กรมประมง
“หนองหาร” เป็นทะเลสาบน้ำจืดขนาดใหญ่ที่สุดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และใหญ่เป็นอันดับ 2 ของประเทศไทย หนองหารมีพื้นที่รวม 77,016 ไร่ ใน 2 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมือง และอำเภอโพนนาแก้ว จังหวัดสกลนคร มีชุมชนอาศัยอยู่โดยรอบ 53 ชุมชน มีประชากรที่ทำประมงในหนองหารรวม 870 ราย และยึดการทำประมงเป็นอาชีพหลัก 160 ราย หนองหารเป็นต้นน้ำของลำน้ำก่ำซึ่งไหลลงสู่แม่น้ำโขง และเป็นแหล่งรองรับน้ำจากลำห้วยต่างๆ หลายสาย ประมาณ 1,500 ตารางกิโลเมตร แต่จากสภาพแวดล้อมที่มีการเปลี่ยนแปลงไป ทั้งจากการดำเนินโครงการพัฒนาลุ่มน้ำและการก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างที่กีดขวางทางน้ำ ส่งผลกระทบต่อแหล่งสืบพันธุ์วางไข่และอนุบาลสัตว์น้ำ อีกทั้งกลุ่มปลาที่มีการอพยพย้ายถิ่นเพื่อการผสมพันธุ์วางไข่ไม่สามารถอพยพไปยังแหล่งต้นน้ำได้ ทำให้ทรัพยากรสัตว์น้ำมีแนวโน้มลดลง พาปลากลับบ้าน จากโขง สู่หนองหาร เพื่อให้ประชาชนสามารถใช้ประโยชน์จากทรัพยากรสัตว์น้ำได้อย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ปี 2564 เป็นต้นมา กรมประมงได้จัดกิจกรรมปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำพื้นเมืองลงสู่หนองหารเป็นประจำ โดยรวบรวมพ่อแม่พันธุ์ปลาจากแหล่งน้ำธรรมชาติมาเพาะขยายพันธุ์และปล่อยลงสู่หนองหาร ลำน้ำก่
สืบเนื่องจาก นายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้มอบนโยบายให้กรมประมง คุมเข้มพื้นที่เพื่อป้องกันการแพร่กระจายปลาหมอคางดำ และนำปลาที่จับขึ้นได้มาใช้ประโยชน์สูงสุดนั้น ล่าสุดสำนักงานประมงจังหวัดในหลายพื้นที่ ตั้งแต่ กรุงเทพฯ ชลบุรี ระยอง สมุทรปราการ นนทบุรี ตราด เพชรบุรี ฯลฯ ต่างเร่งทำงานเชิงรุก เดินหน้าสำรวจหมอคางดำเพื่อนำมาใช้ประโยชน์สูงสุด ด้านจังหวัดจันทบุรี ที่มีกระแสข่าวพบปลาหมอคางดำในคลองส่งน้ำดี คุ้งกระเบน อำเภอท่าใหม่ ทางสำนักงานประมงจังหวัดจันทบุรี ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบพบปลาหมอคางดำในบริเวณแหล่งน้ำสาธารณะ ยังไม่เข้าบ่อเลี้ยง พร้อมแจ้งให้เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งขาวและกุ้งกุลาดำในบริเวณอ่าวคุ้งกระเบนและพื้นที่ใกล้เคียงเพิ่มความเข้มงวดของระบบกรองน้ำ (ถุงกรองตาข่าย) ก่อนสูบน้ำเข้าบ่อพักและบ่อเลี้ยงอย่างรัดกุมที่สุด เพื่อป้องกันไม่ให้ไข่หรือลูกปลาหลุดรอดเข้าไปสร้างความเสียหายต่อผลผลิต และขอความร่วมมือเครือข่าย หากพบการแพร่กระจายของปลาหมอคางดำสามารถแจ้งเบาะแสเข้ามาที่สำนักงานประมงจังหวัดจันทบุรีเพื่อประเมินความหนาแน่นของปลาหมอคางดำ และวางแนวทางกำจัดออกจา
กรณีพบฝูงปลาหมอคางดำลอยคอหายใจกลางแม่น้ำ และแหล่งน้ำหลายพื้นที่ในช่วงที่ผ่านมานั้น ผศ.ดร.พรเทพ เนียมพิทักษ์ หัวหน้าสาขาวิชาประมง คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้วิเคราะห์ข้อมูลตามหลักวิชาการว่า การรวมฝูงลอยตัวขนานกับผิวน้ำ ถือเป็นพฤติกรรมปกติของฝูงปลานิลอยู่แล้ว ในช่วงสภาพอากาศปิด หลังฝนตกหนัก หรือมีปัญหาน้ำเสีย ปริมาณออกซิเจนในน้ำหมดลง ปลาทุกชนิดมักลอยหัว ขึ้นมาฮุบอากาศเหนือผิวน้ำ เพื่อความอยู่รอดตามธรรมชาติ ประชาชนสามารถลงอวนจับปลาไปบริโภคได้ตามปกติ “กรณีปลาลอยหัวครั้งนี้ ผมฟันธงไม่ได้ 100% ว่าเกิดจากสาเหตุอะไรเพราะไม่เห็นหน้างาน อาจเกิดได้จากหลายกรณี เช่น สภาพอากาศเปลี่ยนแปลง หรือเกิดจากคุณภาพน้ำที่ปนเปื้อนสารเคมี นอกจากนี้ ปลาหมอคางดำที่มารวมฝูงเป็นจำนวนมาก ก็ทำให้ปลาขาดออกซิเจนได้เช่นกัน คงต้องให้กรมประมงเข้าไปตรวจสอบข้อเท็จจริงในเรื่องนี้” สำหรับกระแสข่าวที่เกิดขึ้น กรมประมงไม่ได้นิ่งนอนใจ ขอประชาชนอย่าตื่นตระหนก ทั้งนี้ สำนักงานประมงในแต่ละพื้นที่ต่างเร่งบูรณาการทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและชาวบ้านร่วมกันลงพื้นที่ดำเนินกิจกรรม “ลงแขก ลงคลอง” ช่วยกันจับปลาขึ้นจากแหล่ง
การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ไม่ได้เป็นเพียงอาชีพดั้งเดิมของชุมชนอีกต่อไป แต่กำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี มาตรฐานการผลิต และแนวคิดด้านความยั่งยืนอย่างจริงจัง หนึ่งในบุคคลต้นแบบที่สะท้อนภาพความสำเร็จดังกล่าวได้อย่างชัดเจน คือ คุณอมร เหลืองนฤมิตชัย เกษตรกรวัย 51 ปี เจ้าของ บริษัท มานิตย์ เจเนติกส์ จำกัด ในพื้นที่อำเภอเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรี ผู้ได้รับการคัดเลือกจากกรมประมง ให้เป็น “เกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ สาขาอาชีพเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืด ประจำปี พ.ศ. 2569” จากความสำเร็จในการพัฒนาธุรกิจเพาะพันธุ์และเลี้ยงปลานิลแบบครบวงจร ที่สามารถยกระดับมาตรฐานการผลิตไทยสู่ระดับสากล ควบคู่กับการดูแลสิ่งแวดล้อมและสร้างประโยชน์คืนสู่สังคมอย่างเป็นรูปธรรม นางฐิติพร หลาวประเสริฐ อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า อาชีพเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำถือเป็นอีกหนึ่งเสาหลักสำคัญของเศรษฐกิจภาคการเกษตรไทย โดยการจะผลิตสัตว์น้ำคุณภาพให้ได้มาตรฐานนั้น ต้องอาศัยความรู้ ความใส่ใจ และการบริหารจัดการที่ดีตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ทั้งการเตรียมบ่อ การคัดเลือกสายพันธุ์ การดูแลสุขภาพสัตว์น้ำ ไปจนถึงกระบวนการผลิตที่ปลอดภัยต่อผู้บริโภค 
การวางกลยุทธ์การบริการจัดการปลาหมอคางดำเพื่ออนาคต ที่นำไปสู่การแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง นับเป็นโจทย์ยากที่ท้าทาย เพราะไม่ใช่แค่การกำจัดปลา เพียงด้านเดียว การบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพต้องคิดแบบบูรณาการทั้งระบบ เชื่อมโยงเศรษฐกิจ สังคม นโยบายและสิ่งแวดล้อมเข้าด้วยกัน จากเวทีสัมมนา “มิติใหม่แห่งการบริหารจัดการปลาหมอคางดำ : สู่การใช้ประโยชน์และเพิ่มมูลค่า” จัดโดย คณะกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์ วุฒิสภา ตัวแทนจากสถาบันการศึกษา หน่วยงานภาครัฐ ฝ่ายนิติบัญญัติ และชาวประมงได้พยายามหาทางออกร่วมกัน เพื่อเปลี่ยนปลาหมอคางดำให้กลายเป็นทรัพยากรทางเศรษฐกิจที่เกิดประโยชน์สูงสุดดังนี้ มิติที่ 1 : จัดการปัญหา “ปลาหมอคางดำ” ให้ตรงจุดต้องอาศัยฐานข้อมูลที่แม่นยำ อ้างอิงผลงานวิจัยจาก คณะนักวิจัยจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นำโดย ดร.พรเทพ พรรณรักษ์ และคณะผู้จัย คือ ศ.ดร.วรณพ วิยกาญจน์, ศ.ดร.สุชนา ชวนิชย์, ศ.ดร.เปี่ยมศักดิ์ เมนะเศวต, และ รองศาสตราจารย์ ดร.ศานิต ปิยพัฒนากร ได้เปิดเผยโครงสร้างดีเอ็นเอของปลาหมอคางดำในไทย ซึ่งพบรูปแบบพันธุกรรมถึง 19 รูปแบบ บ่งชี้ว่ามีการ “นำเข้ามาหลายครั้ง” จากหลาย
วันที่ 14 พฤษภาคม 2569 คณะกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์ วุฒิสภา ได้จัดสัมมนา เรื่อง “มิติใหม่แห่งการบริหารจัดการปลาหมอคางดำ : สู่การใช้ประโยชน์และเพิ่มมูลค่า” โดยมี พลเอก เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภา คนที่หนึ่ง เปิดการสัมมนา นายธวัช สุระบาล ประธานคณะกรรมาธิการการเกษตรฯ กล่าวรายงาน พร้อมด้วยคณะกรรมาธิการ ผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ชาวประมง ผู้ประกอบการด้านการประมง องค์กรชุมชนประมงท้องถิ่น ประชาชนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ สภาเกษตรกรจังหวัดในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา และสื่อมวลชน เข้าร่วมงานกันอย่างคับคั่ง ณ ห้องจัดประชุมสัมมนา B1 – 3 ชั้น B1 อาคารรัฐสภา ในงานนี้ กรมประมงได้ร่วมจัดนิทรรศการเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับการควบคุมและกำจัดปลาหมอคางดำ ตลอดจนงานวิจัยด้านการควบคุมประชากร และการนำปลาหมอคางดำไปใช้ประโยชน์ในหลากหลายมิติ ทั้งการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อาหาร ได้แก่ ปลาร้าปลาหมอคางดำ น้ำปลาปลาหมอคางดำ น้ำปลาร้าปลาหมอคางดำสำเร็จรูป น้ำยาขนมจีนปลาหมอคางดำ ปลาร้าปลาหมอคางดำคั่วกลิ้ง ปลาหมอคางดำย่าง น้ำพริกปลาหมอคางดำ ปั้นขลิบปลาหมอคางดำ ดอกจอก
กรมประมง…ขอเชิญผู้สนใจร่วมประกวดปลาสวยงามและประกวดการจัดตู้พรรณไม้น้ำในงานวันประมงน้อมเกล้าฯ ครั้งที่ 36 ชิงถ้วยรางวัลพระราชทานสมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี และโล่รางวัลจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สามารถสมัครได้ตั้งแต่บัดนี้ จนถึงวันที่ 12 มิถุนายน 2569 นางฐิติพร หลาวประเสริฐ อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า…งานวันประมงน้อมเกล้าฯ ครั้งที่ 36 จัดขึ้นด้วยความร่วมมือระหว่างกรมประมง คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์คและสเปลล์ ภาครัฐและภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 3-12 กรกฎาคม 2569 ณ ศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์คและสเปลล์ โดย 1 ในไฮไลต์สำคัญของงานคือ การจัดการประกวดปลาสวยงามทั้งหมด 8 ชนิด 81 ประเภท และการจัดตู้พรรณไม้น้ำ 2 ประเภท พร้อมพิเศษครั้งแรกในงานวันประมงน้อมเกล้าฯ กับการประกวดปลาสวยงาม ประเภท “ปลาบอลลูน” ชิงถ้วยรางวัลพระราชทานสมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมการเพาะเลี้ยงปลาสวยงามของไทย เพิ่มมูลค่
“ปลาหมอคางดำ” เป็นปลาต่างถิ่นที่สามารถอาศัยอยู่ในแหล่งน้ำธรรมชาติได้ทั้งน้ำจืด น้ำเค็ม และน้ำกร่อย ที่ผ่านมา กรมประมงได้ดำเนินมาตรการควบคุมและลดประชากรปลาชนิดนี้อย่างจริงจัง ผ่านกิจกรรมลงแขกลงคลองที่ทำอย่างต่อเนื่องทุกเดือน โดยร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และความร่วมมือของประชาชนในพื้นที่ในการแจ้งเบาะแสที่พบปลาหมอคางดำ ทำให้สถานการณ์ภาพรวมของการระบาดปลาหมอคางดำในหลายพื้นที่มีแนวโน้มลดลง แต่การกำจัดปลาหมอคางดำให้หมดจากแหล่งน้ำธรรมชาติเป็นไปได้ยาก เพราะสภาพแหล่งน้ำของไทยมีความเชื่อมต่อสูง และปลาชนิดนี้สามารถแพร่พันธุ์ได้ตลอดปี ดังนั้น การแก้ปัญหาปลาหมอคางดำในประเทศไทยไม่ใช่แค่จับตาย แต่ต้องรู้จักใช้ประโยชน์ปลาหมอคางดำให้เกิดประโยชน์สูงสุดด้วย ใช้ปลาหมอคางดำเลี้ยงปู ปลาหมอคางดำเป็นสัตว์น้ำที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง ทุกๆ 100 กรัม มีปริมาณโปรตีน ประมาณ 18.6-21.6 กรัม สูงเทียบเท่าปลานิล พลังงาน 97 กิโลแคลอรี ไขมันต่ำเพียง 1.2 กรัม นอกจากนี้ ยังอุดมไปด้วยแร่ธาตุมากมาย ไม่ว่าจะเป็นโพแทสเซียม ฟอสฟอรัส แคลเซียม และสังกะสี ที่สำคัญ ปลาหมอคางดำยังเป็นแหล่งอาหารโปรตีนราคาถูก ที่ผ่านมามีฟาร์มหลาย
ปลาช่อนทะเล (Cobia) ปัจจุบันสามารถผลิตลูกพันธุ์เพื่อส่งต่อให้เกษตรกรนำไปเลี้ยงได้อย่างต่อเนื่องด้วยปลาช่อนทะเลมีคุณลักษณะที่ดีเป็นที่ต้องการของผู้บริโภค อาทิ เป็นปลาเนื้อขาว มีเนื้อแน่น รสชาติอร่อย มีคุณค่าทางโภชนาการสูง และมีกรดไขมันที่ไม่อิ่มตัว (DHA) จึงได้รับฉายาว่า “Black Salmon” สามารถนำไปรังสรรค์เมนูอาหารได้หลากหลาย และยังนำไปแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าได้ เช่น ปลาช่อนทะเลแดดเดียว สเต๊กปลาช่อนทะเล หรือซาชิมิ ที่เป็นเมนูยอดฮิต ผ่านกรรมวิธีการแปรรูปด้วยวิธี “รีดเลือด” (Ikejime) ซึ่งเป็นกระบวนการสร้างมูลค่าเพิ่มเพื่อคงความสดใหม่ ลดกลิ่นคาว และรักษาคุณภาพปลา ช่วยยกระดับให้เป็นปลาช่อนทะเลเกรดพรีเมียมจึงเป็นที่นิยมของผู้บริโภคและเป็นที่ต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศ โดยราคาตลาดในขณะนี้ หากเป็นปลาช่อนทะเลทั้งตัวมีราคาการจำหน่ายอยู่ที่ 180 บาทต่อกิโลกรัม แต่เมื่อนำมาแปรรูปโดยวิธีดังกล่าวสามารถเพิ่มมูลค่าการจำหน่ายได้ถึง 250 บาทต่อกิโลกรัม หรือจำหน่ายในรูปแบบซาชิมิพร้อมรับประทาน ราคาเนื้อปลาช่อนทะเลจะพุ่งสูงถึงกิโลกรัมละ 1,000 บาท นับเป็นโอกาสสำคัญ ในการสร้างอาชีพและสร้าง
กรมประมงเปิดตัวโมบายแอปพลิเคชัน Thailand FishAI นวัตกรรมใหม่ที่ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาจำแนกชนิดปลาเบื้องต้นได้อย่างถูกต้อง และแม่นยำด้วยกล้องถ่ายรูปจากสมาร์ทโฟน พร้อมทั้งยังมีฟังก์ชันระบบค้นหาข้อมูลชนิดสัตว์น้ำและพรรณไม้น้ำของกรมประมง (Big Data) ไว้กว่า 2,000 ชนิด ให้บริการสืบค้นข้อมูลได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และมีความทันสมัย และยังมีฟังก์ชันสนับสนุนภารกิจการสำรวจและอนุรักษ์ทรัพยากรประมงแบบมีส่วนร่วม การตรวจสอบชนิดปลาจากผู้เชี่ยวชาญ รองรับทั้งระบบ Android และ iOS ช่วยให้ผู้สนใจเข้ามาใช้ประโยชน์ได้อย่างสะดวกรวดเร็ว พร้อมนี้ยังได้ร่วมมือกับสมาคมตอบโต้ภัยพิบัติ (ประเทศไทย) (Disaster Response Associations Thailand : DRAT) จัดถ่ายทอดองค์ความรู้การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอากาศยานไร้คนขับ (Unmanned Aerial Vehicle : UAV/Drone) กับการบริหารจัดการด้านการประมงให้กับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ในภารกิจการประมงได้อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ นางฐิติพร หลาวประเสริฐ อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า กรมประมงเป็นหน่วยงานภาครัฐที่ขับเคลื่อนภาคการประมงของประเทศ ที่มุ่งเน้นการนำเทคโนโลยีและนว
