ข้าวไทย
จาก 3 อำเภอ สู่ยอดขาย 2,500 ล้าน! ครั้งหนึ่ง “ข้าวตราไก่แจ้” ขายอยู่เพียง 3 อำเภอในจังหวัดชลบุรี แต่วันนี้เติบโตสู่แบรนด์ข้าวที่วางจำหน่ายทั่วประเทศ และส่งออกไปกว่า 40 ประเทศทั่วโลก อะไรคือแนวคิดที่ทำให้ธุรกิจขายข้าวท้องถิ่น เติบโตสู่ยอดขายกว่า 2,500 ล้านบาท? ฟังเรื่องราวการปรับตัว การเปลี่ยนผ่านจากรุ่นพ่อสู่รุ่นลูก และวิสัยทัศน์ที่อยากให้ “ข้าวไทย” เป็นที่จดจำของคนทั่วโลก #ข้าวตราไก่แจ้ #ธุรกิจครอบครัว #ทายาทธุรกิจ #ข้าวไทย #ทางรอดข้าวไทย #เทคโนโลยีชาวบ้าน #technologychaoban
“ข้าวตราไก่แจ้” แบรนด์ข้าวท้องถิ่นที่เติบโตและผูกพันกับ 3 อำเภอในจังหวัดชลบุรีมาอย่างยาวนาน วันนี้พิสูจน์ความสำเร็จภายใต้การนำของ “ทายาทรุ่นที่สอง” ที่เข้ามาปรับระบบ ดันธุรกิจสู่ความทันสมัย และวางระบบควบคุมคุณภาพอย่างเข้มงวด ตรวจสอบข้าวทุกล็อตจนกลายเป็นมาตรฐานที่ลูกค้าไว้วางใจ จากจุดเริ่มต้นในพื้นที่เล็กๆ ที่มียอดขายหลักสิบล้านต่อปีในอดีต ปัจจุบัน “ข้าวตราไก่แจ้” ขยายฐานกระจายสินค้าไปทั่วประเทศ และส่งออกไกลกว่า 40 ประเทศทั่วโลก สร้างยอดขายระดับ 2,500 ล้านบาท คุณกอล์ฟ-ธีรินทร์ ธัญญวัฒนกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท สุนทรธัญทรัพย์ จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายข้าวตราไก่แจ้ นักธุรกิจรุ่นใหม่ไฟแรงผู้เป็นหัวเรือใหญ่ในการขับเคลื่อนธุรกิจข้าวของตระกูล และสร้างชื่อเสียงให้เรื่องคุณภาพข้าวให้เป็นที่จดจำ ซึ่งกว่าจะมาเป็นแบรนด์ข้าวที่ทุกคนรู้จักไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องใช้เวลาพิสูจน์ตัวเอง ไปพร้อมกับการมองโอกาสใหม่ๆ ให้กับแบรนด์เพื่อขับเคลื่อนธุรกิจให้เดินไปข้างหน้า ถ้าพูดถึง ‘ข้าวตราไก่แจ้’ หลายคนมีภาพจำว่าเป็นแบรนด์ระดับประเทศ แต่ถ้าย้อนกลับไปกว่า 40 ปีที่แล้ว จุดเริ่มต้นของเราคือร้านขายข้าวสารเล็กๆ ในจังหว
ท่ามกลางกระแสโลกที่กำลังเผชิญวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ภาคการเกษตรถูกจับตามองมากขึ้น ในฐานะแหล่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่สำคัญ โดยเฉพาะ “นาข้าว” ซึ่งเป็นหนึ่งในกิจกรรมทางการเกษตรที่ปล่อยก๊าซมีเทนในปริมาณสูง จากการขังน้ำในแปลงนาเป็นเวลานาน ขณะนี้ในหลายประเทศเริ่มนำมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมมาใช้เป็นเงื่อนไขทางการค้า ทำให้สินค้าเกษตรในอนาคตไม่ได้แข่งขันกันแค่เรื่องคุณภาพหรือราคาอีกต่อไป แต่ยังรวมถึงกระบวนการผลิตที่ต้องเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมด้วย ประเทศไทยในฐานะประเทศผู้ส่งออกข้าวรายสำคัญของโลก จึงเริ่มขยับตัวเข้าสู่แนวทางการผลิตข้าวยุคใหม่ ภายใต้แนวคิด “ข้าวคาร์บอนต่ำ” หรือ Low-Carbon Rice ที่กำลังกลายเป็นหนึ่งในทิศทางสำคัญของวงการข้าวไทย เพราะไม่เพียงช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่ยังสามารถลดต้นทุน เพิ่มคุณภาพดิน เพิ่มโอกาสทางการตลาด และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลผลิตของเกษตรกรได้ในเวลาเดียวกัน คุณสมหมาย เลิศนา ผู้อำนวยการกองวิจัยและพัฒนาข้าว กรมการข้าว เปิดเผยว่า ปัจจุบันการปลูกข้าวถูกมองว่าเป็นหนึ่งในกิจกรรมที่มีการปล่อยก๊าซมีเทน และก๊าซเรือนกระจกออกสู่บรรยากาศจำนวนมาก โดยเฉพาะจากการใช้ปุ
ในสมรภูมิการค้าข้าวระดับสากลปี 2026 ภาพจำที่ไทยเคยเป็นเบอร์หนึ่งได้กลายเป็นอดีตไปแล้ว เมื่อ ‘เวียดนาม’ ก้าวขึ้นมาในฐานะผู้ส่งออกข้าวอันดับ 2 ของโลก โดยคาดการณ์ปริมาณการส่งออกในปี 2026 ของเวียดนามจะอยู่ที่ประมาณ 7.73 ล้านตัน ขณะที่ไทยคาดว่าจะส่งออกได้ราว 7-7.3 ล้านตัน ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่สะท้อนถึงวิกฤตเชิงโครงสร้างที่ไทยต้องเร่งแก้ไขอย่างเร่งด่วน โดยปัจจัยสำคัญที่ทำให้เวียดนามแซงหน้าไทยคือ “ประสิทธิภาพการผลิต” เวียดนามมีการจัดการระบบชลประทานที่ครอบคลุมพื้นที่ลุ่มแม่น้ำโขงอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้สามารถทำนาได้ 2-3 รอบต่อปี และมีผลผลิตเฉลี่ยสูงถึง 700-900 กิโลกรัมต่อไร่ ในขณะที่ค่าเฉลี่ยของไทยยังคงย่ำอยู่กับที่เพียง 400-600 กิโลกรัมต่อไร่ ความแตกต่างนี้ส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนการผลิต ทำให้ข้าวเวียดนามมีราคามิตรภาพและเข้าถึงกลุ่มลูกค้าตลาดแมสได้มากกว่า นอกจากปริมาณ เวียดนามยังชนะในเกม “ความต้องการของตลาด” ด้วยการเร่งวิจัยสายพันธุ์ข้าวพื้นนุ่ม เช่น ST24 และ ST25 ซึ่งเป็นที่นิยมอย่างมากในตลาดเอเชียและตะวันออกกลาง ขณะที่ข้าวไทยส่วนใหญ่ยังเป็นข้าวขาวพื้นแข็งและข้าวหอมมะลิที่มีราคาสูง ทำให้ในช่วงที่
การส่งออกข้าวไทยในปี 2569 เริ่มมีสัญญาณความน่าเป็นห่วง เพราะในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาปริมาณน้ำดี ส่งผลต่อผลผลิตข้าวทั่วโลกดีและยังส่งผลต่อเนื่องมายังปีนี้ แม้จะมีการประเมินว่าเป็นช่วงเอลนีโญก็ตาม แต่ผลกระทบจริง คาดว่าจะเป็นปี 2570 และจากการติดตามสถานการณ์ผลผลิต ตลาดข้าวโลกส่อแววว่าความต้องการนำเข้าข้าวจะไม่มีการเติบโต เนื่องจากผลผลิตที่ดีในช่วงที่ผ่านมามีผลทำให้สต๊อกข้าวในหลายประเทศมีปริมาณเพียงพอ ประกอบกับบางประเทศเพิ่มผลผลิตข้าว เพื่อสร้างความมั่นคงภายในและลดการนำเข้า ดังนั้น การส่งออกข้าวไทยมีโอกาสที่จะแข่งขันยากขึ้น แค่ ม.ค. 69 ส่งออกข้าวลด 17% นายชูเกียรติ โอภาสวงศ์ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย เปิดเผยกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า การส่งออกข้าวไทยในปี 2569 ทางผู้ส่งออกข้าวและกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ยังคงตัวเลขเป้าหมายไว้ที่ 7 ล้านตัน เพื่อเป็นแนวทางผลักดันให้การส่งออกข้าวไทยมีการเติบโตได้ในปีนี้ แต่ก็ต้องยอมรับว่ายังมีปัจจัยเสี่ยงที่กระทบต่อการส่งออกข้าวอย่างต่อเนื่อง และเมื่อดูการส่งออกข้าวไทยในเดือนมกราคม 2569 ที่ผ่านมา ระหว่างวันที่ 5 มกราคม-10 กุมภาพันธ์ อยู่ที่ 7.6
“เราทำแบรนด์นี้ขึ้นมา โดยเปรียบแนวคิดว่ามันคือ เมล็ดพันธุ์ที่จะขยายต่อ เพราะเราเชื่อว่าทุกสรรพสิ่งก่อเกิดมาจากเมล็ดพันธุ์ ตัวเราเองก็เหมือนกัน ถ้าเราหว่านอะไรที่มันดีลงไป เมล็ดพันธุ์ที่ดี ก็น่าจะนำพาสิ่งดีๆ แผ่กระจายสิ่งดีๆ ออกไป” คุณอัจฉราวรรณ วงศ์สาธิตกุล (อ๋อย) กล่าว วันนี้เทคโนโลยีชาวบ้านขอพาทุกคนไปรู้จักกับแบรนด์ไทย ที่ใช้ข้าวไทยมาทำเป็นผลิตภัณฑ์สำหรับดูแลใบหน้าโดยการนำภูมิปัญญามาปรับให้เข้ากับยุคสมัยอย่าง “Bija Herbal” ผงล้างหน้าจากแป้งข้าว เน้นพกพาง่าย แต่คุณภาพอัดแน่น Bija Herbal อ่านว่า บี – จา ซึ่งเป็นภาษาสันสกฤตแปลว่า เมล็ดพืช, เมล็ดพรรณ, แหล่งกำเนิด คุณอัจฉราวรรณ วงศ์สาธิตกุล (อ๋อย) เจ้าของแบรนด์ Bija Herbal ได้บอกเล่าถึงที่มาที่ไปของชื่อว่า เธอเป็นหนึ่งคนที่มีความตั้งใจอยากสร้างแบรนด์ขึ้นมาให้มันเหมือนเมล็ดพันธุ์ที่จะขยายส่งต่อสิ่งดีๆ เหมือนกับแบรนด์นี้ที่เธออยากทำของที่มีคุณภาพให้ผู้บริโภคได้ใช้ โดยเน้นพกพาง่าย และใช้ของดีอย่าง “ข้าวไทย” มาแปรรูปต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ เพราะชอบแบบไหน จึงอยากทำของแบบนั้น มันเริ่มมาจากการที่คุณอัจฉราวรรณชื่นชอบในเรื่องของการรักสุขภาพและกา
สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมกับมูลนิธิข้าวไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ส่งเสริมการพัฒนานวัตกรรมสำหรับเพิ่มมูลค่าข้าวไทย ทั้งในรูปแบบผลิตภัณฑ์และกระบวนการผลิตผ่านการจัดประกวด “รางวัลนวัตกรรมข้าวไทย ประจำปี 2569” เพื่อสร้างโอกาสการแข่งขันและแบรนด์นวัตกรรมจากข้าวไทย โดย 17 ปีที่ผ่านมามีผู้ส่งผลงานนวัตกรรมข้าวไทยเข้าร่วมประกวดทั้งสิ้น 821 ผลงาน พร้อมทั้งเผยโอกาสการแข่งขันในอุตสาหกรรมข้าวไทยด้วยนวัตกรรม ได้แก่ ตลาดข้าวฟังก์ชันนัลและโภชนาการเชิงป้องกัน สังคมผู้สูงอายุและนวัตกรรมอาหารเฉพาะกลุ่ม โปรตีนทดแทนจากโปรตีนข้าว และด้านความงาม โดยผู้ที่สนใจสามารถส่งผลงานเข้าประกวดได้ทั้งผลิตภัณฑ์นวัตกรรมจากข้าวหรือกระบวนการผลิตข้าว ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ – วันที่ 30 มิถุนายน 2569 ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล ประธานมูลนิธิข้าวไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวว่า การจัดประกวดรางวัลนวัตกรรมข้าวไทยปีนี้ จัดต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 18 ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของงานวิจัยและนวัตกรรมที่ช่วยสร้างแรงบันดาลใจ กระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ของคนไทยใน
ปลายปีนี้เทศกาลข้าวสุดยิ่งใหญ่ Thailand Rice Fest 2025 กลับมายกระดับวงการข้าวไทยอีกครั้ง พร้อมตอกย้ำบทบาทในการเปิดพื้นที่ให้ภาครัฐ นักวิชาการ เกษตรกร ผู้ประกอบการ และประชาชนทั่วไปได้มาพบกัน เพื่อร่วมขับเคลื่อนอนาคตของข้าวไทยอย่างรอบด้าน ผ่านกิจกรรมสุดพิเศษมากมายโดยปีนี้ได้รับเกียรติจากผู้เชี่ยวชาญตัวจริงในวงการข้าวมากมายมาร่วมให้ความรู้และแลกเปลี่ยนประสบการณ์บนเวทีเสวนา ซึ่งหนึ่งในไฮไลท์สำคัญที่ได้รับความสนใจในงานคือเสวนาหัวข้อ “Carbon Farming ในการผลิตข้าว: โอกาสและแนวทางสำหรับชาวนา” โดย ศ.ดร.พูนพิภพ เกษมทรัพย์ จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่มุ่งสร้างการเปลี่ยนแปลงให้ชาวนาไทยเป็นกำลังสำคัญในการรับมือปัญหาสิ่งแวดล้อมระดับโลก ผ่านการทำนาในรูปแบบใหม่ที่เรียกว่า Carbon Farming และเกษตรฟื้นฟู ข้าว ดิน และเกษตกร พลังสำคัญในการลดโลกเดือด ศ.ดร.พูนพิภพ เปิดเผยว่า “ปัจจุบันทั่วโลกกำลังเผชิญวิกฤตสภาพภูมิอากาศมากมาย เนื่องจากระดับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในช่วงปี 2024 ที่ผ่านมาสูงขึ้นจนทำลายสถิติในหน้าประวัติศาสตร์ แต่ในขณะเดียวกัน ยังมีข่าวดีจากงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์จำนวนมากที่ชี้ตรงกันว่า พืชและ
ข้าวปกาอำปึล ข้าวผกาอำปึล หรือ ข้าวดอกมะขาม ข้าวพื้นถิ่นเมืองสุรินทร์ Authentic Traditional Surin Rice ข้าวพันธุ์พื้นเมืองของจังหวัดสุรินทร์นี้ จะอยู่ตะเข็บชายแดนไทยกัมพูชา ทางฝั่งไทยปลูกกันแถบจังหวัดสุรินทร์ ส่วนกัมพูชาคือจังหวัดอุดรมีชัย (ปะกาอำปึล แปลว่า ดอกมะขาม) ต้นตอผู้ที่เก็บรักษาข้าวพันธุ์นี้ไว้ เป็นพระ อยู่อำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์ ข้าวปกาอำปึลเป็นข้าวเจ้า ต้นสูงกว่าข้าวขาวดอกมะลิ 105 จุดเด่นสำคัญคือ ทนแล้ง ผลผลิตอาจจะน้อยกว่าข้าวหอมมะลิ เหมาะปลูกตามหัวไร่ปลายนา น้ำขังได้นิดหน่อย ไม่ชอบน้ำขังมาก เมื่อสุกแก่ เปลือกของข้าวสีเหลืองทองเหมือนดอกมะขาม เมล็ดยาว เมื่อขัดขาวจะสีขาวเหมือนข้าวทั่วไป หากสีเป็นข้าวกล้องเมล็ดสีน้ำตาลออกเขียว ทนทานต่อโรคแมลง เมื่อปลูกไม่ต้องใส่ปุ๋ย ไม่ต้องใช้สารกำจัดศัตรูข้าว ปลูกทิ้งรอเก็บเกี่ยว อาจกำจัดวัชพืชให้บ้าง คุณภาพการหุงต้ม เป็นข้าวที่นุ่ม เมื่อเก็บเกี่ยวและสีใหม่ๆ มาหุง มีความหอมไม่น้อยไปกว่าข้าวขาวดอกมะลิ 105 กลิ่นหอมเหมือนกับข้าวโพดข้าวเหนียว เนื้อสัมผัสของข้าวเหนียวอร่อยและหนึบ กรุบกรอบ กินกับแกงหรือกับข้าวพวกผัดเผ็ดนี่เข้ากันดีมาก เมื่อหุงกิ
พญาลืมแกง ข้าวพันธุ์ดั้งเดิมของไทย เป็นข้าวพื้นถิ่นในแถบชายแดนอีสานใต้ จังหวัดบุรีรัมย์ สุรินทร์ อุบลราชธานี และศรีสะเกษ ลักษณะตามสายพันธุ์ เป็นข้าวใช้น้ำน้อย ทนแล้ง ไม่มีโรค พญาลืมแกง ที่มาของชื่อ เกิดจากรสชาติความอร่อย ออกรสหวานมัน อร่อยเสียจนเผลอกินแต่ข้าวเปล่า ลืมกินแกงไปเลย พญาลืมแกงเป็นพันธุ์ข้าวเหนียว ลักษณะเป็นข้าวไวต่อช่วงแสง ต้นสูงประมาณ 150 เซนติเมตร ต้นอ่อน ล้มง่าย แตกกอน้อย เมล็ดแบน นิยมปลูกในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยเฉพาะพื้นที่นาลุ่มมักมีน้ำขัง สามารถกักเก็บน้ำไว้ได้ ข้าวชนิดนี้ ขึ้นชื่อในเรื่องความหอมนุ่ม อร่อยมาก จึงเป็นที่นิยมบริโภคในพื้นที่ภาคอีสาน พันธุ์ข้าวเหนียว พญาลืมแกง หากปลูกโดยปกติโรงสีไม่รับซื้อ กลายเป็นจุดอ่อนของเกษตรกรที่เกรงว่าปลูกแล้วจะขายไม่ได้ แต่เกษตรกรผู้ปลูกได้นำมาเป็นจุดแข็ง ไม่มีเกษตรกรรายใดปลูก ทำให้สามารถขายในราคาสูงกว่าข้าวทั่วไปได้ และปัจจุบันมีลูกค้าสั่งออร์เดอร์ข้ามปี เพราะ “ข้าวพญาลืมแกง” มีรสชาติอร่อย ข้าวพญาลืมแกงเป็น “ข้าวเหนียว” ที่มีลักษณะคล้ายข้าวญี่ปุ่น ทั้งความนุ่มเหนียว และมีรสชาติอร่อย สามารถหุงได้แบบข้าวสวย เดิมทีโรงสีไม่รั
