กรมวิชาการเกษตร
อุตรดิตถ์ – กรมวิชาการเกษตรเดินหน้ารณรงค์ลดการเผาตอซังและฟางข้าวอย่างต่อเนื่อง โดยส่งเสริมการใช้หัวเชื้อ จุลินทรีย์ย่อยสลายตอซังฟางข้าวเป็นทางเลือกแทนการเผา เพื่อลดปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 ฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ของดิน ลดต้นทุนการผลิต และยกระดับการทำนาให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมเผยเกษตรกรในหลายพื้นที่เริ่มเห็นผลสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม และเกิดการบอกต่อองค์ความรู้จากรุ่นสู่รุ่น นางกุลธิดา ดอนอยู่ไพร นักวิชาการเกษตรชำนาญการพิเศษ ผู้อำนวยการกลุ่มวิชาการ สำนักงานวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 2 กรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า สำนักงานวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 2 รับผิดชอบพื้นที่ 7 จังหวัดภาคเหนือตอนล่าง ได้แก่ กำแพงเพชร พิจิตร พิษณุโลก เพชรบูรณ์ ตาก สุโขทัย และอุตรดิตถ์ โดยปัจจุบันเกษตรกรจำนวนมากได้รับข้อมูลเกี่ยวกับการใช้จุลินทรีย์ย่อยสลายตอซังฟางข้าวผ่านการบอกต่อระหว่างเกษตรกร รวมทั้งการเผยแพร่ของสื่อมวลชน จนเกิดความสนใจและติดต่อขอคำแนะนำจากกรมวิชาการเกษตรอย่างต่อเนื่อง เกษตรกรหลายรายได้สั่งซื้อหัวเชื้อจุลินทรีย์จากกรมวิชาการเกษตรไปใช้ในพื้นที่ และพบว่าสามารถช่วยย่อยสลายตอซังได้อย่างมีประสิทธิภาพ ล
อีกไม่นานประเทศไทยจะได้เป็นเจ้าภาพจัดงานระดับโลก ที่รวมเอาความงดงามของพืชพรรณ เทคโนโลยีด้านการเกษตร และวัฒนธรรมจากหลายประเทศ มาไว้ในที่เดียว กับ งานมหกรรมพืชสวนโลกจังหวัดอุดรธานี พ.ศ. 2569 ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 ถึงวันที่ 14 มีนาคม 2570 รวมระยะเวลา 134 วัน ณ พื้นที่ชุ่มน้ำหนองแด ตำบลกุดสระ อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี ถือเป็นอีกหนึ่งงานสำคัญที่เปิดโอกาสให้ประชาชนได้ท่องเที่ยว เรียนรู้ และสัมผัสประสบการณ์ใหม่ๆ ผ่านโลกของพืชสวนและนวัตกรรมด้านการเกษตร พร้อมช่วยสร้างสีสันให้กับการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ นายรพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า ขณะนี้การเตรียมความพร้อมของงานมีความคืบหน้าอย่างมาก และพร้อมเกือบสมบูรณ์แล้ว โดยการจัดสวนภายในพื้นที่งานดำเนินการไปได้เกือบ 100% เหลือเพียงสวนขององค์กรภายในประเทศบางส่วน และสวนจากนานาชาติอีก 15 ประเทศ ที่กำลังทยอยเข้ามาดำเนินการจัดแสดง ซึ่งหลายองค์กรได้เริ่มเข้าพื้นที่แล้ว ถือเป็นความคืบหน้าที่สำคัญก่อนการเปิดงานอย่างเป็นทางการ นอกจากพื้นที่จัดแสดงสวนแล้ว อาคารสำคัญภายในงานจำนวน 4-5 หลัง ก็สร้
หากใครมีโอกาสเดินทางไปภาคใต้ อาจเคยรับประทานถั่วหรั่งต้มใส่เกลือ หนึ่งในอาหารว่างแสนอร่อย เมล็ดถั่วหรั่งใช้ต้มรับประทานเช่นเดียวกับถั่วลิสง เมล็ดอ่อนนิยมผัดแทนเมล็ดถั่วลันเตา ใช้ประกอบอาหารประเภทแกง หรือต้มซุปก็ดี จุดเด่นไม่พบเชื้ออัลฟาท็อกซิน แม้จะเก็บไว้เป็นเวลานานหลายสัปดาห์ เมล็ดถั่วหรั่งมีคุณค่าทางโภชนาการสูง โดยมีคาร์โบไฮเดรต 55-72% น้ำมัน 6-7% โปรตีน 18-20% นอกจากนี้ ยังมีสารเบต้าแคโรทีน ไทอะมีน ไรโบเฟลวิน ไนอะซิน วิตามินซี และมีสารเมทไธโอนีน ซึ่งเป็นสารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายในปริมาณสูงกว่าถั่วชนิดอื่น ถั่วหรั่งมีใบรูปร่างใบหอก ก้านใบสีเขียวอมม่วง ลำต้นสีม่วงแดง ดอกสีเหลือง ผิวฝักมีสีขาวอมน้ำตาล เยื่อหุ้มเมล็ดสีแดง ดอกบานเมื่อมีอายุ 38 วัน มีเปอร์เซ็นต์กะเทาะเปลือกสูงถึง 73 เปอร์เซ็นต์ ฝักและเมล็ดเจริญเติบโตในดิน หลังจากผสมเกสรแล้วจะแทงเข็มส่งเมล็ดลงดิน พัฒนามาจนเป็นเมล็ดที่สมบูรณ์ คล้ายกับถั่วลิสง โดย 1 ฝัก มีเพียงเมล็ดเดียว ถั่วหรั่งมีถิ่นกำเนิดอยู่ในทวีปแอฟริกา ในต่างประเทศเรียกว่า ถั่วคองโก ถั่วมาดากัสการ์ และถั่วแบมบารา แต่ไม่มีบันทึกไว้ว่ามีการนำมาปลูกในประเทศไทยตั้งแต่เม
กรมวิชาการเกษตร โดย ศูนย์วิจัยพืชสวนชุมพรทำหน้าที่วิจัยและพัฒนามะพร้าวมาอย่างต่อเนื่อง โดยขับเคลื่อนผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ ผ่านการจัดการอบรม สัมมนา ดูงาน และจัดเสวนาเป็นระยะ ๆ และทำหน้าที่ผลิตต้นกล้ามะพร้าวพันธุ์ดีที่ให้ผลผลิตสูง และตกผลเร็ว ส่งเสริมให้เกษตรกร และผู้ประกอบการปลูกมะพร้าวพันธุ์ดีเพื่อเพิ่มผลผลิต เพื่อให้เพียงพอกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรมในอนาคต มะพร้าวพันธุ์ลูกผสมชุมพร 2 มียอดสั่งจองมากที่สุด มะพร้าวพันธุ์ลูกผสมชุมพร 2 (มลายูสีเหลืองต้นเตี้ย x พันธุ์ไทยต้นสูง) เป็นพันธุ์มะพร้าวที่เกษตรกรให้ความสนใจและมียอดสั่งจองมากที่สุด เนื่องจากมีลักษณะเด่นคือ มีอายุตกผลเร็ว ผลผลิตสูง ผลขนาดกลางถึงใหญ่ เปอร์เซ็นต์น้ำมันค่อนข้างสูงประมาณ 66 เปอร์เซ็นต์ ใกล้เคียงกับพันธุ์สวีลูกผสม 1 ที่มีเปอร์เซ็นต์น้ำมันประมาณ 68 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งสูงกว่ามะพร้าวใหญ่ที่มีเปอร์เซ็นต์น้ำมัน 60 เปอร์เซ็นต์ แต่ปัจจุบันการผลิตต้นกล้ายังไม่เพียงพอต่อความต้องการของเกษตรกร เนื่องจากการอนุบาลต้นกล้าต้องใช้เวลานานถึง 5 เดือน หากสามารถลดระยะเวลาการอนุบาลต้นกล้าให้สั้นลงได้ จะสามารถผลิตต้นกล้าให้เกษตรกรได้เร็วขึ้
เกษตรกรกลุ่มผู้ผลิตผัก ตำบลหนองพระ อำเภอวังทรายพูน และตำบลห้วยแก้ว อำเภอบึงนาราง จังหวัดพิจิตร ที่มีรายได้หลักจากการปลูกถั่วฝักยาว เนื้อที่ 132 ไร่ ประสบปัญหาต้นทุนการผลิตสูงทั้งค่าเมล็ดพันธุ์ ปุ๋ยเคมีและสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืช ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรพิจิตร สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 2 จ.พิษณุโลก (สวพ.2) จึงได้ถ่ายทอดเทคโนโลยีของกรมวิชาการเกษตรลงไปช่วยแก้ปัญหาในพื้นที่ให้กับเกษตรกร สามารถลดต้นทุน เพิ่มผลผลิตถั่วฝักยาวให้มีผลผลิตเพิ่มเกือบเท่าตัว จากเดิมผลิตที่มีผลผลิตเฉลี่ย 2,000 กิโลกรัม/ไร่ หลังใช้เทคโนโลยีสูงขึ้นถึง 3,850 กิโลกรัมต่อไร่ รู้จัก 5 เทคโนโลยีเพิ่มประสิทธิภาพผลผลิต “ ถั่วฝักยาว ” ที่ผ่านมา ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรพิจิตร แนะนำ 5 เทคโนโลยีการผลิตของกรมวิชาการเกษตรเข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตถั่วฝักยาว ดังต่อไปนี้ 1.เทคโนโลยีปุ๋ยชีวภาพ ส่งเสริมเกษตรกรใช้ปุ๋ยชีวภาพละลายฟอสเฟต 5 กิโลกรัม คลุกผสมกับปุ๋ยอินทรีย์ 100 กิโลกรัม ให้เข้ากันแล้วใช้รองก้นหลุมพร้อมปลูกหรือใส่รอบโคนต้นถั่วฝักยาวที่อายุ 1-2 สัปดาห
ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทำให้อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกสูงขึ้น พื้นที่ทำการเกษตรที่เคยอุดมสมบูรณ์ต่างประสบปัญหาภัยแล้งจากภาวะฝนทิ้งช่วงยาวนานขึ้น ทำให้พืชขาดน้ำ ชะงักการเติบโต และได้ผลผลิตน้อยลงกว่าเดิม ในสภาวะที่โลกเข้าสู่วิกฤตโลกร้อน “เกษตรทฤษฎีใหม่” ซึ่งเป็นแนวพระราชดำริของ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในการบริหารจัดการที่ดินและน้ำเพื่อการเกษตร นับว่าเป็นแนวทางสำคัญในการแก้ปัญหาน้ำไม่เพียงพอให้แก่เกษตรกร สถาบันวิจัยเกษตรวิศวกรรม กรมวิชาการเกษตร ได้น้อมนำแนวพระราชดำริ “เกษตรทฤษฎีใหม่” มาใช้แก้วิกฤตขาดน้ำทำเกษตร โดยนำหลักเกษตรทฤษฎีใหม่ ผนวกกับแนวคิด พลังงานทดแทน ระบบเกษตรอัจฉริยะ การให้น้ำตามความต้องการของพืช และคาร์บอนเครดิต จนประสบความสำเร็จในการประยุกต์เทคโนโลยีเกษตรอัจฉริยะ เข้ามาใช้ในแปลงเกษตรทฤษฎีใหม่ เช่น ระบบให้น้ำทุเรียนพลังงานแสงอาทิตย์ โรงเรือนผักพรางแสงอัตโนมัติพลังงานแสงอาทิตย์ จะช่วยให้ใช้น้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดต้นทุน เพิ่มคุณภาพผลผลิต และยังช่วยลดโลกร้อนอีกด้วย เทคโนโลยีการให้น้ำแบบแม่นยำ สำหรับระบบสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์
ประเทศไทยยังคงเผชิญโจทย์ใหญ่ด้าน “ปุ๋ย” ในฐานะประเทศที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าเป็นหลัก โดย นายรพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร ระบุว่า ภาพรวมไทยนำเข้าปุ๋ยมากกว่า 90% หรือราว 6 ล้านตันต่อปี โดยเฉพาะ “ยูเรีย” ซึ่งเป็นปุ๋ยหลักสำหรับนาข้าว มีการนำเข้าเกือบครึ่งหนึ่ง หรือประมาณ 2–2.5 ล้านตันต่อปี คิดเป็นมูลค่ากว่า 3 หมื่นล้านบาท แหล่งนำเข้าหลักยังคงกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มตะวันออกกลาง เช่น ซาอุดีอาระเบีย โอมาน และกาตาร์ ซึ่งล้วนได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โลก ขณะเดียวกันไทยยังนำเข้าจากประเทศใกล้เคียง เช่น จีน บรูไน มาเลเซีย และอินโดนีเซีย สะท้อนความเปราะบางของโครงสร้างปุ๋ยไทยที่ผูกโยงกับตลาดโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เปิดแหล่งใหม่กระจายความเสี่ยง สร้างอำนาจต่อรองราคา นายรพีภัทร์ ยังกล่าวต่อไปอีกว่า ท่ามกลางความผันผวน รัฐบาลเริ่มขยับเชิงรุก โดย นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เชิญผู้ประกอบการนำเข้าปุ๋ยรายสำคัญเข้ามาหารือ เพื่อหาแนวทางกระจายแหล่งนำเข้า โดยเฉพาะปุ๋ยยูเรีย พร้อมประเมินผลกระทบระยะยาว หนึ่งในหมุดหมายสำคัญ คือการเปิดโอกาสเจรจากับประเทศผู้ผลิตรา
เห็ดเยื่อไผ่ หรือเห็ดร่างแห (Dictyophora indusiata) สามารถพบได้ทั่วไปในโซนพื้นที่เขตร้อนชื้น สำหรับประเทศไทย สามารถพบเห็ดเยื่อไผ่ในป่าไม้ไผ่ตามธรรมชาติจำนวน 4 สายพันธุ์ ได้แก่ เห็ดเยื่อไผ่กระโปรงยาว เห็ดเยื่อไผ่กระโปรงสั้น เห็ดเยื่อไผ่สีชมพู และ เห็ดเยื่อไผ่สีส้ม แต่เห็ดป่าตามธรรมชาติ สามารถนำไปบริโภคได้เพียง 2 สายพันธุ์คือ เห็ดเยื่อไผ่กระโปรงยาว เห็ดเยื่อไผ่กระโปรงสั้น ส่วนที่เหลืออีก 2 สายพันธุ์ที่เหลือ เป็นเห็ดพิษ ไม่ควรบริโภค คุณค่าของเห็ดเยื่อไผ่ ทุกวันนี้ เห็ดเยื่อไผ่กลายเป็นเห็ดเศรษฐกิจอีกชนิดที่กำลังได้รับความสนใจเพาะเลี้ยงอย่างแพร่หลายเพราะมีคุณค่าทางโภชนาการสูง เหมาะกับการนำมาบริโภคเป็นโปรตีนที่ทดแทนเนื้อสัตว์ได้ เพราะมีโปรตีนร้อยละ 20 ไขมันร้อยละ 4-5 คาร์โบไฮเดรตร้อยละ 40-50 กรดอะมิโนมากกว่า 14 ชนิด และวิตามินอีกหลายชนิด กล่าวได้ว่า เห็ดเยื่อไผ่ มีโปรตีนสูงกว่าเห็ดอื่นๆ เช่น เห็ดโคนที่มีโปรตีนร้อยละ 4.2 เห็ดฟางร้อยละ 3.4 เห็ดหอมสดร้อยละ 2.2 และเห็ดหูหนูร้อยละ 1.4 เป็นต้น อย่างไรก็ตาม คุณค่าทางโภชนาการและสรรพคุณทางยาของเห็ดเยื่อไผ่นี้ขึ้นกับสายพันธุ์เป็นหลัก ที่
วันที่ 26 มีนาคม 2569 นางศศิญา ปานตั้น รองอธิบดีกรมวิชาการเกษตร มอบหมายให้นายอนุวัฒน์ รัตนชัย ผู้เชี่ยวชาญด้านพืชสวน กรมวิชาการเกษตร เป็นประธานเปิดการสัมมนาวิชาการ เรื่อง มะพร้าว กับสุขภาพและการปฏิวัติอ้วนลงพุง และการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2568 ของชมรมอนุรักษ์และพัฒนาน้ำมันมะพร้าวแห่งประเทศไทย ณ ห้องประชุมใหญ่ กองวิจัยและพัฒนาวิทยาการหลังการเก็บเกี่ยวและแปรรูปผลิตผลทางการเกษตร กรมวิชาการเกษตร การสัมมนาครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อให้ความรู้ ความเข้าใจในการดูแลสุขภาพและประโยชน์ รวมทั้งการรณรงค์ให้เกิดการรับรู้ประโยชน์และคุณค่าของน้ำมะพร้าว น้ำมันมะพร้าว ผลิตภัณฑ์มะพร้าว และการนำวัสดุเหลือใช้ของมะพร้าวไปสร้างมูลค่าเพิ่ม โดยมีการบรรยาย เรื่อง ปรับเปลี่ยนวัสดุ ทิ้งจากมะพร้าวให้เป็นคุณค่าของโลกใบนี้ด้วย กรมวิชาการเกษตรในฐานะองค์กรที่สนับสนุนการวิจัยและพัฒนามะพร้าวมาอย่างต่อเนื่อง ได้ร่วมมือกับชมรมฯ ในการขับเคลื่อนผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ ผ่านการจัดการอบรม สัมมนา ดูงาน และจัดเสวนาเป็นระยะ ๆ อีกทั้งได้ผลิตต้นกล้ามะพร้าวพันธุ์ดีให้ผลผลิตสูง และตกผลเร็ว ส่งเสริมให้เกษตรกรและผู้ประกอบการปลูกเพื่อเพิ่มผลผล
“ เห็ดถั่งเช่าสีทอง” ถือเป็นสมุนไพรเศรษฐกิจที่มีความต้องการสูง โดยเฉพาะตลาดจีนซึ่งมีความต้องการมากถึง 500 ตันต่อปี แต่ปัจจุบันกำลังการผลิตยังไม่เพียงพอ ล่าสุด กรมวิชาการเกษตรโดยศูนย์วิจัยพืชสวนเชียงรายประสบความสำเร็จในการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการผลิต เห็ดถั่งเช่าสีทอง ให้ได้ผลผลิตสูง ควบคู่กับการเพิ่มปริมาณสารออกฤทธิ์สำคัญ “คอร์ไดซิปิน” และ “อะดีโนซีน” ซึ่งเป็นสารชีวภาพมูลค่าสูงและเป็นที่ต้องการของตลาดสมุนไพรทั้งในและต่างประเทศ มุ่งยกระดับการเพาะเลี้ยงเชิงพาณิชย์ ลดต้นทุนการผลิต และเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกรไทย นายรพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า กรมวิชาการเกษตรเดินหน้าขับเคลื่อนภารกิจตามนโยบายของ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อย่างต่อเนื่อง ในการยกระดับสินค้าเกษตรและบริการให้มีมูลค่าสูง พร้อมพัฒนากระบวนการผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดในทุกมิติ ควบคู่กับการวิจัยและพัฒนาพันธุ์พืชใหม่ที่ให้ผลผลิตสูง มีคุณภาพ และสามารถแข่งขันได้อย่างยั่งยืนในตลาดโลก นางสาวบุญปิยธิดา คล่องแคล่ว นักวิชาการเกษตรชำนาญการ ศ
