“ กบ ” เป็นสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำที่เลี้ยงง่าย กินอาหารน้อย โตไว ต้นทุนการผลิตต่ำ ใช้เวลาเลี้ยงสั้น สามารถนำไปบริโภคได้ตั้งแต่ระยะลูกอ๊อด ลูกกบเล็ก ไปจนถึงกบขนาดใหญ่ โอกาสทางการตลาดค่อนข้างกว้าง เป็นที่ต้องการของตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ
ทุกวันนี้ การเพาะเลี้ยงกบจึงเป็นหนึ่งในอาชีพทำเงินที่น่าสนใจ แต่ปริมาณกบในธรรมชาติกลับลดน้อยลง เพราะสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปจากภาวะโลกร้อน การขยายตัวของชุมชน การใช้สารเคมีในภาคเกษตรกรรม และการจับกบในธรรมชาติมาบริโภคอย่างต่อเนื่อง ทำให้วงจรชีวิตของกบถูกทำลายไป

การเลือกพันธุ์กบมาเลี้ยง
การคัดเลือกพันธุ์กบมาเลี้ยง ควรปรับตามความเหมาะสมของสภาพภูมิอากาศและความต้องการของตลาดในแต่ละภูมิภาค ยกตัวอย่างเช่น ภาคใต้ นิยมเลี้ยงกบนา ที่มีความแข็งแรง ทนทานต่อฝนที่ตกชุกและสภาพอากาศชื้นสูง ภาคกลางและภาคตะวันออก ซึ่งมีสภาพอากาศร้อนชื้นตลอดปี เกษตรกรนิยมเลี้ยงทั้ง กบนา และ กบบูลฟร็อกในเชิงการค้าเพราะหาพันธุ์ลูกกบได้สะดวกแล้ว กบทั้งสองสายพันธุ์โตไว
เกษตรกรในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ นิยมเลี้ยง กบนาพื้นเมือง เพราะหาพ่อแม่พันธุ์ได้ง่ายตามธรรมชาติ ส่วนบริเวณพื้นที่สูงในภาคเหนือของไทย เช่น อำเภอแม่แจ่ม และอำเภอกัลยาณิวัฒนา จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งมีอุณหภูมิเฉลี่ยค่อนข้างต่ำ (25 °C) ส่งผลให้กบทั้งในธรรมชาติและในบ่อเลี้ยงไม่สามารถเจริญเติบโตและใช้เป็นพ่อแม่พันธุ์ได้
4 สายพันธุ์กบที่ทนอากาศเย็น เติบโตได้ดีในพื้นที่สูง
รองศาสตราจารย์ ดร.อภินันท์ สุวรรณรักษ์ และ ดร.เทพพิทักษ์ บุญทา คณะเทคโนโลยีการประมงและทรัพยากรทางน้ำ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ได้ศึกษาวิจัยพบว่า สายพันธุ์กบที่สามารถเติบโตได้ดีในพื้นที่สูง อากาศหนาวเย็น มีจำนวน 4 สายพันธุ์ได้แก่
1.กบจาน ซึ่งเป็นกบพันธุ์พื้นเมืองขนาดกลางค่อนข้างใหญ่ ตัวโตเต็มที่ยาวประมาณ 5 นิ้ว ขนาดประมาณ 250 กรัม (ประมาณ 4 ตัว/กก.) กบจานจะมีรูปร่างคล้ายๆ กับกบนาแต่ผิวมีสีน้ำตาลปนเขียวอาจจะแตกต่างกันบ้างตามแหล่งที่อยู่อาศัย


2. กบนา เป็นกบพันธุ์พื้นเมืองที่นิยมเลี้ยงมากที่สุด และพบได้ทั่วทุกภาคของประเทศไทย จัดเป็นกบขนาดกลาง เมื่อโตเต็มที่จะมีความยาวประมาณ 4 นิ้ว มีน้ำหนักตัวประมาณ 200 – 250 กรัม(ประมาณ 4 – 6 ตัว/กก.) ผิวสีน้ำตาลปนดำอาจจะแตกต่างกันบ้างเล็กน้อยตามแหล่งที่อยู่อาศัย
3. กบภูเขาหรือเขียดแลว เป็นกบพื้นเมืองที่มีขนาดใหญ่ที่สุด (อับดับที่ 2 ของโลก) ตัวโตเต็มที่ขนาดประมาณ 3 กก. ลักษณะโดยทั่วไปคือ ปลายนิ้วโป้งขาหน้าแยกออกจากกัน ผิวหนังด้านข้างไม่นูนโป้ง ไม่มีถุงลม ไม่มีแผ่นหนังที่นิ้วขาหน้าอันแรก ซึ่งยาวกว่า นิ้วอันที่สอง แก้วหูห่างจากตาเป็นระยะทางมากกว่าเส้นผ่านศูนย์กลางของตา เพศผู้จะมีเขี้ยวออกจากขากรรไกรล่างยื่นยาว ส่วนเพศเมียจะสั้นกว่า มีตาโต


4.กบบูลฟร็อก เป็นกบพันธุ์ต่างประเทศ ที่มาจากบริเวณภูเขาร็อกกี้ ประเทศสหรัฐอเบริกา มีขนาดใหญ่ที่สุด ตัวโตเต็มที่มีน้ำหนักมากว่า 1 กก. มีความยาวถึง 8 นิ้ว ลำตัวกว้าง มีส่วนหัวและส่วนหน้าเป็นสีเขียว ส่วนของเยื่อหูโตกว่าตา ส่วนหลังมีสีน้ำตาล เขียว ส่วนท้องมีสีขาวเหลือง ผิวหนังขุรขระ มีปุ่มขนาดเล็ก ๆ อยู่ที่ส่วนหลัง ไม่มีสันข้างลำตัว แต่จะมีสันตรงด้านหลังของแก้วหูอุปนิสัยของกบชนิดนี้ คือ เลี้ยงง่าย โตวัย น้ำหนักดี เมื่อโตเต็มที่หนักได้ ถึง 400 กรัม/ตัว โดยเลี้ยงเพียงแค่ 7 เดือน
รูปแบบการเลี้ยง
โดยทั่วไป เกษตรกรนิยมเลี้ยงกบ ใน 2 รูปแบบคือ
1. การเลี้ยงแบบชั่วคราวตามฤดูกาล โดยเกษตรกรจะเลี้ยงลูกกบไปจนเป็นกบใหญ่แล้วขายส่งตลาดแบบยกบ่อ เป็นการเลี้ยงแบบชั่วคราว หมดฤดูฝนก็ขายยกบ่อ โดยไม่มีการเก็บกบไว้ทำพันธุ์ ไม่มีการเพาะพันธุ์กบ

2. การเลี้ยงกบเชิงการค้าแบบครบวงจร เริ่มจากการเพาะพันธุ์กบเพื่อขายลูกอ๊อดสำหรับการบริโภค และเลี้ยงเป็นกบโต เรียกว่า เพาะเลี้ยงกบทุกระยะควบคู่กันไปด้วย พร้อมขายกบทุกระยะตั้งแต่ลูกอ๊อดกบ ลูกกบเล็ก กบรุ่น รวมถึงกบพ่อ-แม่พันธุ์ การเลี้ยงกบในลักษณะนี้จะเป็นการเลี้ยงกบเชิงการค้าที่ยาวนานหลายปี
ปัจจุบัน อาชีพเพาะเลี้ยงกบเชิงการค้าได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย สำหรับ การเลี้ยงกบขนาดใหญ่จะใช้เวลาเลี้ยงนานประมาณ 3-4 เดือน จึงจะได้กบขนาด4-6 ตัว/กก.ที่ตลาดต้องการ ส่วน อาชีพการเพาะลูกอ๊อดกบก็สร้างรายได้ให้กับผู้เพาะเลี้ยงมากกว่าการเลี้ยงกบขนาดใหญ่ เพราะใช้เวลาเลี้ยงสั้นกว่า ทั้งกินอาหารน้อยกว่า ลูกอ๊อดอายุ 15-25 วัน ก็สามารถขายเพื่อให้ผู้สนใจนำไปบริโภคได้แล้ว
บ่อเลี้ยงกบ
สำหรับสถานที่สำหรับใช้สร้างบ่อเลี้ยงกบ ควรเป็นพื้นที่ราบเรียบสม่ำเสมอ เพื่อง่ายต่อการก่อสร้างและการจัดการเลี้ยง ซึ่งบ่อเลี้ยงกบนี้สามารถก่อสร้างตามความต้องการของเกษตรกร

การเพาะขยายพันธุ์กบ
เกษตรกรควรคัดเลือกพ่อ-แม่พันธุ์กบ จากแหล่งพันธุ์ที่ต่างถิ่นกันเพื่อหลีกเลี่ยงการผสมเลือดชิด ซึ่งจะมีผลทำให้กบแคระแกร็นโตช้า มีขนาดเล็กลง ผิดลักษณะพ่อแม่พันธุ์ นอกจากนี้กบจะต้องมีอายุถึงวัยเจริญพันธุ์เต็มที่แล้ว โดยกบตัวผู้มีอายุอย่างน้อย 8 เดือน ส่วนกบตัวเมียมีอายุ 1 ปีขึ้นไป ไม่ควรเลือกแม่พันธุ์ตัวที่อ้วนหรือผอมมากไป เพราะการฟอร์มไข่จะช้าและไม่แข็งแรง ควรเลือกพ่อแม่พันธุ์ที่มีน้ำหนักตัวประมาณ 400-500 กรัม นอกจากนี้ลำตัวของกบควรมีสีเหลืองสวยงาม มีรูปร่างลักษณะและมีขนาดถูกต้องตามสายพันธุ์และที่สำคัญพ่อแม่พันธุ์กบไม่ควรเป็นโรค และอยู่ในภาวะเจริญพันธุ์เต็มที่พร้อมผสม
การเตรียมบ่อเพาะพันธุ์
1. ขัดล้างบ่อให้สะอาด ตากแดดฆ่าเชื้อโรคประมาณ 2-3 วัน บ่อที่ใช้เพาะพันธุ์กบ ด้านบนของบ่อควรเปิดโล่ง โดยไม่ต้องมีอะไรมาคลุมทำเป็นหลังคา
2. เติมน้ำสะอาดลงไปในบ่อ ประมาณครึ่งตัวกบและควรทำในเวลาช่วงเย็นๆ น้ำที่ใช้จะเป็นน้ำบาดาล หรือน้ำคลองก็ได้
3. ใส่พืชน้ำจำพวกหญ้าสดหรือผักบุ้งสดลงไปในบ่อ ประมาณ 3-4 กำมือ แล้วเกลี่ยให้กระจายทั่วบ่อ ซึ่งบ่อเพาะพันธุ์จะต้องจัดสภาพให้เหมือนธรรมชาติมากที่สุด เพื่อกบจะได้ผสมพันธุ์และวางไข่

การเพาะผสมพันธุ์กบ
โดยทั่วไปจะมีการเพาะผสมพันธุ์กบอยู่ 2 วิธี คือ
1. เพาะผสมพันธุ์กบแบบธรรมชาติ หลังจากคัดเลือกกบพ่อแม่พันธุ์ที่มีสภาพสมบูรณ์เต็มที่แล้ว นำมาปล่อยลงในบ่อเพาะพันธุ์ ที่เตรียมไว้แล้ว เพื่อให้กบได้มีโอกาสเลือกคู่กันเอง ทั้งนี้ควรทำเวลา 17.00-19.00 น. จะช่วยให้ไข่ของแม่พันธุ์ มีไข่ที่พร้อมผสมได้ภายในเวลา 1 คืนจะเป็นการกระตุ้นให้กบพ่อแม่พันธุ์วางไข่ได้ผลดียิ่งขึ้น การผสมพันธุ์วางไข่จะเกิดขึ้นในช่วงเวลาประมาณ 02.00 –04.00 น. ตอนเช้าหากสังเกตเห็นไข่กบติดตามพืชน้ำที่ใส่ไว้ในบ่อเพาะเป็นหย่อมๆ มีทั้งจมและลอย แม่กบจะไม่ไข่ทีเดียวทั้งหมด แต่จะไข่เป็นชุด ๆ ละ 50 -60 ฟอง แม่กบ 1 ตัวจะไข่ครั้งละ 50 ชุด หลังจากกบไข่แล้ว ให้จับแยกพ่อแม่กบออกมาไว้ในบ่อเดิม เพื่อป้องกันไม่ให้แพไข่แตก เนื่องจากการเคลื่อนไหวของกบ

2. เพาะผสมพันธุ์กบแบบฉีดฮอร์โมน หลังจากที่คัดเลือกกบพ่อแม่พันธุ์ที่สมบูรณ์เต็มที่แล้วให้นำมาชั่งน้ำหนักของพ่อแม่พันธุ์ เพื่อนำข้อมูลไปคำนวณการใช้ฮอร์โมนต่อ ฮอร์โมนที่ใช้ในการฉีดเร่งให้แม่กบมีไข่แก่และพ่อกบมีน้ำเชื้อสมบูรณ์ ปัจจุบันนิยมฮอร์โมนสังเคราะห์ (Synthetic Hormone, LHRH-a) ซึ่งมีชื่อทางการค้าว่า “ซินนาแฟค” (Cinnafact) ร่วมกับสารระงับการทำงานของระบบหลั่งฮอร์โมน คือ ดอมเพอริโดน (Domperidone) หรือมีชื่อทางการค้าว่า “โมทีเลี่ยม” (Motilium) หรือที่เรียกกันว่า ยาเสริมฤทธิ์ โดยนำมาฉีดทั้งเพศผู้และเพศเมียในอัตราการใช้ ซินนาแฟค 15-20 ไมโครกรัมต่อน้ำหนักกบ 1 กิโลกรัม และยาเสริมฤทธิ์ 5มิลลิกรัมต่อน้ำหนักกบ 1 กิโลกรัม หมายเหตุ : ฮอร์โมนซินนาแฟค 10 ซีซี. = 1,000 ไมโครกรัม(โดยดูดฮอร์โมนซินนาแฟคจากขวดที่แกะมาจากกล่องที่มีความเข้มข้น 10,000 ไมโครกรัมมา 1 ซีซี ผสมกับน้ำกลั่น 9 ซีซี; เจือจางลง 10 เท่า), ยาเสริมฤทธิ์1 เม็ด = 10 มิลลิกรัม
ทั้งผลการศึกษาวิจัยของทีมนักวิจัยมหาวิทยาลัยแม่โจ้พบว่า การเพาะเลี้ยงกบนาบนพื้นที่สูงในพื้นที่อำเภอแม่แจ่ม และอำเภอกัลยานิวัฒนา จังหวัดเชียงใหม่ รูปแบบบ่อที่ใช้เลี้ยงกบได้ดีและต้นทุนต่ำที่สุดคือ กระชังบกและยางรถยนต์ โดยรูปแบบบ่อเลี้ยงดังกล่าวสามารถดูแลจัดการในการเลี้ยงได้ง่าย ไม่ยุ่งยาก เหมาะสำหรับการเลี้ยงกบเพื่อการบริโภคในครัวเรือน โดยเฉพาะบนดอยสูง เพื่อเป็นแหล่งโปรตีนเสริมและหลักได้ หรือสามารถพัฒนาให้เป็นอาชีพเลี้ยงกบเพื่อจำหน่ายในพื้นที่ ยกระดับความเป็นอยู่ เพิ่มอาชีพ เพิ่มรายได้สำหรับผู้ที่อาศัยอยู่บนพื้นที่สูงได้เป็นอย่างดี


