อื่นๆ
เป็นระเบียบของการศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) ที่กำหนดให้นักศึกษาต้องนำวิชาเรียนพื้นฐานที่เรียนไปตั้งแต่เริ่มศึกษาในระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ในทุกวิชาที่เกี่ยวข้องกับสายงานตัวเอง มาประยุกต์เพื่อคิดโครงงานวิจัยให้เกิดชิ้นงานหรือสิ่งประดิษฐ์ ที่ก่อให้เกิดประโยชน์หรือช่วยแก้ปัญหาให้กับท้องถิ่นหรือชุมชน และต้องเป็นชิ้นงานที่ไม่ได้ทำเพื่อตนเอง เมื่อถึงเทอมสุดท้ายของการศึกษา นักศึกษา ระดับชั้น ปวส. ปีที่ 2 กลุ่มหนึ่ง นำเสนออุปกรณ์ตัดใบกล้วย โดยใช้ชื่อว่า “อุปกรณ์ตัดไม่ตก” แนวคิดนี้ เป็นของ นายนัทธพงศ์ อินทรขัน นายอากร ขำเกลี้ยง และ นายนลธวัช หัวเขา อดีตนักศึกษาแผนกช่างยนต์ วิทยาลัยการอาชีพตรัง ทั้ง 3 คน ให้คำตอบถึงแนวคิดว่า ผู้สูงอายุในชุมชนส่วนใหญ่ไม่ได้ประกอบอาชีพ ประกอบกับบริเวณที่อยู่อาศัยส่วนใหญ่ปลูกกล้วยตานี ผู้สูงอายุเกือบทั้งหมดจึงหารายได้จากการตัดใบกล้วยตานีไปขาย โดยใช้มีดทำครัวผูกติดกับไม้ที่มีขนาดยาว เช่น ไม้ไผ่ ด้วยยางในของรถจักรยานยนต์ เพื่อให้ด้ามมีดมีความยาวมากพอที่จะตัดก้านใบกล้วย เมื่อใช้ไปสักระยะการผูกเกิดหลวม เป็นเหตุให้มีดหล่น ผู้ใช้ถูกมีดบาด ห
“ปลากัด” เป็นสัตว์น้ำสายพันธุ์ไทยแท้ ที่อยู่ในประวัติศาสตร์วัฒนธรรมคู่ประเทศไทยมาอย่างยาวนาน และปัจจุบันนั้นได้กลายเป็น “สัตว์น้ำประจำชาติ” นอกจากนี้ ปลากัด ยังถือเป็นการค้าเชิงพาณิชย์และก่อให้เกิดมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล มีการส่งออกปลากัดไทยไปแล้วกว่า 95 ประเทศ ปริมาณการส่งออกระหว่างปี 2556-2560 มีประมาณ 20.85 ล้านตัว/ปี มีมูลค่าไม่ต่ำกว่า 115.45 ล้านบาท/ปี หรือ 5.42 บาท/ตัว และมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นทุกปี ในการผสมพันธุ์ปลากัด หลายคนคงคุ้นหูกับ “ปลากัดจ้องตากันแล้วท้อง” สรุปแล้วเรื่องนี้จริงหรือไม่? คุณมนตรี สายศรี หรือ คุณตั้ม เจ้าของ “ฟิน เบ็ตต้า” ฟาร์มปลากัดเล็กๆ แต่เป็นที่รู้จักกันดีของจังหวัดอ่างทอง บอกถึงประเด็นข้างต้นว่า “ไม่เป็นความจริง” บางคนเชื่อว่า ปลากัดแค่มองตาก็ตั้งท้อง แท้ที่จริงแล้ว การเทียบปลาให้มองตากันเป็นวิธีลดความก้าวร้าวระหว่างปลาทั้งคู่ และเมื่อเห็นว่าความก้าวร้าวระหว่างคู่ลดลงแล้ว จึงจับใส่ภาชนะเดียวกัน เพื่อให้ปลาได้ผสมพันธุ์กัน ดังนั้น ความเชื่อที่ว่าปลากัดแค่มองตาแล้วตั้งท้องจึงเป็นความเชื่อที่ผิด วิธีสังเกตความพร้อมของพ่อพันธุ์และแม่พันธุ์ปลาก
หลังจากที่ คุณฉลอง และ คุณจันทร์ธิภา คงลิขิต สองสามี-ภรรยา ประสบความสำเร็จจากธุรกิจการทำบ้านรังนกนางแอ่น ในนาม บริษัท ตี๋บ้านนก 2005 จำกัด มานานกว่า 15 ปี จนทำให้ชาวชุมพร ตลอดจนบุคคลทั่วประเทศเป็นที่ทราบว่า หากต้องการสร้างบ้านรังนก ต้องใช้บริการของบริษัท ตี๋บ้านนก 2005 จำกัด เท่านั้น วันนี้ คุณฉลอง หรือ เฮียตี๋ ซึ่งถือเป็นผู้บุกเบิกการสร้างบ้านรังนกนางแอ่นเจ้าแรกๆ ของจังหวัดชุมพร ได้มีการแตกไลน์ธุรกิจ ด้วยการสร้างศูนย์เรียนรู้วงจรชีวิตปลาคาร์พแห่งแรกของจังหวัดชุมพร และอาจถือเป็นแห่งแรกของภาคใต้ตอนบนด้วย บนพื้นที่ ขนาด 50 ตารางวา ในซอยกองร้อยอาสารักษาดินแดนที่ 1 จังหวัดชุมพร (กองร้อย อส.จ.ชุมพร) หมู่ที่ 5 ตำบลขุนกระทิง อำเภอเมือง จังหวัดชุมพร เฮียตี๋ได้ใช้ความรู้และประสบการณ์ในเรื่องการก่อสร้างที่เคยประสบความสำเร็จจากการก่อสร้างบ้านรังนก มาสร้างศูนย์เรียนรู้วงจรชีวิตปลาคาร์พด้วยงบประมาณจำนวน 6 ล้านบาท โดยใช้ชื่อว่า ชุมพร โค่ย ฟาร์ม แอนด์ คาเฟ่ (Chumphon Koi Farm & Cafe) ซึ่งคำว่า โค่ย (Koi) เป็นภาษาญี่ปุ่น แปลว่า ปลาคาร์พ “ผมเลี้ยงปลาคาร์พมานานนับสิบปี เมื่อลูกชายคนเล็ก คือ น้องจ๊อบ
คุณณรงค์ศักดิ์ รอดเพ็ชร์ หรือ คุณอิฐ อายุ 27 ปี จบปริญญาตรี จากมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร ปัจจุบันเป็นพนักงานประจำที่บริษัทแห่งหนึ่ง และเจ้าของฟาร์ม “ตัวหนาม ฟาร์มเม่น Hedgehogs.” ที่ใช้เวลาว่างจากการทำงานประจำ ต่อยอดทดลองเลี้ยงเม่นแคระ ก่อนจะเล็งเห็นช่องทางการสร้างรายได้จากการเลี้ยงเม่นแคระขายผ่านช่องทางออนไลน์ จุดเริ่มต้นของการเลี้ยงเม่นแคระนั้น เริ่มขึ้นเมื่อเกือบ 3 ปีที่แล้ว เนื่องจากคุณณรงค์ศักดิ์มีความชื่นชอบเม่นแคระเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เพราะด้วยลักษณะนิสัยที่น่ารักและเสน่ห์เฉพาะตัวที่ชอบขดตัวม้วนกลมอันเป็นเอกลักษณ์น่ารักโดดเด่น ซึ่งเป็นการป้องกันตัวเองจากศัตรู จึงซื้อมาทดลองเลี้ยง 1 คู่ และเริ่มศึกษารายละเอียดเกี่ยวกับการเลี้ยงเม่นแคระ ตามกลุ่มหรือตามเพจเม่นแคระ หลังจากนั้นคุณณรงค์ศักดิ์จึงเริ่มเพาะพันธุ์ขายอย่างจริงจัง และเริ่มโพสต์ขายตามกลุ่มที่มีการซื้อขายเม่นแคระเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน หลังจากเริ่มโพสต์ขายตามกลุ่มที่มีการซื้อขายเม่นแคระ ผลตอบรับที่ได้รับกลับดีเกินคาด อยู่ในระดับที่น่าพึงพอใจ คุณณรงค์ศักดิ์จึงเพิ่มขนาดพ่อแม่พันธุ์ให้มากขึ้น จากเดิมที่มีพ่อแม่พันธุ์อย่างละ 1
เนื้อหาเกี่ยวกับการเรียนการสอนในภาคเกษตรกรรม ของนักศึกษาสายอาชีวศึกษา มีอีกจำนวนไม่มาก กระจายอยู่ทุกภาคของประเทศไทยที่จัดให้มีการเรียนการสอนทั้งสอดแทรกและโดยตรงกับสายงานอาชีพเกษตรกรรม ฉบับนี้เป็นฉบับปฐมฤกษ์สำหรับคอลัมน์เทคโนโลยีอาชีวะ นำเสนอด้วยผลงานลูกอีสาน ของวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีบุรีรัมย์ วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีบุรีรัมย์ ตั้งอยู่หมู่ที่ 1 ตำบลอิสาณ อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ เริ่มก่อตั้งเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2473 มีพื้นที่รวมทั้งสิ้น 1,220 ไร่ พื้นที่แบ่งออกเป็น 2 ส่วน ส่วนที่อยู่อำเภอเมือง 350 ไร่ และส่วนที่เป็นไร่ฝึกนักศึกษา อยู่อำเภอคูเมือง จังหวัดบุรีรัมย์ 870 ไร่ มี คุณวิทยา พลศรี ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการคนปัจจุบัน มีนักเรียนนักศึกษารวมทั้งสิ้น 2,280 คน มีผู้บริหาร ครู บุคลากรอื่นๆ รวมทั้งสิ้น 175 คน จัดการเรียนการสอนหลากหลายแผนกวิชา ได้แก่ แผนกวิชาพืชศาสตร์ สัตวศาสตร์ ช่างกลเกษตร ประมง อุตสาหกรรมเกษตร คอมพิวเตอร์ธุรกิจ การบัญชี การจัดการ การโรงแรม การจัดการท่องเที่ยวเกษตรเชิงนิเวศน์ และจัดการเรียนการสอนใน 3 รูปแบบ คือ การเรียนในระบบ การเรียนนอกระบบ และการเ
จากอดีตที่ผ่านมาเมืองไทยมีไก่พื้นเมืองสวยงามอยู่ในแวดวงจำกัดไม่กี่สายพันธุ์ ได้แก่ ไก่แจ้ ไก่เตี้ย ไก่ชน อย่างไรก็ตาม ด้วยความสวยงามที่โดดเด่นของไก่หางยาว ซึ่งเป็นสายพันธุ์ต่างประเทศ แต่มีความโดดเด่น ยิ่งยามยืนบนคอนสูงและทิ้งหางลงมาพริ้วตามลมมีลีลาดุจไก่เทพ ดังนั้น ในช่วงระยะเวลาตั้งแต่สิบกว่าปีที่ผ่านมา จึงมีผู้นำไก่หางยาวจากอเมริกา ยุโรป เวียดนาม และประเทศอื่นๆ เข้ามาเลี้ยงและเพาะพันธุ์ สายพันธุ์ที่สำคัญ ได้แก่ 1. สายพันธุ์ไก่โอนากาโดริ (Onagadori) และ 2. สายพันธุ์ไก่ฟินิกส์ (Phoenix) ไก่โอนากาโดริ (Onagadori) ไก่ที่มีหางยาวที่สุดในโลก มีถิ่นกำเนิดในเมืองโคชิ เกาะชิโกะกุ ตอนใต้ของญี่ปุ่น ไก่โอนากาโดริ เกิดจากผ่าเหล่ามียีนต์ไม่ผลัดขนหาง (non-moulting genes) อยู่ในตัวของมัน ลักษณะนี้ได้ถ่ายทอดมายังไก่โอนากาโดริ ทำให้มันไม่ผลัดขนหางของมัน ต้องใช้เวลา 3 ปี หรือหลายปีในการผลัดขนหาง และทำให้มันกลายเป็นไก่ที่หางยาวมาก บางครั้งยาว 12-27 ฟุต เลยทีเดียว น้ำหนักมาตรฐาน เพศผู้ 1.8 กิโลกรัม เพศเมีย 1.35 กิโลกรัม ไก่ฟินิกส์ (Phoenix) เป็นไก่หางยาว มีขนหางที่ยาว 2-5 ฟุต มีความสวยงาม ท่วงท่าลีลาคล้า
จากรุ่นทวด สู่รุ่นเหลน คุณจารุตตม์ เดชะพหุล หรือ คุณเจ๋ง หนุ่มร้อยเอ็ดโดยกำเนิด จบปริญญาตรีด้านไฟแนนซ์ จบปริญญาโทด้านการตลาด จากประเทศสหรัฐอเมริกา ทำงานประจำเป็นลูกจ้างบริษัทเฉกเช่นบุคคลทั่วไป แต่ด้วยพื้นฐานที่มีภูมิลำเนาอยู่ต่างจังหวัด ความสนใจในการเกษตรเมื่อมองเห็น “ควายไทย” จึงเกิดขึ้น “ปู่ของแม่ เป็นนายฮ้อย แต่ต่อมายุคของพ่อของแม่ไม่ได้ทำการเกษตร แม่ของผมก็ไม่ได้ทำการเกษตร แต่สิ่งที่ผมเห็นคือ บรรพบุรุษของเราเลี้ยงควายไทย สิ่งแรกที่ผมรู้สึกคืออยากเลี้ยงควายไทยให้ดี พัฒนาสายพันธุ์ให้มีคุณภาพ ผมจึงเริ่มศึกษา เดินทางไปตามฟาร์มต่างๆ ที่มีชื่อเสียง เพื่อเก็บความรู้ และเริ่มสะสมควายไทยมาตั้งแต่ปี 2562” ควายไทยชุดแรกที่คุณเจ๋ง เริ่มนำมาเลี้ยง มาจากหลากหลายฟาร์ม หรือแม้กระทั่งควายไทยตามท้องถิ่นของภาคอีสาน ก็จัดอยู่ในกลุ่มของควายที่คุณเจ๋งให้ความสนใจด้วย คุณเจ๋งให้เหตุผลว่า ควายแต่ละตัว มีจุดเด่นและจุดด้อยที่ไม่เหมือนกัน จึงต้องเลือกควายที่มีพันธุกรรมที่หลากหลาย เพื่อนำมาคัดเลือกและพัฒนาสายพันธุ์ให้ได้ควายไทยที่มีคุณภาพโดดเด่นในอนาคต คุณเจ๋ง บอกว่า การเลี้ยงควายมีวัตถุประสงค์หลายประเภท บ้างเ
มีโอกาสได้จับเข่านั่งคุยกับ คุณกิตติชัย ไกลถิ่น ประธานชมรมผู้เพาะพันธุ์ไก่ซารามอประเทศไทย ถึงการเลี้ยงไก่ซารามอ ความนิยม การเพาะพันธุ์ การจัดการประกวด และอื่นๆ อีกมาก ทำให้ได้ทราบว่า ไก่ซารามอ เข้ามาในเมืองไทยนานแล้ว แต่ไม่ค่อยได้รับความนิยม เนื่องจากเลี้ยงแล้วจะเพาะให้ได้ไก่ซารามอสวยๆ ทำได้ยาก แม้จะมีการจัดประกวดไก่ซารามอขึ้นทุกปี แต่ก็มีคนเลี้ยงหน้าใหม่เพิ่มเข้ามาน้อย ปัจจุบันมีผู้เลี้ยงไก่ซารามาในประเทศไทยกว่า 50 ราย และมีผู้เลี้ยงในพื้นที่ภาคใต้มากที่สุด ไก่ซารามอ มีถิ่นกำเนิดในรัฐกลันตัน ของประเทศมาเลเซีย และเป็นไก่สายพันธุ์พื้นเมืองของรัฐกลันตัน มีลักษณะประจำตัวที่แปลกไม่เหมือนใคร เพราะมีหน้าอกตั้งสูง คล้ายกับทหารยืนตรง น้ำหนักของไก่ซารามอเมื่อโตเต็มที่ 250-500 กรัมต่อตัวเท่านั้น จึงให้คำนิยามว่า เป็นไก่ขนาดเล็กที่สุดในโลก คุณกิตติชัย เล่าถึงที่มาของการเลี้ยงไก่ซารามอว่า เขาชอบไก่มาตั้งแต่เล็ก เมื่ออยู่ประถมศึกษาปีที่ 6 ก็ซื้อลูกเจี๊ยบที่ถูกพ่นสีมาเลี้ยง เมื่อไก่โตขึ้นเป็นไก่เนื้อ จึงนำไปขาย เห็นว่าการเลี้ยงไก่ก็ทำเงินได้ จึงคิดซื้อไก่ขนาดเล็กมาเลี้ยง เพราะไม่ต้องการให้ไก่โต ได้ร
หลายปีมาแล้วที่ได้ยินเสียงคำร่ำลือถึง “ดงประดูฟาร์ม” ฟาร์มปศุสัตว์ ในเขตพื้นที่อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา เสียงร่ำลือที่ได้ยินเป็นไปในแนวทางที่ดี ทำให้รู้สึกว่า ฟาร์มแห่งนี้น่าจะมีระบบการจัดการที่ลงตัว และผู้เป็นเจ้าของต้องมีใจรักในการทำฟาร์มปศุสัตว์อย่างแท้จริง เจ้าของฟาร์มเป็นชาย รูปร่างสันทัด มีงานประจำอยู่ในกรุงเทพมหานคร แต่ก็มีวันหยุดบ้างเท่าที่บริษัทเอกชนทั่วไปจะให้ เขาใช้เวลาวันหยุดที่มีทุ่มเทให้กับงานด้านปศุสัตว์ที่ใจรัก ซึ่งแม้จะเริ่มด้วยงานด้านปศุสัตว์ แต่ก็ไม่ได้เป็นงานด้านเดียวที่เขาใส่ใจ เพราะอีกด้านหนึ่งของงาน เขาพลิกวิกฤตเป็นโอกาส ทำให้งานปศุสัตว์บางส่วนกลายเป็นงานปรับปรุงคุณภาพปศุสัตว์ให้เป็นสัตว์เลี้ยง สร้างรอยยิ้มให้กับคนทั่วไปได้ เมื่อมีโอกาสได้พูดคุยกับคุณเนติยะ ยอดเณร เจ้าของดงประดู่ฟาร์ม จึงทราบว่า เขามีเรื่องราวที่เหมาะแก่การถ่ายทอดเป็นตัวอย่างให้กับเกษตรกรไทย ได้ศึกษาเรียนรู้และนำไปพัฒนางานเกษตรที่ดำเนินอยู่ และคุณเนติยะก็พร้อมจะให้คำแนะนำในมุมที่เขาถนัดและมั่นใจในความรู้ที่มี จุดเริ่มต้นของดงประดู่ฟาร์ม เป็นเพียงความสนใจและรักในการทำฟาร์มปศุสัตว์ เริ่มจากกา
06ตลาดซื้อขายสัตว์เลี้ยง ไม่ได้มีเฉพาะตลาดนัดจตุจักร ตลาดนัดสนามหลวง 2 หรือแม้กระทั่งตลาดนัดขายต้นไม้และสัตว์เลี้ยงที่ตั้งอยู่ตามชานเมืองมากมาย ก็ไม่ได้เป็นจุดศูนย์กลางของสัตว์เลี้ยงทุกชนิด เพราะบางชนิดเป็นสัตว์เลี้ยงเฉพาะที่มีความพิเศษ หรือที่เรียกว่า เอ็กโซติก เพ็ด (Exotic Pets) ซึ่งผู้เลี้ยงบางคนเข้าใจผิดว่า เป็นสัตว์ต้องห้าม หรือเลี้ยงแล้วมีความผิด แท้จริงแล้ว เป็นเพียงสัตว์เลี้ยงที่มีความเฉพาะในตัวของสัตว์เลี้ยงเองเท่านั้น ถึงกับเคยมีผู้กล่าวไว้ว่า เอ็กโซติก เพ็ด เปรียบเสมือนสัตว์แปลกที่ไม่ใช่สัตว์ป่า ความสวยงามของสัตว์เลี้ยงแต่ละชนิด ก็ขึ้นอยู่กับความชอบของผู้เลี้ยง ซึ่งผู้เลี้ยงเท่านั้นที่จะบอกได้ว่า ความสวยงามของสัตว์เลี้ยงของเขาอยู่ตรงไหน เช่น คุณชฎายุ ใจโลกา หรือ คุณเจมส์ เป็นอีกหนึ่งคนที่เลี้ยงแมงมุมทารันทูลา หรือในประเทศไทย เรียกว่า “บึ้ง” ไว้หลายสิบตัว เพราะกลัวแมงมุม อาจมีข้อสงสัย ทำไมกลัวแล้วต้องเลี้ยง คุณชฎายุ บอกว่า ต้องเลี้ยง เพื่อให้หายกลัว เป็นเหตุผลที่น่ารับฟัง จากการนำมาเลี้ยงเพื่อให้หายกลัว ก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่ทำให้ปัจจุบันคุณชฎายุ ไม่กลัวแมงมุม และเพาะแมงมุ
