อุตสาหกรรมกุ้งไทยกำลังเผชิญความท้าทายรอบด้าน ทั้งปัญหาโรคระบาดเรื้อรัง ต้นทุนการเลี้ยงที่สูงขึ้น ความไม่แน่นอนของตลาดส่งออก และล่าสุดคืออุทกภัยครั้งใหญ่ที่สร้างความเสียหายต่อฟาร์มเลี้ยงกุ้งในหลายพื้นที่ของประเทศ ส่งผลให้สถานการณ์ที่เปราะบางอยู่แล้ว ยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น
พื้นที่ภาคตะวันออกซึ่งเป็นแหล่งผลิตกุ้งสำคัญ คิดเป็นราว 20% ของพื้นที่เลี้ยงกุ้งทั้งหมดของประเทศ ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมอย่างหนัก หลายฟาร์มไม่สามารถรับมือได้ทัน ขณะที่พื้นที่ภาคใต้ยังอยู่ระหว่างการฟื้นตัวจากอุทกภัยก่อนหน้า ส่วนภาคกลางยังคงเผชิญความเสี่ยงจากมวลน้ำที่ไหลลงมาจากภาคเหนือ ทำให้ภาพรวมการผลิตกุ้งของประเทศเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน การจะพลิกฟื้นไปถึงเป้าหมายจึงดูเลือนราง

น้ำท่วมเสียหายเฉียด 2 หมื่นล้าน
ล่าสุดนายสมประสงค์ เนตรทิพย์ นายกสมาคมกุ้งตะวันออกไทย พร้อมพันธมิตร นายบรรจง นิสภวาณิชย์ ประธานสมาพันธ์การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำไทย และที่ปรึกษาสมาคมกุ้งไทยและคณะ แถลงข่าวประเมินความเสียหายเบื้องต้น จากน้ำท่วมจังหวัดฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี ชลบุรี ระยอง และสมุทรปราการ ไว้ที่ 16,500-22,000 ล้านบาท ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลกรมประมง ล่าสุดเมื่อวันที่ 14 ต.ค.69 ระบุว่ามูลค่าความเสียหาย 17,503 ล้านบาท โดยมีเกษตรกรได้รับผลกระทบ 18,774 ราย พื้นที่เพาะเลี้ยงเสียหาย 140,092 ไร่ ความเสียหายครั้งนี้ ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงจำนวนกุ้งที่ตายหรือหลุดออกจากบ่อ แต่น้ำท่วมยังส่งผลต่อคุณภาพน้ำ ระบบไฟฟ้า และอุปกรณ์การเลี้ยงจำนวนมาก บ่อเลี้ยงหลายแห่งต้องใช้เวลาฟื้นฟูก่อนจะสามารถกลับมาเริ่มการเลี้ยงรอบใหม่ได้

น้ำท่วมปัจจัยลบทุบซ้ำ EMS โรคกุ้ง
ยิ่งไปกว่านั้นปัญหาน้ำท่วมเป็นเพียงวิกฤตล่าสุดที่เข้ามาซ้ำเติมอุตสาหกรรมกุ้งไทยที่ต้องเผชิญปัญหาโรคระบาดมายาวนาน จากโรคตายด่วน (EMS) นับตั้งแต่ปี 2554 ต่อเนื่องถึงโรคตัวแดงดวงขาวและโรคขี้ขาว ซึ่งยังคงเป็นความเสี่ยงสำคัญของผู้เลี้ยงกุ้ง ทำให้ผลผลิตกุ้งไทยลดลงอย่างมีนัยสำคัญ จาก 600,000 ตันต่อปี เหลือเพียงราว 250,000 ตันต่อปี ความสามารถในการแข่งขันของไทยก็ลดลงเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่งในภูมิภาค
ความท้าทายในการควบคุมโรค จำเป็นต้องอาศัยการจัดการฟาร์มที่มีประสิทธิภาพ ทั้งด้านคุณภาพน้ำ ลูกพันธุ์ การเฝ้าระวัง และการใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ แต่เมื่อเกิดน้ำท่วม ระบบการจัดการทั้งหมดก็ได้รับผลกระทบ ทำให้การฟื้นฟูฟาร์มไม่ใช่เพียงการสูบน้ำออกจากบ่อเท่านั้น แต่ต้องตรวจสอบความพร้อมของระบบทั้งหมดก่อนเริ่มการเลี้ยงใหม่ เพื่อป้องกันการเกิดความเสียหายซ้ำ

ตลาดส่งออกทรุด กดทับราคากุ้ง
นอกจากปัญหาด้านการผลิตแล้ว อุตสาหกรรมกุ้งไทยยังเผชิญ “แรงกดดันจากตลาดส่งออก” หลังมาเลเซียประกาศระงับการนำเข้ากุ้งไทย 5 สายพันธุ์ ได้แก่ กุ้งลายเสือ กุ้งแชบ๊วย กุ้งขาวแวนนาไม กุ้งกุลาดำ และกุ้งน้ำเงิน ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2569 มาตรการดังกล่าวส่งผลกระทบต่อการส่งออก โดยปริมาณการนำเข้ากุ้งไทยของมาเลเซียในเดือนมิถุนายนลดลงถึง 81% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่เดือนกรกฎาคมและสิงหาคมลดลง 40% และ 22% ตามลำดับ
เมื่อช่องทางการส่งออกสะดุด ผู้ประกอบการจำเป็นต้องเร่งหาตลาดใหม่รองรับผลผลิต ขณะที่กุ้งบางส่วนอาจไหลกลับเข้าสู่ตลาดภายในประเทศมากขึ้น ส่งผลให้ราคาหน้าฟาร์มเผชิญแรงกดดัน โดยเฉพาะในช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาดพร้อมกัน สถานการณ์ดังกล่าวทำให้เกษตรกรต้องเผชิญทางเลือกที่ยากลำบาก ระหว่างการขายกุ้งในราคาที่อาจไม่คุ้มทุน หรือการเลี้ยงต่อซึ่งต้องแบกรับต้นทุนอาหารสัตว์ ค่าไฟฟ้า และความเสี่ยงจากโรคระบาดที่เพิ่มขึ้น โดยอาจจะเรียกได้ว่าวิกฤตครั้งนี้ เป็น “วิกฤตเชิงระบบที่เชื่อมโยงกันทั้งห่วงโซ่การผลิต ตั้งแต่ฟาร์ม ผู้ผลิตลูกพันธุ์ โรงงานแปรรูป ผู้ส่งออก ไปจนถึงแรงงานในภาคอุตสาหกรรม”

วอนรัฐปรับหลักเกณฑ์ช่วยเกษตรกร
ในด้านการบรรเทาความเดือดร้อนจากอุทกภัย สมาคมเสนอให้ภาครัฐปรับปรุงหลักเกณฑ์การเยียวยาให้สอดคล้องกับสภาพความเสียหายจริงมากขึ้น โดยเสนอให้ลดข้อจำกัดด้านเอกสาร ลดปัญหาจากเงื่อนไขทะเบียนเกษตรกร ขยายเพดานพื้นที่ที่ได้รับการชดเชย และเร่งรัดกระบวนการอนุมัติเงินช่วยเหลือให้ถึงมือเกษตรกรภายใน 15-30 วันหลังเกิดเหตุ
ข้อเสนอดังกล่าวสะท้อนความต้องการสำคัญของผู้เลี้ยงกุ้งที่ต้องการเงินทุนหมุนเวียนอย่างเร่งด่วน เพื่อฟื้นฟูฟาร์มและกลับเข้าสู่กระบวนการผลิตได้โดยเร็ว นอกจากนี้ ยังมีการระดมความช่วยเหลือผ่านกองทุนฟื้นฟูเกษตรกร เพื่อสนับสนุนลูกพันธุ์กุ้งและปัจจัยการผลิต รวมถึงการเชิญชวนภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการช่วยเหลือผู้ประสบภัย อีกหนึ่งแนวทางที่อยู่ระหว่างการผลักดันคือความร่วมมือกับสถาบันการศึกษาอาชีวศึกษาและวิทยาลัยเทคนิคในการจัดตั้งศูนย์ซ่อมฟื้นฟูอุปกรณ์ที่เสียหายจากน้ำท่วม เพื่อช่วยลดต้นทุนและระยะเวลาในการฟื้นฟูฟาร์ม
กรมประมง มีงบช่วยเหลือน้อย
ด้านนายมานพ หนุนสอน รองอธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า มูลค่าความเสียหายจากการประเมินของกรมฯ เบื้องต้น 17,503 ล้านบาท ขณะที่วงเงินช่วยเหลือคงเหลือ 561.46 ล้านบาท ซึ่งเกษตรกรต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ตามมาตรการปี 2569 กำหนดอัตราชดเชยเบื้องต้น 3 ประเภท ได้แก่ การเลี้ยงกุ้งก้ามกราม กุ้งทะเล หรือหอยทะเล ช่วยเหลือไร่ละ 12,350 บาท ไม่เกิน 5 ไร่ต่อราย การเลี้ยงปลาและสัตว์น้ำอื่นในบ่อดิน นาข้าว หรือร่องสวน ช่วยเหลือไร่ละ 4,890 บาท ไม่เกิน 5 ไร่ต่อราย และการเลี้ยงสัตว์น้ำในกระชังหรือบ่อซีเมนต์ ช่วยเหลือตารางเมตรละ 390 บาท ไม่เกิน 80 ตารางเมตรต่อราย

โดยเกษตรกรต้องขึ้นทะเบียนหรือปรับปรุงทะเบียนเกษตรกรกับกรมประมงก่อนเกิดภัย และอยู่ในพื้นที่ที่ประกาศเขตให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องดำเนินการช่วยเหลือให้แล้วเสร็จภายใน 90 วัน
บทเรียนจากน้ำท่วมครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงภัยธรรมชาติ แต่เป็นบททดสอบสำคัญของระบบช่วยเหลือเกษตรกรและศักยภาพในการฟื้นฟูอุตสาหกรรมกุ้งไทยทั้งระบบ หากแก้ไขเพียงปัญหาเฉพาะหน้า โดยไม่ลดความเปราะบางด้านโรคและตลาด อุตสาหกรรมก็อาจเผชิญวิกฤตลักษณะเดิมซ้ำอีกในอนาคต ในทางกลับกันหากรัฐสามารถแก้ไขและพัฒนาระบบเฝ้าระวังโรคที่เข้มแข็ง ดูแลต้นทุนการผลิตเชิงโครงสร้าง ฟื้นฟูตลาดส่งออกควบคู่กับการกระจายความเสี่ยงไปยังตลาดส่งออกใหม่ ก็จะช่วยให้อุตสาหกรรมกุ้งไทยมีโอกาสกลับมาเติบโตได้อย่างยั่งยืนได้
