“มะระขี้นก และบอระเพ็ด” เป็นพืชที่หลายคนรู้จัก แล้วยังรู้จักมากไปกว่านั้นว่ามีรสขมจนต้องเมินหน้าหนี ความจริงแล้วการมีรสขมของพืช ผัก ผลไม้บางชนิดถือว่ามีสรรพคุณทางยาที่ดีต่อสุขภาพ ดั่งคำว่า “หวานเป็นลม ขมเป็นยา” กระนั้นก็ยังไม่ทำให้ผู้คนเปลี่ยนทัศนคติได้ง่าย
แต่ความชาญฉลาดของคนรุ่นบรรพบุรุษที่เห็นคุณค่าประโยชน์ของพืชที่มีรสขม จึงหาวิธีแปรรูปเพื่อเปลี่ยนรสขมให้มาเป็นรสหวานแบบธรรมชาติ อีกทั้งยังตั้งใจปลุกให้ชนทุกรุ่นได้รู้จักพืช ไม้ผลเก่าแก่มิให้สูญหายไป แล้วหวังให้สืบทอดภูมิปัญญานี้จากรุ่นสู่รุ่น จนเกิดคำเปรียบเปรยว่า “ผลไม้กลับชาติ”
ชาวบ้านกลุ่มหนึ่งที่ตำบลบางพรม สมุทรสงคราม ได้รวมตัวกันจัดตั้งเป็นกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผลไม้กลับชาติ เพื่อร่วมกันนำพืชไม้ผลในท้องถิ่นมาสร้างมูลค่าด้วยการแปรรูปแบบแช่อิ่มกับอบแห้ง หวังอนุรักษ์ภูมิปัญญาดั้งเดิมไว้ ถือเป็นการสร้างชื่อเสียงและรายได้ให้แก่ครอบครัวและชุมชนอีกด้วย
คุณฉวีวรรณ หัตถกรรม หรือ ป้าแดง ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผลไม้กลับชาติ บ้านเลขที่ 27 หมู่ที่ 4 ตำบลบางพรม อำเภอบางคนที จังหวัดสมุทรสงคราม บอกเล่าถึงความเป็นมาว่า คนในสมัยก่อนนำพืชผักที่ขึ้นตามธรรมชาติที่รั้วบ้านมาต้มจิ้มน้ำพริก แล้วยังนำมาแปรรูปให้มีรสหวานเพื่อสร้างแรงจูงใจให้คนรับประทานกัน ขณะที่ป้าแดงเองก็ได้ถูกปลูกฝังความรู้เหล่านั้นจากบรรพบุรุษ แล้วเกรงว่าจะหายไป จึงถ่ายทอดให้แก่เพื่อนบ้านเพื่อทำขายจนเกิดเป็นที่สนใจกันทั้งชุมชน

“กระทั่งเมื่อเจ้าหน้าที่ราชการเข้ามาช่วยส่งเสริมและสนับสนุนต่อยอดองค์ความรู้ให้เป็นระบบ พร้อมกับการจัดหาตลาด แล้วยังสนับสนุนให้จัดตั้งเป็นกลุ่มสตรีเกษตรพัฒนา จนกระทั่งมาจดทะเบียนเป็นวิสาหกิจชุมชนจนถึงทุกวันนี้”
กลุ่มวิสาหกิจชุมชนผลไม้กลับชาติจัดตั้งขึ้นโดยมีเจตนารมณ์เพื่อต้องการให้ชาวบ้านได้ใช้ผลผลิตทางการเกษตรของท้องถิ่นให้มีประโยชน์เกิดมูลค่า เพื่อหวังให้มีรายได้เพิ่มให้ครอบครัวและชุมชน ต้องการสร้างชื่อเสียงให้แก่ชุมชนท้องถิ่นเป็นที่รู้จักทั่วไป ขณะที่สินค้าแปรรูปทุกชนิดมีความสะอาด ปลอดภัยทั้งผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม แล้วยังสร้างเป็นฐานเรียนรู้ให้แก่ผู้สนใจ
ป้าแดง บอกว่า ช่วงแรกพืชไม้ผลที่แปรรูปแช่อิ่มยังมีจำนวนไม่มาก และที่เด่นน่าจะเป็นบอระเพ็ดแช่อิ่มได้ทำส่งเข้าประกวดจนได้รับรางวัลชนะเลิศประเภทการถนอมอาหารระดับประเทศ ติดต่อกัน 2 ปี พอเริ่มเห็นว่ามีความสนใจจากคนทั่วไปมากขึ้นจึงมองพืชไม้ผลชนิดอื่นในชุมชนที่สามารถนำมาแช่อิ่มได้ ไม่ว่าจะเป็นพริก มะนาว ส้มโอ มะระขี้นก มะละกอ
ขณะเดียวกัน เห็นว่ามีพืชไม้ผลบางชนิดไม่เหมาะนำมาแช่อิ่มจึงได้ต่อยอดทำแบบอบแห้งแทนเพื่อเพิ่มมูลค่าและสร้างทางเลือกให้แก่ผู้บริโภค ไม่ว่าจะเป็นตะลิงปลิง มะม่วง กระท้อน มะไฟกระเทย และอื่นๆ อีกมากมาย โดยเฉพาะในช่วงฤดูผลไม้อย่างลิ้นจี่อบแห้ง หรือส้มโอจะใช้เปลือกมาทำเป็นส้มโออบแห้งตั้งชื่อว่าส้มโอมรกต ขณะเดียวกัน ถ้าเป็นผลส้มโอขนาดเล็กที่ไม่สามารถขายได้เนื่องจากต้องตัดออกจากต้นบ้างก็จะนำมาทำเป็นส้มโอแช่อิ่ม

การกำหนดจำนวนและประเภทผลไม้แช่อิ่มและอบแห้งชนิดใดออกวางขายนั้น ป้าแดง บอกว่า จะพิจารณาจากความต้องการของตลาดควบคู่ไปกับในช่วงนั้นเป็นฤดูผลไม้อะไร อย่างเดือนมีนาคม-เมษายน เป็นช่วงที่มีตะลิงปลิงออกเป็นจำนวนมาก ทางกลุ่มก็จะรับซื้อจากสมาชิกในกลุ่มเท่านั้น โดยมีจำนวนรับซื้อเป็นตันเพื่อสต๊อกไว้ทยอยผลิตส่งขาย หรือในช่วงฤดูส้มโอกับลิ้นจี่
ป้าแดงยกตัวอย่างขั้นตอนการทำผลไม้กลับชาติที่มีรสขมอย่างบอระเพ็ดว่า จะใช้บอระเพ็ดที่มีอายุ 1 ปี มาตัดเป็นท่อนแล้วลอกเปลือกออก นำมาแช่น้ำเกลือในอัตราส่วนน้ำ 5 ลิตร เกลือ 1 ลิตร พร้อมแกว่งสารส้มลอกไส้ออก ให้แช่วัน 1 คืน จากนั้นเปลี่ยนน้ำเกลือทุกวันจนกว่าจะหายขม ล้างน้ำเปล่าให้สะอาด แช่น้ำปูนใส 1 คืน ตั้งน้ำให้เดือด นำบอระเพ็ดต้มสัก 10 นาที นำน้ำตาลทรายตั้งไฟโดยไม่ให้หวานมาก ยกลงจากเตาเมื่อน้ำเชื่อมเย็นแล้วจากนั้นจึงนำบอระเพ็ดแช่ลงในน้ำเชื่อม ให้อุ่นน้ำเชื่อมทุกวัน แล้วตักบอระเพ็ดขึ้น เติมน้ำตาลทรายทุกครั้งที่อุ่นจนครบ 15 วัน จึงรับประทานได้
หรืออย่างมะนาวแช่อิ่มให้ใช้มะนาวผลเขียวสดนำมาขัดผิวให้เกลี้ยงด้วยกระดาษทรายน้ำ จากนั้นนำไปผ่าผลแกะเมล็ดออกแช่น้ำเกลือในอัตราส่วนน้ำเปล่า 5 ลิตร กับเกลือ 1 ลิตร พร้อมกับแกว่งสารส้มโดยเปลี่ยนน้ำเกลือทุกวัน แล้วให้ล้างด้วยน้ำเปล่าอีกครั้ง ให้ตั้งน้ำเดือดแล้วนำผลมะนาวลงใส่ เสร็จแล้วให้ตักผลมะนาวขึ้นนำไปตากแห้ง แล้วให้ทำน้ำเชื่อมที่มีความหวานเล็กน้อยแล้วนำผลมะนาวแช่ในน้ำเชื่อม ในทุกวันให้ตักมะนาวขึ้นอุ่นน้ำเชื่อมแล้วเพิ่มปริมาณน้ำตาลวันละเล็กน้อย ขณะเดียวกัน ให้เติมเกลือป่นลงไปด้วยแล้วให้ชิมรสตามชอบเป็นอันเสร็จ

กลุ่มวิสาหกิจชุมชนผลไม้กลับชาติไม่เพียงถนัดแต่เรื่องผลไม้แช่อิ่มกับผลไม้อบแห้ง แต่ทางกลุ่มยังมีความชำนาญทางด้านทำขนมไทยโบราณหลายอย่าง โดยเฉพาะขนมที่เด่นอย่างสำปันนีแป้งกล้วย ซึ่งเป็นขนมสมัยรัชกาลที่ 2 ในสมัยก่อนเรียกพญาเสวย โดยใช้กล้วยน้ำว้าดิบปอกเปลือกและฝานให้บางตากแดดให้แห้งแล้วนำมาปั่นให้เป็นแป้งกวนร่วมกับหัวกะทิ โดยใช้แป้งกล้วย 1 กิโลกรัม หัวกะทิ 4 กิโลกรัม น้ำตาลทราย 4 กิโลกรัม แล้วกวนร่วมกันเป็นเวลา 4 ชั่วโมง ใช้ไฟอ่อน

หลังจากนั้น นำใบตองกล้วยตานีลนไฟตัดเป็นแผ่นเล็กเพื่อห่อแล้วนำไปตากแดด เหตุผลที่ต้องใช้ใบตองกล้วยตานีเพราะมีความหอม เมื่อแกะขนมออกจากใบตองก็จะทำให้ขนมนั้นมีความหอมด้วย นอกจากนั้น ยังทำขนมไทยอื่นอีก ไม่ว่าจะเป็นทองม้วน ลูกชุบ รังไร ช่อม่วง ทองหยิบ ฝอยทอง ฯลฯ

ป้าแดงชี้ว่า ตลอดเวลาที่ทำผลไม้กลับชาติยังไม่เคยพบปัญหาที่เป็นอุปสรรคต่อการทำงาน เพราะทุกอย่างมีความพร้อม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องวัตถุดิบหรือความรู้ความชำนาญ แต่สิ่งที่น่ากังวลและเป็นห่วงคือการสืบทอดความรู้เหล่านี้ไปยังคนรุ่นหลังที่นับวันจะให้ความสำคัญน้อยลง
“อยากให้ทุกคนช่วยกันอนุรักษ์สิ่งเหล่านี้ไว้ เนื่องจากเป็นสมบัติที่ตกทอดมาตั้งแต่รุ่นบรรพบุรุษ และยังถือเป็นเอกลักษณ์ประจำชาติ เพราะตอนนี้ต่างชาติเริ่มให้ความสนใจกันแล้ว ทั้งนี้ คนที่สนใจควรเริ่มจากต้องมีใจรักจริงเสียก่อน ต้องมีความอดทน เพราะความรู้เรียนกันได้ไม่ยากถ้าคุณสนใจจริง ดังนั้น หากต้องการเรียนรู้เชิญมาได้ที่กลุ่มวิสาหกิจชุมชนผลไม้กลับชาติ และสอบถามรายละเอียดได้ที่ป้าแดง โทรศัพท์ (034) 761-084” ป้าแดง กล่าวฝาก
MOST POPULAR
ข้าวกล้อง (brown rice) คือเมล็ดข้าวที่กะเทาะเปลือกออกโดยไม่ได้มีการขัด มีจมูกข้าวหรือคัพภะ (embryo) และเยื่อรำติดอยู่ ซึ่งเป็นส่วนที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย โดยคัพภะอุดมไปด้วย โปรตีน วิตามิน ไขมัน แร่ธาตุ และกรดอะมิโนที่สำคัญ รวมทั้งมีเยื่อหุ้มเมล็ดที่มีเส้นใยอาหารสูง มหัศจรรย์แห่งข้าวสี ข้าวกล้องจะมีสีสันแตกต่างกันตั้งแต่ ครีม แดง น้ำตาลเข้ม และม่วงเข้มถึงเกือบดำ สีของข้าวกล้องที่ปรากฏในเมล็ดข้าวจะแตกต่างกันขึ้นอยู่กับสารเม็ดสีที่อยู่ในชั้นเยื่อหุ้มผล และเยื่อหุ้มเมล็ดของเมล็ดข้าว ถึงแม้ว่าข้าวจะมีสีสันตามลักษณะของพันธุ์ข้าว แต่ส่วนใหญ่สีของแป้งที่อยู่ภายในจะมีสีขาวเกือบทั้งหมด ด้วยคุณลักษณะดังกล่าวจึงส่งผลให้ข้าวกล้องมีคุณค่าสารอาหารทางโภชนาการแตกต่างกันตามสีที่ปรากฏบนเมล็ดข้าวในแต่ละพันธุ์ คุณค่าทางโภชนาการ คุณค่าสารอาหารทางโภชนาการในข้าวสีต่างๆ 1. กลุ่มข้าวสีดำ/ม่วงเข้ม…ราชาแห่งการต้านอนุมูลอิสระ พันธุ์ข้าว : ข้าวเหนียวดำพันธุ์ลืมผัว ข้าวเหนียวดำซ่อไม้ไผ่ 49 ข้าวเหนียวดำหอมภูเขียว ข้าวเหนียวดำหม้อ ข้าวไรซ์เบอร์รี ข้าวเจ้าก่ำ ข้าวสีนิล ข้าวหอมนิล ข้าวเหนียวกัญญา เป็นต้น ลักษณะเด่น : ม
ชาวบ้านตำบลหนองปลาไหล อำเภอเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรี สืบทอดอาชีพทำนา ทำไร่ เลี้ยงสัตว์ และทำประมงมาตั้งแต่รุ่นปู่ รุ่นย่า เดิมทีชาวบ้านในชุมชนเลี้ยงปลาสลิด ตามธรรมชาติ ใช้เวลาเลี้ยงประมาณ 10 เดือนจึงได้ผลผลิต แต่ปลาที่เลี้ยงเจริญเติบโตได้ไม่เต็มที่ ทำให้ปลามีขนาดเล็กไม่ได้มาตรฐาน ไม่เป็นที่ต้องการของตลาด ขายได้ราคาถูก คุณประสพชัย อารีวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) หนองปลาไหล อำเภอเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรี จึงสนับสนุนให้ชาวบ้านหันมาเลี้ยงปลาสลิดแบบผสมผสาน วิธีการเพาะลูกปลา ใช้เครื่องตัดหญ้า ตัดหญ้าบนพื้นบ่อเป็นช่อง ช่องละ 3 เมตร ประมาณ 7-8 ช่อง เพื่อหมักน้ำให้เน่าทำลูกไรเป็นอาหารของลูกปลา เสร็จเริ่มวิดน้ำเข้าบ่อเลี้ยงให้เต็มแปลงที่สูงประมาณ 1 ฝ่ามือที่ลึกประมาณครึ่งน่อง ที่สำคัญต้องใช้ตาข่ายไนลอนเขียวตาถี่กรองน้ำ ป้องกันศัตรูของลูกปลาที่อาจจะหลงปนเข้าไปในบ่อ หลังจากวิดน้ำให้ได้ระดับเครื่องวิดน้ำภายใน 24 ชั่วโมง พ่อพันธุ์แม่พันธุ์จะก่อหวอดผสมพันธุ์กัน เกิดลูกปลาภายใน 24 ชั่วโมง หลังจากนั้น 7 วันจะเห็นปลาด้วยตาเปล่าบนผิวน้ำ ระยะนี้ต้องหมั่นดูน้ำในบ่อเลี้ยงอย่าให้น้ำเน่า ระยะนี้ควรวิดน้
จากพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของกำแพงเพชร ด้วยพื้นที่ปลูกมากกว่า 40,000 ไร่เมื่อสิบกว่าปีก่อน ปัจจุบันเริ่มถูกแทนที่ด้วยไร่อ้อยและมันสำปะหลัง ที่ทำให้พื้นที่ปลูกกล้วยไข่ของจังหวัดกำแพงเพชรในปี พ.ศ. 2566 เหลือเพียง 513 ไร่ มีเกษตรกรขึ้นทะเบียนเพียง 163 ราย และขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) เพียง 75 รายเท่านั้น และส่วนใหญ่เป็นการปลูกแซมพืชอื่นๆ รายละ 1–2 ไร่ มีเกษตรกรที่ยังยึดเป็นอาชีพหลักเพียง 3-4 ราย สวนทางกับความต้องการที่สูงถึงปีละ 300 ตัน สาเหตุที่ทำให้เกษตรกรในกำแพงเพชรเลิกปลูกกล้วยไข่ เกิดจากการไม่มีลานรับซื้อกลาง ทำให้ถูกกดราคาจากพ่อค้าคนกลาง รวมถึงผลกระทบจากภัยธรรมชาติ ในปี พ.ศ. 2556 ทีมวิจัยากมหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร นำโดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วิษณุ บัวเทศ จึงเข้าไปทำงานร่วมกับเกษตรกรผู้ปลูกกล้วยไข่ จำนวน 20 ราย เพื่อปรับวิถีการปลูก เพิ่มคุณภาพการดูแล การจัดการแปลงปลูกและการปรับดินให้มีคุณภาพที่ดีขึ้น รวมถึงระบบการให้ปุ๋ยและธาตุอาหารเสริมตามช่วงอายุเวลาการเจริญเติบโตของกล้วยไข่ เพื่อลดต้นทุนการปลูก เพิ่มมูลค่า ที่สำคัญคือสามารถทำให้กล้วยไข่ที่ผลิตได้มีน้ำหนักเพิ่มจากเครือล
บางคนอาจคิดว่าธุรกิจที่เน้นสิ่งแวดล้อมและสังคมทำเงินได้ยาก แต่หากเจาะกลุ่มลูกค้าให้ถูกและตอบโจทย์ความต้องการได้ ก็สามารถสร้างธุรกิจที่สร้างรายได้และสร้างประโยชน์ได้เช่นกัน อย่างธุรกิจที่สองสาวที่ตั้งใจสร้างขึ้นมา “Happy Geocers” เป็นแพลตฟอร์มที่เชื่อมเกษตรกรไทยกับลูกค้าในเมือง ทั้งในกรุงเทพฯ ปริมณฑล ให้ทุกคนได้ทานผักที่คัดสรรคุณภาพ มาไว้ที่ Truck คันนี้ คุณโม-สุธาสินี สุดประเสริฐ และ คุณมุก-ปัทมาภรณ์ ดำนุ้ย ผู้ก่อตั้งธุรกิจ Happy Grocers เป็นเพื่อนสมัยเรียน จบจากวิทยาลัยโลกคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พลิกวิกฤตจากช่วงโควิด-19 ที่เกิดช่วงล็อกดาวน์ที่ตลาดและสถานที่ค้าขายปิดให้บริการ ทั้งคู่ได้มีโอกาสใกล้ชิดกับเกษตรกรและได้เห็นถึงปัญหาการปล่อยสินค้า ไม่รู้จะขายที่ไหน รัฐก็ประกาศล็อกดาวน์ แล้วผู้คนจะไปหาซื้อสินค้าได้ที่ไหน นี่เองที่จุดประกายให้เกิด Happy Grocers ธุรกิจที่เชื่อมโยง “เกษตรกร” และ “ผู้บริโภค” เข้าหากันนั่นเอง จากโควิดสู่จุดเริ่มต้นของ Happy Grocers กว่าจะมาเป็น “Happy Grocers” ที่หลายๆ คนรู้จัก ขอเท้าความไปตอนสมัยเรียนด้วยความที่คณะที่เรียนเน้นการทำโปรเจ็กต์ โดยเฉพาะเรื่องค
