Advertorial News

ทำอย่างไร ? ข้าวไทยไม่ขาดแคลน ชาวนาไทยไม่ขาดทุน ชูแนวคิด ‘ข้าวประณีต’ เพิ่มมูลค่าผลผลิต ควบคู่ทำนาลดต้นทุน สร้างกำไรอย่างยั่งยืน

              ‘ข้าว’ เป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญและอาหารหลักของคนไทย แม้ประเทศไทยจะเป็นผู้ผลิตและส่งออกข้าวรายสำคัญของโลก แต่ชาวนาไม่ได้มีรายได้มั่นคงเสมอไป เพราะต้องเผชิญกับต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ทั้งค่าปุ๋ย สารเคมี น้ำมันเชื้อเพลิง และการจัดการแปลงนา ขณะที่ราคาข้าวผันผวนและสภาพอากาศเปลี่ยนแปลง ส่งผลให้การทำนามีความเสี่ยงมากขึ้น

              ท่ามกลางความท้าทายเหล่านี้ การทำให้ข้าวไทยมีปริมาณเพียงพอต่อความต้องการอาจไม่ใช่คำตอบทั้งหมด หากชาวนายังต้องแบกรับต้นทุนสูงและขายผลผลิตได้ในราคาที่ไม่คุ้มค่า การลดต้นทุนควบคู่กับการเพิ่มคุณภาพและมูลค่าข้าว จึงเป็นโจทย์สำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดคุยในเวทีเสวนา ‘ทำอย่างไร? ข้าวไทยไม่ขาดแคลน ชาวนาไทยไม่ขาดทุน’ ภายในงาน SUSTAINABILITY EXPO 2026 (SX2026) พอเพียง ยั่งยืน เพื่อโลก

ภฤชฎา ศรีเหนี่ยง รองประธานผู้ประกอบการหอการค้ารุ่นใหม่ (YEC พิจิตร) และเลขาธิการหอการค้าจังหวัดพิจิตร

              เวทีเสวนาครั้งนี้มี ชุตยาเวศ สินธุพันธุ์ Chief Sustainability Officer สถาบันเกษตรกรรมและสถาปัตยกรรมธรรมชาติ เพื่อระบบนิเวศเมืองและชนบท (NAATURE)และ ว่าที่ ร.ต. ณรงค์ฤทธิ์ ทองดี เกษตรกรต้นแบบผู้มีบทบาทสำคัญในการดูแลและรักษาแปลงนาข้าว มูลนิธิชัยพัฒนา ร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์และแนวทางพัฒนาการทำนา โดยมี ภฤชฎา ศรีเหนี่ยง รองประธานผู้ประกอบการหอการค้ารุ่นใหม่ (YEC พิจิตร) และเลขาธิการหอการค้าจังหวัดพิจิตร เป็นผู้ดำเนินรายการ

‘ข้าวประณีต’ มองให้เห็นคุณค่าข้าวไทย เพิ่มโอกาสสร้างรายได้

"Advertiser"

              ชุตยาเวศ สินธุพันธุ์ มองว่า ปัญหาสำคัญของชาวนาไทยคือ ต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้นสวนทางกับอำนาจต่อรองด้านราคาค่อนข้างจำกัด การแก้ปัญหาจึงไม่ควรมุ่งเพิ่มปริมาณผลผลิตเพียงอย่างเดียว แต่ต้องทำให้ข้าวไทยมีคุณภาพและมีจุดเด่นที่แตกต่าง เพื่อสร้างโอกาสทางการตลาดและเพิ่มมูลค่าให้กับผลผลิต

              หนึ่งในแนวทางที่น่าสนใจคือ การพัฒนา ‘ข้าวประณีต’ (Fine Rice และ Specialty Rice) ซึ่งให้ความสำคัญกับเอกลักษณ์ของข้าวแต่ละสายพันธุ์ ทั้งกลิ่น รสชาติ เนื้อสัมผัส และคุณสมบัติเฉพาะที่แตกต่างกันตามพันธุ์และแหล่งเพาะปลูก แนวคิดนี้จะช่วยให้ข้าวไม่ได้ถูกมองเป็นเพียงสินค้าเกษตรที่ซื้อขายกันตามราคา แต่เป็นผลผลิตที่มีคุณลักษณะเฉพาะและสามารถพัฒนาเป็นสินค้าที่มีมูลค่าสูงขึ้นได้

ชุตยาเวศ สินธุพันธุ์ Chief Sustainability Officer สถาบันเกษตรกรรมและสถาปัตยกรรมธรรมชาติ เพื่อระบบนิเวศเมืองและชนบท (NAATURE)

              ชุตยาเวศ อธิบายว่า ข้าวแต่ละสายพันธุ์มีรายละเอียดของกลิ่นและรสชาติที่แตกต่างกัน ไม่ได้มีเพียงความแข็งหรือนุ่มเท่านั้น เช่น ข้าวบางสายพันธุ์มีกลิ่นหอมคล้ายอบเชย ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ที่สามารถนำมาใช้เป็นจุดเด่นของสินค้าได้ จึงเกิดแนวคิดการทดลองชิมและประเมินคุณลักษณะของข้าว หรือ Rice Tasting พร้อมพัฒนาระบบ Rice Flavor Profile เพื่อจำแนกกลิ่น รสชาติ และเนื้อสัมผัส คล้ายกับการประเมินคุณภาพกาแฟและไวน์ ทำให้ผู้บริโภคเข้าใจความแตกต่างและเลือกข้าวได้ตรงกับความต้องการมากขึ้น

            “ข้าวไทยมีความซับซ้อนทั้งกลิ่นและรสชาติไม่ต่างจากกาแฟหรือไวน์ หากเราสามารถค้นหาเอกลักษณ์ของข้าวแต่ละสายพันธุ์ และทำให้ผู้บริโภคเห็นคุณค่าได้ ข้าวก็จะไม่ใช่เพียงสินค้าเกษตรที่ขายกันตามราคา แต่สามารถพัฒนาเป็นสินค้าคุณภาพที่สร้างมูลค่าเพิ่มและรายได้ให้กับชาวนาได้” ชุตยาเวศ อธิบาย

              นอกจากการประเมินกลิ่นและรสชาติแล้ว ชุตยาเวศ แนะนำว่า การนำข้อมูลทางวิทยาศาสตร์มาศึกษาคุณค่าทางโภชนาการ เช่น ปริมาณโปรตีนและสารอาหารในข้าวแต่ละชนิด ยังช่วยให้เห็นจุดเด่นที่สามารถนำไปพัฒนาผลิตภัณฑ์ได้หลากหลาย ทั้งอาหารเพื่อสุขภาพและอาหารที่มีคุณสมบัติเฉพาะ รวมถึงการเลือกใช้ข้าวให้เหมาะกับการประกอบอาหารแต่ละประเภท เช่น ข้าวสำหรับทำแป้ง โจ๊ก ข้าวต้ม และข้าวผัด ซึ่งเป็นการเพิ่มทางเลือกให้ทั้งผู้บริโภค เชฟ และผู้ประกอบการอาหาร

              ขณะเดียวกัน การใช้ประโยชน์จากข้าวไม่ควรหยุดอยู่เพียงการจำหน่ายเป็นข้าวสาร แต่สามารถต่อยอดไปสู่การแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อื่นๆ เช่น แป้ง เครื่องสำอาง หรือการสกัดสารสำคัญไปใช้ในผลิตภัณฑ์สุขภาพ การพัฒนาตั้งแต่ข้อมูลสายพันธุ์ คุณค่าทางโภชนาการ ไปจนถึงผลิตภัณฑ์แปรรูป จะช่วยเปิดตลาดใหม่และทำให้ข้าวหนึ่งชนิดสร้างมูลค่าได้มากกว่าการขายผลผลิตแบบเดิม

            “แนวทางรอดของข้าวไทยไม่ใช่แค่การขายเมล็ดข้าวอย่างเดียว แต่คือการนำวิทยาศาสตร์และความคิดสร้างสรรค์มาจับ ถอดคุณลักษณะของข้าวแต่ละสายพันธุ์ออกมาตอบโจทย์ตลาดเฉพาะกลุ่ม ทั้งอาหารเพื่อสุขภาพ และนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อยกระดับข้าวไทยให้มีมูลค่าสูงขึ้นอย่างยั่งยืน” ชุตยาเวศ แนะนำ

วางแผนทำนาให้เป็น ลดต้นทุนได้ตั้งแต่ต้นทาง

              ด้าน ว่าที่ ร.ต. ณรงค์ฤทธิ์ ทองดี ถ่ายทอดประสบการณ์จากการดูแลแปลงนาข้าวของมูลนิธิชัยพัฒนาว่า การทำนาในปัจจุบันต้องเริ่มจากการวางแผนให้เหมาะกับสภาพพื้นที่ เพราะแต่ละแปลงมีข้อจำกัดแตกต่างกัน ทั้งเรื่องดิน น้ำ และสภาพอากาศ เกษตรกรจึงไม่สามารถใช้วิธีการผลิตแบบเดียวกันได้ทั้งหมด

              สิ่งแรกที่ควรพิจารณาคือ การเลือกพันธุ์ข้าวให้เหมาะกับภูมิสังคม ทั้งสภาพดิน แหล่งน้ำ ภูมิอากาศ และความต้องการของตลาด ควบคู่กับการวางแผนจัดการแปลงนา ตั้งแต่การเตรียมดิน การจัดการน้ำ ไปจนถึงการกำหนดระยะปลูก โดยเปรียบการทำนาเหมือนการออกแบบสถาปัตยกรรมบ้าน ที่ต้องจัดวางองค์ประกอบต่างๆ ให้สัมพันธ์กัน เพื่อป้องกันปัญหาระหว่างการผลิตและลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น

ว่าที่ ร.ต. ณรงค์ฤทธิ์ ทองดี เกษตรกรต้นแบบผู้มีบทบาทสำคัญในการดูแล และรักษาแปลงนาข้าว มูลนิธิชัยพัฒนา

              สำหรับวิธีการปลูก เกษตรกรควรเลือกให้เหมาะกับสภาพพื้นที่ เช่น การปักดำที่สามารถกำหนดระยะห่างระหว่างต้นข้าวได้ หรือหากใช้วิธีหว่านก็ควรควบคุมปริมาณเมล็ดพันธุ์ให้เหมาะสม ไม่หว่านหนาแน่นเกินไป เพราะต้นข้าวจะต้องแข่งขันกันใช้น้ำและธาตุอาหาร ทำให้ต้นไม่แข็งแรง และอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคและแมลง

              อีกแนวทางสำคัญคือ การจัดการน้ำด้วยวิธีเปียกสลับแห้ง (Alternate Wetting and Drying: AWD) ซึ่งควบคุมระดับน้ำในแปลงนาให้มีช่วงน้ำขังสลับกับช่วงที่ระดับน้ำลดลงตามระยะการเจริญเติบโตของข้าว วิธีนี้ช่วยประหยัดน้ำ ลดค่าใช้จ่ายในการสูบน้ำ และลดการปล่อยก๊าซมีเทนจากนาข้าว ทั้งนี้ ต้องพิจารณาสภาพดินและระบบชลประทานอย่างเหมาะสม ไม่ปล่อยให้แปลงนาแห้งจนกระทบต่อการเจริญเติบโตและผลผลิต

              หลังเก็บเกี่ยว เกษตรกรยังสามารถลดการสูญเสียทรัพยากรด้วยการจัดการฟางข้าวและตอซัง แทนการเผาทิ้ง ควรนำมาใช้ประโยชน์หรือปล่อยให้ย่อยสลายกลับคืนสู่ดิน เพื่อเพิ่มอินทรียวัตถุและรักษาความอุดมสมบูรณ์ของดินสำหรับการเพาะปลูกในฤดูกาลถัดไป

              นอกจากการปรับวิธีผลิตในแปลงนาแล้ว ว่าที่ ร.ต. ณรงค์ฤทธิ์ ย้ำว่าการแบ่งปันความรู้ระหว่างเกษตรกรและการสนับสนุนจากหน่วยงานท้องถิ่นและภาครัฐก็มีส่วนช่วยให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องจักรกลการเกษตร แหล่งเมล็ดพันธุ์ หรือเครื่องมือที่จำเป็น เพราะหัวใจของการลดต้นทุนไม่ใช่การลดปัจจัยการผลิตโดยไม่คำนึงถึงผลลัพธ์ แต่คือการใช้ทรัพยากรให้เหมาะสม เพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพโดยไม่ต้องแบกรับค่าใช้จ่ายเกินความจำเป็น

            “การทำนาวันนี้ต้องกล้าที่จะเปลี่ยน เริ่มจากเลือกพันธุ์ข้าวให้เหมาะกับภูมิสังคมของตัวเอง วางแผนจัดการดินและน้ำให้ดี ไม่หว่านเมล็ดพันธุ์มากเกินความจำเป็น และไม่เผาฟางข้าว เพราะทุกขั้นตอนมีผลต่อต้นทุนและคุณภาพผลผลิต หากเรารู้จักจัดการแปลงนาอย่างเหมาะสม ก็มีโอกาสลดค่าใช้จ่ายและทำให้การทำนามีความมั่นคงมากขึ้น” ว่าที่ ร.ต. ณรงค์ฤทธิ์ ทิ้งท้าย

            ไม่ว่าจะเป็นการเลือกพันธุ์ข้าว การจัดการน้ำ การใช้ฟางข้าวให้เกิดประโยชน์ หรือการต่อยอดข้าวสู่ผลิตภัณฑ์ใหม่ ล้วนเป็นแนวทางที่ช่วยเพิ่มโอกาสให้ข้าวไทยมีมูลค่ามากขึ้น ขณะเดียวกันชาวนาก็ต้องปรับวิธีผลิตให้เหมาะกับพื้นที่และใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า เพราะการทำนาที่อยู่ได้อย่างยั่งยืน ต้องทำให้ทั้งผลผลิตมีคุณภาพและคนปลูกมีรายได้

Related Posts