ไม้ดอกไม้ประดับ
โกสน (Croton) เป็นพรรณไม้พุ่มยืนต้นที่มีขนาดแตกต่างกันไป โดยส่วนใหญ่จะนิยมนำมาปลูกเป็นไม้ประดับให้มีทรงพุ่มที่สวย จะไม่เน้นปลูกเลี้ยงปล่อยให้สูงมากเพราะจะทำให้ทรงต้นดูไม่งามตา ซึ่งใบของโกสนมีด้วยกันหลากหลายสี เช่น เหลือง ส้ม ม่วง ขาว ชมพู คละปะปนอยู่ตามบนแผ่นใบ ซึ่งลักษณะของใบและสีสันที่เกิดขึ้นนั้นเกิดจากการผสมของลูกไม้จากผู้ที่ผสมพันธุ์ตามจินตนาการเพื่อให้เกิดลูกไม้ใหม่ๆ โดยลักษณะใบจะแตกต่างกัน เช่น บางใบยาว ใบแฉก ใบกลม ใบขดเป็นเกลียว ใบป้อม ใบสองตอน หรือใบสั้น เป็นต้น ปัจจุบันโกสนเป็นอีกหนึ่งไม้ประดับที่กำลังได้รับความนิยม เพราะด้วยเอกลักษณ์ของใบและสีที่ค่อนข้างสดหลากหลายสี จึงทำให้มีลูกเล่นในการผสมพันธุ์ให้เกิดลูกไม้ใหม่ได้อย่างไม่รู้จบอยู่เสมอ คุณอรรวี เจนเจริญธรรม เจ้าของสวนโกสนบุศรินทร์ ตั้งอยู่เลขที่ 9/1 ซอยอนามัยงามเจริญ 25 แยก 2-2 ถนนพระราม 2 แขวงท่าข้าม เขตบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร ได้ปลูกและเพาะพันธุ์โกสนมาตั้งแต่รุ่นคุณพ่อคุณแม่ โดยเธอได้มารับช่วงต่อและทำการตลาดแบบออฟไลน์และออนไลน์ควบคู่กันไป ทำให้โกสนภายในสวนสามารถจำหน่ายได้อย่างต่อเนื่องและเข้าถึงลูกค้าที่สนใจทั้งรายให
“ กุหลาบมอญ ” ถือเป็นหนึ่งในกลุ่มไม้ดอกทำเงิน สร้างรายได้ที่ดีแก่เกษตรกรเพราะเป็นที่ต้องการของตลาดตลอดทั้งปี โดยกุหลาบมอญตัดดอกนิยมใช้ร้อยมาลัยถวายพระและเป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมยา อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม ทั้งอุตสาหกรรมเครื่องหอม ธุรกิจสปาและความงาม บางคนอาจยังไม่ทราบถึงที่มาของชื่อ “ กุหลาบมอญ ” ความจริง กุหลาบชนิดนี้เป็นดอกไม้ของชาติมอญ สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงโปรดปรานดอกไม้ชนิดนี้มาก หลังจากพระองค์ชนะสงครามที่เมืองมอญได้ทรงนำกุหลาบมอญกลับมาปลูกที่กรุงศรีอยุธยา ราวปี 212 – 213 สายพันธุ์กุหลาบมอญ กุหลาบมอญมีหลากหลายสายพันธุ์ที่รู้จักทั่วไปได้แก่ 1.มอญสุโขทัย ลักษณะ ดอกเล็กแต่ดกมาก ฟอร์มดอกสวยไม่แน่นมาก 2. มอญแดงประเสริฐ ลักษณะ ทรงพุ่มสูง ใหญ่ แข็งแรง เติบโตไว ทนโรค ทนแมลง และทนร้อนได้ดี มีชื่อเสียงในเรื่องกลิ่นหอมแรงและดอกสีชมพูอมแดง ดอกขนาดกลาง กลีบดอกเล็กแน่น บานไม่ทน แต่หอมที่สุด ให้ดอกดก เป็นพวง ให้ดอกตลอดทั้งปี นอกจากความสวยงามแล้ว ยังสามารถนำกลีบดอกไปทำชาได้. 3.มอญชมพูประเสริฐ ลักษณะเด่น บานไม่ทน กลี
บอนสี เป็นอีกหนึ่งไม้ประดับใบที่ผ่านยุคผ่านสมัย ในวงการไม้ดอกไม้ประดับในบ้านเรามาหลายทศวรรษทีเดียว จะเห็นได้จากในช่วงไม่กี่ปีมานี้มีเกษตรกรหน้าใหม่เกิดขึ้นอยู่เสมอ ยิ่งช่วงสถานการณ์โควิด-19 ระบาดในระยะแรกนั้น ถือเป็นจุดเริ่มต้นให้กระแสของบอนสีเป็นที่รู้จักของมือสมัครเล่นด้วยเช่นกัน สาเหตุที่บอนสียังเป็นที่นิยมและไม่ตกกระแสและยืนหยัดมาได้จนถึงทุกวันนี้นั้น เกิดจากเกษตรกรมีการพัฒนาสายพันธุ์อยู่เสมอ จึงทำให้ในวงการมีลูกไม้ใหม่ให้ลูกค้าได้เลือกซื้อตลอดเวลา คุณประเสริฐ เข้มแข็ง เป็นอีกหนึ่งเกษตรกรที่ได้เข้ามาในวงการบอนสี โดยช่วงที่นำไม้เข้ามาปลูกนั้นเพียงเพราะความชื่นชอบเท่านั้น จากนั้นเรียนรู้การพัฒนาสายพันธุ์จนเกิดความชำนาญ จึงทำให้ภายในสวนมีลูกไม้ใหม่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ชนิดที่ว่ามีผู้สนใจและอยากจะได้ไม้จากภายในสวนของเขา จนไม่คาดคิดว่าสิ่งที่ทำด้วยความชอบจะสามารถเป็นงานที่สร้างรายได้ และสวนของเขาเป็นที่รู้จักของลูกค้าทั้งในและต่างประเทศ จุดเริ่มต้นปลูกบอนสี เพราะความชื่นชอบ คุณประเสริฐ เล่าให้ฟังว่า เดิมทีมีอาชีพค้าขายเปิดร้านก๋วยเตี๋ยวสร้างรายได้หลัก ซึ่งในระหว่างนี้ก็จะปลูกบอนสีไปด้
เบญจมาศ เป็นพรรณไม้ล้มลุก มีลำต้นสูงได้ประมาณ 1-3 ฟุต การแตกกิ่งก้านแตกไม่มาก ซึ่งตามกิ่งก้านและลำต้นจะมีขนละเอียดอยู่ ลักษณะใบของเบญจมาศจะมีลักษณะใบเรียวรี ขอบใบหยัก ใบอ่อนและมีขนอ่อนๆ อยู่ทั่วทั้งใบ มีสีเขียว โดยใบที่มีลักษณะแตกต่างกันไปขึ้นอยู่ที่สายพันธุ์เป็นหลัก โดยเบญจมาศมีการผสมแบ่งออกเป็นสายพันธุ์ย่อยอีกมากมาย ซึ่งดอกก็มีด้วยกันหลายสีและขนาดของดอกแตกต่างกันไป พร้อมทั้งมีดอกที่ซ้อนกันจะมากหรือน้อยแล้วแต่สายพันธุ์ สีดอกเบญจมาศหลักๆ จะประกอบไปด้วย สีแดง สีชมพู สีขาว สีเหลือง ฯลฯ เบญจมาศเป็นไม้กลางแจ้งที่ต้องการแสงแดดจัด นิยมปลูกกันเป็นแนวตามริมรั้วหรือริมทางเดิน ซึ่งการปลูกก็จะปลูกในดินร่วนผสมอินทรียวัตถุ เพราะจะทำให้ออกดอกดกและสวยงาม ในบ้านเราด้วยความที่มีสถานที่ศักดิ์สิทธิ์และความเชื่อความศรัทธา ดอกเบญจมาศจึงเป็นไม้ดอกที่นำมาบูชาต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ จึงทำให้ตลาดไม้ดอกในบ้านเรามีความต้องการดอกเบญจมาศ ส่งผลให้มีการปลูกเป็นเบญจมาศตัดดอกในหลายพื้นที่ คุณนภัสวรรณ เมณะสินธุ์ อยู่บ้านเลขที่ 105 หมู่ที่ 3 บ้านตาติด ตำบลโนนผึ้ง อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี ได้เล็งเห็นถึงความต้องการข
ในวงการไม้ดอกไม้ประดับคงไม่มีใครที่ไม่รู้จักชวนชม พรรณไม้ที่มีความโดดเด่นในเรื่องสีสันของดอกที่สวยงาม รูปทรงต้นที่แปลก อีกทั้งยังเป็นไม้ที่ปลูกเลี้ยงง่าย ทนต่อสภาพแห้งแล้งมากๆ จนได้รับสมญาว่า กุหลาบทะเลทราย ในประเทศไทย ได้มีการค้นพบต้นชวนชมในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 6) แต่ไม่ทราบว่านำเข้ามาประเทศไทยเมื่อไร แต่ถึงอย่างไรก็ตาม นับเป็นเรื่องที่ดีกับวงการไม้ดอกไม้ประดับของบ้านเรา เนื่องจากทุกวันนี้ชวนชมได้กลายมาเป็นไม้ดอกไม้ประดับที่คนให้ความนิยมนำมาปลูกประดับตกแต่งตามอาคารบ้านเรือนจนกลายเป็นไม้ดอกที่สร้างมูลค่าให้กับผู้เพาะปลูกมาอย่างยาวนาน ปัจจุบันชวนชม มีปลูกกันในหลายพื้นที่ทุกภูมิภาคของประเทศ เนื่องจากเป็นไม้ประดับที่ปลูกเลี้ยงง่าย อีกทั้งยังเป็นไม้ที่คนไทยเชื่อว่าเป็นสิริมงคล บ้านใดปลูกจะแสดงถึงความร่ำรวย จนได้รับกระแสตอบรับจากนักสะสมผู้มีประสบการณ์และความชำนาญนำมาเพาะขยายพันธุ์ในหลายรูปแบบ ทั้งวิธีการติดตา การปักชำ การเพาะเมล็ด และการผสมเกสรให้ได้ไม้ตัวใหม่ที่แตกต่างจากต้นพ่อและแม่ คุณอนงค์ พรหมหมวก เป็นคนที่ชอบและหลงรักในไม้ดอกไม้ประดับอย่างชวนชม เพาะขยายพ
เบญจมาศ เป็นไม้ดอกล้มลุก มีถิ่นกำเนิดอยู่ในประเทศจีนและญี่ปุ่น ถ้าแบ่งตามลักษณะการใช้ประโยชน์ก็จะแบ่งได้เป็นเบญจมาศที่ปลูกเพื่อตัดดอกกับเบญจมาศที่ปลูกเพื่อเป็นไม้กระถาง ในปัจจุบันมีการพัฒนาพันธุ์ของเบญจมาศกระถางกันมากมาย นอกจากความหลากหลายสีสันแล้ว ยังมีความหลากหลายในลักษณะของรูปทรงดอกอีกด้วย และการแตกทรงพุ่มและการเจริญเติบโตของเบญจมาศกระถางก็ยังมีความแตกต่างกัน โครงการพัฒนาบ้านโปงตามพระราชดำริ เป็นโครงการที่เกิดขึ้นจากที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ 9) ได้เสด็จพระราชดำเนิน ทอดพระเนตรความเป็นอยู่ของชาวบ้าน ที่บ้านโปง ในปี พ.ศ. 2527 ด้วยทรงทราบว่าราษฎรชาวบ้านโปงมีการอนุรักษ์ป่าและต้นน้ำลำธารเป็นอย่างดี เนื่องจากบริเวณแถบนี้เป็นแหล่งต้นน้ำของห้วยโจ้ ซึ่งจะไหลไปรวมกันเป็นแม่น้ำแม่ปิง จึงได้มีพระราชดำริให้มหาวิทยาลัยแม่โจ้จัดหาพืชพรรณที่เหมาะสมในการปลูกเลี้ยงมาให้ชาวบ้านแม่โปง เพื่อจะได้มีอาชีพเป็นหลักเป็นฐานโดยไม่ต้องไปรบกวนแหล่งต้นน้ำลำธาร มหาวิทยาลัยแม่โจ้ โดยฝ่ายพัฒนาเกษตรที่สูง สำนักวิจัยและส่งเสริมวิชาการการเกษตร จึงได้รับสนองพระราชดำริโ
มาทำความรู้จักกับบุปผาราชินีกัน เริ่มกันที่ พรรณไม้พระนาม ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง 4 ชนิดกันค่ะ เป็นยังไงกันบ้างคะ นอกจากจะชื่อสวยแล้วสีดอกแต่ละชนิดก็สวนงามสะดุดตาอีกด้วย พรรณไม้ในพระนาม ทั้ง 4 ชนิด เกิดจากการผสมพันธุ์กันสองสายพันธุ์แล้วเกิดเป็นสายพันธุ์ใหม่ขึ้นมาที่มีลักษณะโดดเด่นและสวยงามแปลกตากว่าเดิม หากท่านใดอยากชมความงามของพรรณไม้ทั้ง 4 ชนิด สามารถเข้ามาชมได้ที่ อุทยานหลวงราชพฤกษ์นะคะ ที่มา : อุทยานหลวงราชพฤกษ์https://www.royalparkrajapruek.org/Knowledge/view/311#:~:text=%2D%20%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%A7%20%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B5%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B9%8C%20%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B8%A5%E0%B8%B9%E0%B8%81%E0%B8%9C%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88,%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B8%A2%E0%B8%84%E0%B9%88%E0%B8%B0
“กล้วยไม้สกุลช้าง” มีหลายชนิดมากในบ้านเรา เช่น ช้างแดง, ช้างเผือก, ช้างกระ, ช้างพลาย, ช้างค่อม, ช้างส้ม, ช้างการ์ตูน ฯลฯ และมีการพัฒนาลูกไม้ใหม่ๆ ลูกผสมขึ้นอยู่เสมอ พอเข้าสู่ฤดูหนาว ราวเดือนพฤศจิกายน ช้างก็จะเริ่มแทงช่อดอกออกมาแล้ว ดอกจะเริ่มบานได้เดือนธันวาคม – เดือนมกราคม ของทุกปี ส่วนการออกดอกจะมากหรือน้อยนั้นก็ต้องขึ้นอยู่กับว่าถ้าอากาศเย็นมากช้างก็จะออกดอกแทงช่อดี กล้วยไม้สกุลช้าง มีการเจริญเติบโตแบบฐานเดี่ยว มีลักษณะแตกต่างไปจากกล้วยไม้สกุลอื่นๆ คือ มีลำต้นสั้น แข็งแรง ใบแข็ง หนาค่อนข้างยาว อวบน้ำ เรียงชิดกันอยู่บนลำต้น ใบเป็นร่อง หน้าตัดของใบรูปตัววี สันล่างของใบเห็นได้ชัด ใบอาจมีเส้นใบเป็นเส้นขนานสีจางๆ หลายๆ เส้นตามความยาวของใบ ปลายใบหยักมน หรือเป็นฟันแหลมไม่เท่ากัน รากเป็นระบบรากอากาศ มีขนาดใหญ่ แขนงรากใหญ่ ปลายรากมีสีเขียวซึ่งสามารถปรุงอาหารด้วยวิธีสังเคราะห์ด้วยแสงได้ ช่อดอกอาจห้อยลงหรือตั้งขึ้น ความยาวของช่อดอกเกือบเท่าๆ กับความยาวของใบ ดอกมีเป็นจำนวนมาก แน่นช่อดอก กลีบนอกและกลีบในของดอกแผ่ออก อาจมีจุดหรือไม่มีจุด สีม่วงหรือสีน้ำเงินก็ได้ ขนาดของกลีบนอกโตกว่ากลีบใน เส้าเกส
หากจะกล่าวถึงต้นไม้ที่แปลกหรือประหลาด ต้นไม้ที่หลายๆ คนคิดถึงคงไม่พ้นจำพวกพืชกินแมลง บางคนอาจคิดว่าไม่มีอยู่จริง หรืออาจคิดว่าต้องอยู่ในป่าลึกลับ หลายคนคงไม่คิดว่าจะสามารถเจอได้ในประเทศไทย หรือเห็นขายในตลาดต้นไม้ทั่วไป และในป่าธรรมชาติของประเทศไทยก็มีพืชกินแมลง เช่น หม้อข้าวหม้อแกงลิง ที่หลายคนอาจจะเคยเห็นหรือรู้จักมาบ้าง พืชกินแมลงไม่ได้เลี้ยงยากอย่างที่คิด บางพันธุ์เลี้ยงได้ง่ายมาก พืชกินแมลงมีลักษณะพิเศษ ในการล่อแมลง จับแมลง และลักษณะที่จะขาดไม่ได้คือ กินเหยื่อ หรือความหมายในเชิงวิทยาศาสตร์คือ สามารถย่อยและดูดซึมธาตุอาหารจากเหยื่อ เพื่อช่วยในการบำรุงต้นให้แข็งแรง และเพิ่มอัตราการเจริญเติบโตของต้นพืชเพื่อโอกาสในการอยู่รอด และยังมีพืชหลายชนิดที่สามารถดักจับและฆ่าแมลงได้ แต่ไม่กิน (ไม่ดูดซึมสารอาหารจากเหยื่อ) จึงไม่จัดว่าเป็นพืชกินแมลง ทำไมต้องกินแมลง มีคำอธิบายจากแนวคิดของนักวิทยาศาสตร์ ถึงประเด็นนี้ แบ่งออกเป็น 2 แนวคิด คือ สิบเอก บรรลือศักดิ์ สีหิน หรือ คุณดิ๊ ประกอบอาชีพเสริมเป็นเกษตรกรเพาะพันธุ์และจำหน่ายไม้กินแมลง ปัจจุบันภายในโรงเรือนเพาะเลี้ยงไม้กินแมลงแห่งนี้ มีหลายร้อยสายพันธ
กล้วยไม้ เป็นไม้ประดับมีเสน่ห์อ่อนหวาน ทั้งหลากสีสันสวยสดงดงาม หรือมีกลิ่นหอมที่เย้ายวนรัญจวนใจ จึงนิยมปลูกกันอย่างแพร่หลาย ซึ่ง “ว่านเพชรหึง ” เป็นหนึ่งในกล้วยไม้ที่หลายคนอยากมีไว้ครอบครอง เพราะเป็นกล้วยไม้ลำต้นใหญ่ที่สุดในโลก และมีช่อดอกขนาดใหญ่ ยาวถึง 2 เมตร ถือเป็นเอกลักษณ์เด่นเฉพาะตัวที่ไม่เหมือนใคร ว่านเพชรหึง เป็นกล้วยไม้อิงอาศัย มีถิ่นกำเนิดอยู่ในเขตร้อนของทวีปเอเชีย และหมู่เกาะตอนใต้ของมหาสมุทรแปซิฟิก ในประเทศไทยพบตามป่าดิบชื้นทางภาคใต้ ภาคตะวันออก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ว่านเพชรหึงมีลำต้นเป็นแท่งกลมขนาดใหญ่ ดอกออกเป็นช่อขนาดใหญ่ ยาวได้ถึง 2 เมตร ดอกกว้าง 6-8 เซนติเมตร กลีบเลี้ยงและกลีบดอกพื้นสีเหลืองหม่น มีประสีน้ำตาล แกมม่วงกระจายทั่วกลีบ กลีบปาก สีเหลืองอมน้ำตาล ในแต่ละช่อดอก มีดอกได้มากถึง 50 ดอก ดอกมีกลิ่นหอมอ่อนๆ คนโบราณเชื่อว่า ว่านเพชรหึงมีสรรพคุณรักษาโรคผิวหนัง ผื่นคัน และรักษาอาการไอเจ็บคอ จึงมีการใช้คำว่า ว่าน นำหน้าชื่อกล้วยไม้ชนิดนี้ ผู้สนใจสามารถสัมผัสความสวยงามของกล้วยไม้ว่านเพชรหึง ที่ชูช่อ ออกดอก ช่วงเดือนพฤษภาคมถึงเดือนตุลาคม ท่ามกลางสีสันแห่งป่าธรรมชาติที่
