเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่มีความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ของสหภาพยุโรป ปัจจุบ
จากกรณี มีการเผยแพร่ข้อมูลผ่านสื่อสังคมออนไลน์ว่า พบปลาหมอคางดำในบริเวณอ่างเก็บน้ำเขื่อนลำปาว จังหวัดกาฬสินธุ์ ตั้งแต่วันที่ 31 สิงหาคม 2569 สำนักงานประมงจังหวัดกาฬสินธุ์ ไม่นิ่งนอนใจได้ร่วมกับศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดสกลนคร ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืดกาฬสินธุ์ และเครือข่ายประมงพื้นบ้าน ได้ลงพื้นที่สุ่มสำรวจด้วยแห รอบอ่างเก็บน้ำเขื่อนลำปาว พบการกระจายของปลาหมอคางดำในบริเวณบ้านท่าเรือภูสิงห์ ตำบลภูสิงห์ อำเภอสหัสขันธ์ ตำบลหนองสรวง อำเภอหนองกุงศรี ตำบลสำราญใต้ อำเภอสามชัย ฯลฯ ผลการสำรวจ พบการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำพบมากที่สุด 34 ตัว บริเวณบ้านคำเขื่อนแก้ว ตำบลสำราญใต้ อำเภอสามชัย ซึ่งเป็นพื้นที่เหนือเขื่อนที่ระดับน้ำไม่ลึกมาก อยู่ใกล้เขตรักษาพันธุ์สัตว์น้ำวัดเกาะแก้ว บริเวณดังกล่าวมีแหล่งอาหารอุดมสมบูรณ์ เนื่องจากมีประชาชนมาให้อาหารปลาเป็นประจำ นายบุญธง เภาเจริญ ประมงจังหวัดกาฬสินธุ์ เปิดเผยว่า สถานการณ์ในเขื่อนลำปาวขณะนี้ยังอยู่ในวงจำกัด พบแค่ 3 จุดเท่านั้น จำนวนยังไม่มากเมื่อเทียบกับพื้นที่เขื่อนที่กว้างถึง 356,000 ไร่ โดยเกณฑ์การประกาศเป็นพื้นที่ระบาด จะต้องพบปลาห
กรมประมง…เตรียมจัดงาน “วันสถาปนากรมประมง ครบรอบปีที่ 100” พร้อมเชิญทุกท่านร่วมติดตามผลงานที่กรมประมงได้สร้างคุณูปการตลอดระยะเวลา 100 ปี ผ่านเรื่องราวใน 4 ยุคสำคัญ ชวนสัมผัสนิทรรศการ ผลงานวิจัยและนวัตกรรม กิจกรรมเปิดบ้านกรมประมง (Open House) ตลอดจนร่วม ชม ชิม ช้อป สินค้าประมงคุณภาพมากมายภายในงานกว่า 36 ร้านค้า ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 21-22 กันยายน 2569 ณ กรมประมง กรุงเทพมหานคร นายมานพ หนูสอน รองอธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า กรมประมงได้ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2469 ในสมัยรัชกาลที่ 7 จากพระบรมราชโองการจัดตั้ง “กรมรักษาสัตว์น้ำ” สังกัดกระทรวงเกษตราธิการ ในปี พ.ศ. 2476 ได้เปลี่ยนชื่อเป็น “กรมการประมง” และต่อมาในปี พ.ศ. 2496 ได้เปลี่ยนชื่อเป็น “กรมประมง” จนถึงปัจจุบัน และได้ขับเคลื่อนภารกิจด้านการประมงของประเทศไทยซึ่งได้ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องและพัฒนาสู่ความก้าวหน้าอย่างหลากหลายมิติ และในโอกาสครบรอบวันสถาปนา 100 ปี ในปีนี้กรมประมงจึงได้จัดงานเฉลิมฉลองอย่างยิ่งใหญ่ ภายใต้แนวคิด “ใต้ร่มพระบารมี 100 ปีกรมประมง : ในน้ำมีปลา สร้างคุณค่าสู่ความมั่นคงทางอาหาร” โดยถ่ายทอดเรื่องราวการเดิน
ปัญหาเอเลียนสปีชีส์ หรือสัตว์น้ำต่างถิ่น รุกรานระบบนิเวศกำลังเป็นปัญหาใหญ่ในหลายประเทศ เช่น ฟิลิปปินส์ เวียดนาม สหรัฐอเมริกา รวมทั้งประเทศไทย ทุกวันนี้ การแพร่พันธุ์ ของสัตว์น้ำต่างถิ่น ล้วนส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศแหล่งน้ำของประเทศไทยอย่างมาก การแพร่กระจายของเอเลียนสปีชีส์ หรือสัตว์น้ำต่างถิ่น ในประเทศไทยพบว่า เกิดจากหลายช่องทาง เช่น การนำเข้าสัตว์น้ำสวยงาม การเพาะเลี้ยง การปล่อยสัตว์เลี้ยงสวยงามลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ จากความตั้งใจและไม่ตั้งใจ เช่น ปัญหาน้ำท่วมพัดพาสัตว์น้ำจากฟาร์มสู่ธรรมชาติ เป็นต้น ตลาดปลาสวยงาม สร้างรายได้ดี ปัจจุบันการเลี้ยงปลาสวยงามเป็นงานอดิเรก ได้รับความนิยมแพร่หลายทั่วโลก มีมูลค่าการซื้อขายกว่า 10,000 ล้านบาท ประเทศไทยเป็นประเทศผู้ส่งออกอันดับต้นๆ ของโลก มีส่วนแบ่งการตลาดประมาณ 11% เพราะประเทศไทยมีสภาพภูมิประเทศและภูมิอากาศที่เหมาะสมต่อการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำสวยงาม ปลากัดไทยเป็นหนึ่งในสินค้าส่งออกสำคัญที่ได้รับความนิยมในตลาดโลก โดยปลากัดไทยได้รับการพัฒนาด้านการเพาะเลี้ยงและปรับปรุงพันธ์ุจากกลุ่มผู้เพาะเลี้ยงจนเกิดรูปร่างลักษณะที่มีความหลากหลาย รวมทั้งสีสันที่สวยงาม
การปรากฏตัวของปลาหมอคางดำ ณ เขื่อนลำปาว จังหวัดกาฬสินธุ์ ตามการเปิดเผยของ นายชัชวาล แพทยาไทย สส.ร้อยเอ็ด พรรคไทยสร้างไทย ไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่ธรรมชาติรังสรรค์ขึ้น แต่นี่คือประจักษ์พยานอีกหนึ่งชิ้นที่ชี้ให้สังคมไทยเชื่อได้ว่า วิกฤตนี้ขับเคลื่อนด้วย “น้ำมือมนุษย์” ผ่านการลักลอบเคลื่อนย้ายข้ามภูมิภาคอย่างต่อเนื่อง การแพร่ระบาดจากลุ่มน้ำภาคใต้และภาคกลาง ลามลึกสู่หัวใจอีสาน อาจเป็นผลผลิตโดยตรงจากช่องโหว่ของการค้าปลาสวยงาม และการปล่อยปละละเลยของรัฐ เมื่อนำภาพปลาหมอคางดำที่เขื่อนลำปาวมาวางคู่กับงานวิจัยชิ้นล่าสุดของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในวารสารวิชาการนานาชาติ Aquaculture Reports ที่ยืนยันชัดเจนว่าปลาหมอคางดำในไทยมีความหลากหลายทางพันธุกรรมสูงถึง 19 แฮปโลไทป์ แตกต่างจากการนำเข้าครั้งเดียว สะท้อนการลักลอบนำเข้าหลายระลอกและโครงสร้างประชากรในหลายพื้นที่แตกต่างกัน การที่ปลาไปโผล่กลางภาคอีสานได้ ย่อมพิสูจน์ว่ามีกระบวนการขนส่งสัตว์น้ำข้ามถิ่นที่หลุดรอดจากเรดาร์ควบคุมอย่างสิ้นเชิง หลักฐานดังกล่าวทำให้ “การเคลื่อนย้ายโดยมนุษย์” เป็นคำอธิบายสำคัญของการที่ปลาปรากฏในพื้นที่ซึ่งอยู่ห่างไกลกัน
ศาลปกครองพิพากษากรณีการแพร่ระบาดของปลาหมอสีคางดำ หรือปลาหมอคางดำ ให้หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องดำเนินมาตรการควบคุม ป้องกัน แก้ไข และระงับยับยั้งการแพร่ระบาดภายใน 180 วัน ขณะที่ยกคำขอไม่พิพากษาในส่วนที่ผู้ฟ้องเรียกร้องให้บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) และผู้เกี่ยวข้องรับผิดชอบค่าเสียหายแก่รัฐ วันที่ 8 กันยายน 2569 ศาลปกครองกลางพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ ส.14/2567 ผู้ฟ้องรวม 54 คนยื่นฟ้องกรมประมงกับพวกรวม 18 คน จากการที่กรมประมงละเลยต่อหน้าที่ในการป้องกัน ควบคุมสัตว์น้ำต่างถิ่นตามที่พระราชบัญญัติการประมง พ.ศ. 2490 ที่เป็นกฏหมายที่ใช้บังคับในขณะนั้น จึงมีคำสั่งให้กรมประมง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องปฏิบัติตามหน้าที่ตามพระราชกำหนดการประมง ในการควบคุม ป้องกัน แก้ไข และระงับยับยั้งการขยายพันธุ์หรือการแพร่ระบาดของปลาหมอสีคางดำ หรือปลาหมอคางดำในพื้นที่ระบาด และออกประกาศเขตให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยกรณีฉุกเฉิน โดยให้กรมประมงปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่ในการควบคุม ป้องกัน แก้ไข และระงับยับยั้งการขยายพันธุ์หรือการแพร่ระบาดของปลาหมอสีคางดำในพื้นที่แพร่ระบาด ตามแผนปฏิบัติการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปล
ภาพรวมการผลิตสัตว์น้ำของไทยกำลังเติบโตไม่หยุด โดยเฉพาะธุรกิจสัตว์น้ำจืดและน้ำกร่อยสายพันธุ์เศรษฐกิจ ปลานิลครองแชมป์ โตปีละ 3.18% ผลพวงจากการปรับปรุงพันธุ์ เลี้ยงระบบปิด ควบคุมคุณภาพ จับตามองตลาดปลากะพงขาวโตแรงทะลุ 60,000 ตันต่อปี หลังใช้เทคโนโลยีเพาะลูกปลาให้แข็งแรง อยู่รอดในทุกแหล่งน้ำ ในช่วง 3 ปีหลัง (พ.ศ. 2567-2569) จนถึงปัจจุบัน สัตว์น้ำเศรษฐกิจหลักของไทยมีอัตราการเติบโต ดังนี้ ปลานิล: แชมป์อันดับ 1 สัตว์น้ำจืดไทย ผลผลิตแตะ 2.7 แสนตัน ยังครองตำแหน่งสัตว์น้ำจืดที่มีการเพาะเลี้ยงมากที่สุดในประเทศ โดยผลผลิตไต่ระดับเพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 3.18 ต่อปี ปัจจุบัน (พ.ศ. 2569) ประเทศไทยมีฟาร์มผู้เพาะเลี้ยงปลานิลกว่า 330,000 ฟาร์ม และสร้างผลผลิตรวมพุ่งสูงถึงประมาณ 270,000 ตันต่อปี คิดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจในระบบสูงกว่า 13,600 ล้านบาท โดยผลผลิตส่วนใหญ่กว่าร้อยละ 98 ถูกส่งไปตอบสนองการบริโภคที่แข็งแกร่งภายในประเทศ ปัจจัยหลักที่ทำให้ผลผลิตเพิ่มขึ้น เกิดจากการยกระดับสายพันธุ์ปลานิลให้ทนโรค โตเร็ว และเนื้อแน่น ประกอบกับเกษตรกรหันมานิยมเลี้ยงปลานิลในกระชังตามแหล่งน้ำไหลและในบ่อดินด้วยระบบปิดอัจฉริยะ (Sm
กรมประมง ต่อยอดงานวิจัยเพาะขยายพันธุ์ “หอยหวาน” สัตว์น้ำเศรษฐกิจมูลค่าสูง เดินหน้าผลิตลูกพันธุ์ปล่อยคืนสู่แหล่งน้ำธรรมชาติต่อเนื่องปีละกว่า 300,000 ตัว หนุนฟื้นฟูทรัพยากรเพิ่มผลผลิตในทะเลและสร้างโอกาสทางอาชีพให้ชาวประมงชายฝั่ง หลังความต้องการบริโภคเพิ่มขึ้น ขณะที่ผลผลิตส่วนใหญ่ยังพึ่งพาการจับจากธรรมชาติ ขานรับกับนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และแนวคิด “Fisheries Connect For Sustainability” ของกรมประมง ที่มุ่งนำ “งานวิจัย–เทคโนโลยี–นวัตกรรม” มาเป็นกลไกสำคัญในการเพิ่มผลผลิตสัตว์น้ำในแหล่งน้ำธรรมชาติ ควบคู่กับการบริหารจัดการทรัพยากรอย่างเหมาะสม โดยเปิดโอกาสให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมตั้งแต่การอนุรักษ์ ฟื้นฟู ไปจนถึงการใช้ประโยชน์ เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาชีพและคืนความสมดุลสู่ระบบนิเวศทางทะเลอย่างยั่งยืน นางฐิติพร หลาวประเสริฐ อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า “หอยหวาน” (Babylonia areolata) เป็นหอยทะเลฝาเดียวที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจ เปลือกค่อนข้างหนา มีพื้นสีขาวและแต้มจุดสีน้ำตาลดำขนาดใหญ่เรียงกัน 3 แถว บริเวณปลายสุดของเปลือกจะแหลม พบกระจายทั้งทะเลฝั่งอ่าวไทยและอันดามัน โดยเฉพาะบริเวณจังหวัดระยอง จันท
