News

แกะรอยปลาหมอคางดำ ด้วยเทคโนโลยี eDNA ใช้สแกนน้ำ ชี้เป้าสกัดกั้น “ปลาหมอคางดำ” ก่อนระบาดลุกลามทั่วอีสาน

หลังพบการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำซึ่งเป็นสัตว์น้ำต่างถิ่น(Alien Species) เป็นครั้งแรกในพื้นที่ภาคอีสานที่เขื่อนลำปาว จังหวัดกาฬสินธุ์ ได้สร้างความกังวลให้กับประชาชนและเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำอย่างมาก เพราะเขื่อนลำปาว แหล่งน้ำสำคัญของอีสานหล่อเลี้ยงพื้นที่เกษตรกรรมหลายจังหวัดในลุ่มน้ำชีและภาคอีสานตอนล่างเช่น ร้อยเอ็ด และมหาสารคาม หากวางแผนป้องกันกำจัดปลาหมอคางดำไม่รัดกุม อาจทำให้ปลาหมอคางดำแพร่กระจายในวงกว้าง ทำลายระบบนิเวศและกินสัตว์น้ำท้องถิ่นจนส่งผลกระทบต่ออาชีพและรายได้ของประชาชนและเกษตรกรจำนวนมาก

ที่ผ่านมากรมประมงได้ดำเนินมาตรการสำรวจ และเฝ้าระวัง สถานการณ์การแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำอย่างต่อเนื่อง สามารถจับปลาหมอคางดำได้แบบรายวัน กระจายอยู่ในพื้นที่ 3 อำเภอได้แก่ อำเภอสามชัย  อำเภอหนองกุงศรี และ อำเภอสหัสขันธ์  แต่เขื่อนลำปาวมีพื้นที่กว้างขวาง ประกอบกับใช้เครื่องมือจับสัตว์น้ำแบบดั้งเดิมเช่น ตุ้ม ลอบ แหและอื่นๆ  ทำให้การตรวจพบปลาหมอคางดำยังอยู่ในระยะเริ่มต้นที่มีปริมาณไม่มาก การวางแผนสกัดกั้นการแพร่ระบาดปลาหมอคางดำอาจไม่ทันการณ์

ใช้เทคโนโลยี eDNA สกัดกั้นปลาหมอคางดำ


เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2569 ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) มอบหมายให้ ทันตแพทย์หญิงศรีญาดา ปาลิมาพันธ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว.  ร่วมคณะ นายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์และมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ ณ เขื่อนลำปาว จังหวัดกาฬสินธุ์

กระทรวง อว. โดยศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (BIOTEC) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ได้นำเสนอเทคโนโลยี eDNA เป็นทางเลือกตรวจจับสัญญาณการปรากฏตัวของปลาหมอคางดำเพื่อสกัดกั้นการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำอย่างแม่นยำและรวดเร็ว 

เทคโนโลยี eDNA (Environmental DNA) หรือดีเอ็นเอในสิ่งแวดล้อม เป็นนวัตกรรมขั้นสูงทำหน้าที่เป็น ‘ด่านตรวจเตือนภัยล่วงหน้า’ ผ่านการเก็บตัวอย่างน้ำ กรอง และสกัด DNA ที่สัตว์น้ำปล่อยออกมา เช่น เมือก, เกล็ด หรือสิ่งขับถ่าย โดยการเปรียบเทียบปริมาณสารพันธุกรรมในน้ำ สามารถประเมินความหลากหลาย และจำนวนประชากรของสัตว์น้ำ สามารถบอกได้ว่าในแหล่งประมงนั้นมีปลาชนิดใดอยู่บ้าง และมีความหนาแน่นมากน้อยเพียงใด เทคโนโลยีนี้สามารถ ตรวจหารหัสพันธุกรรมเฉพาะเจาะจง ทำให้สามารถยืนยันการมีอยู่ของปลาหมอคางดำได้ตั้งแต่ระยะที่ยังหลุดรอดมาเพียงเล็กน้อย ก่อนที่จะมีการรวมฝูงหรือขยายพันธุ์จนมองเห็นด้วยตาเปล่า  ช่วยลดผลกระทบต่อระบบนิเวศได้อย่างดีเยี่ยม

ปัจจุบัน หลายประเทศได้หันมาใช้เทคโนโลยี eDNA เป็นเครื่องมือตรวจสอบเชิงรุก ติดตามอนุรักษ์สัตว์ทะเลหายากหรือใกล้สูญพันธุ์ เพื่อกำหนดมาตรการคุ้มครองเฉพาะจุดได้อย่างแม่นยำ รวมทั้งใช้เป็นเครื่องมือเฝ้าระวังภัยคุกคาม ในการตรวจจับสัตว์น้ำต่างถิ่นรุกราน (Alien Species) ที่อาจมาทำลายสมดุลระบบนิเวศ ช่วยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องระงับและกำจัดได้ทันท่วงทีก่อนที่พวกมันจะขยายพันธุ์จนควบคุมไม่ได้

หากผลการตรวจ eDNA พบสิ่งผิดปกติในแหล่งประมง สามารถดำเนินการได้ทันที ระดับ 1: เฝ้าระวัง หากตรวจพบ eDNA ของสิ่งมีชีวิตรุกรานหรือโรคระบาดในปริมาณต่ำ  ระดับ 2: ตรวจสอบ โดยเพิ่มความถี่ในการเก็บตัวอย่างน้ำ และระบุพิกัดที่ชัดเจนด้วยโดรนใต้น้ำ และระดับ 3: มาตรการคุมเข้ม โดยประกาศปิดพื้นที่ชั่วคราว หรือใช้มาตรการกำจัดได้ทันที

นอกจากนี้ หลายประเทศได้นำเทคโนโลยี eDNA เป็นเครื่องมือในการเฝ้าระวังโรคระบาดในสัตว์น้ำ โดย ตรวจหาเชื้อไวรัส แบคทีเรีย หรือปรสิตในน้ำ เพื่อป้องกันการเกิดโรคระบาดรุนแรงในแหล่งประมงธรรมชาติและกระชังเลี้ยงปลา ก่อนที่ปลาจะเริ่มตายเป็นจำนวนมาก ขณะเดียวก็สามารถข้อมูลดังกล่าวมาใช้จัดทำแผนที่ความหลากหลายทางชีวภาพ (eDNA Mapping) เพื่อเป็นข้อมูลสร้างแผนที่ดิจิทัลเพื่อกำหนด “เขตปิดอ่าว” หรือ “เขตห้ามจับสัตว์น้ำ” ในช่วงฤดูวางไข่ได้อย่างตรงจุดตามประเภทของปลาที่ตรวจพบในพื้นที่นั้น ๆ

เชื่อ “ปลาหมอคางดำ” ปนกับลูกปลานิลหลุดเข้าสู่ภาคอีสาน

กรณีที่หลายคนสงสัยว่า ปลาหมอคางดำหลุดเข้าสู่พื้นที่ภาคอีสานได้อย่างไรนั้น  นายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สันนิษฐานว่า อาจจะปนมากับลูกพันธุ์ปลานิล เนื่องจากปลาเล็กแยกได้ยาก

รมช.วัชระพลได้สั่งการให้กรมประมงเร่งรณรงค์สร้างการรับรู้แก่เกษตรกรและชาวประมง เรื่องวิธีจำแนกความแตกต่างระหว่าง “ปลานิล” และ “ปลาหมอคางดำ” โดยอาศัยจุดสังเกตสำคัญ ได้แก่ จุดสีดำใต้คาง ลายบนครีบหลัง ครีบหาง และลักษณะลำตัว เพื่อป้องกันความสับสนและช่วยให้การจำแนกสัตว์น้ำในพื้นที่เป็นไปอย่างถูกต้อง

พร้อมเน้นย้ำสร้างการรับรู้ ผ่านช่องทาง “เจอ แจ้ง จับ” เร่งประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทุกภาคส่วนเป็นหูเป็นตาแจ้งข่าวสารผ่านระบบ QR Code  หรือสำนักงานประมงจังหวัดในพื้นที่ที่พบปลาหมอคางดำ หากพบสัตว์น้ำต้องสงสัยสามารถ “แจ้ง” ได้ทันที เพื่อประสานหน่วยงานลงพื้นที่เข้า “จับ” ออกจากแหล่งน้ำอย่างรวดเร็ว

Related Posts