ปศุสัตว์
Ayam Cemani หรือไก่ดำอินโด เป็นไก่ดำอีกสายพันธุ์หนึ่ง ที่มีต้นกำเนิดมาจากประเทศอินโดนีเซีย สีดำของไก่สายพันธุ์เกิดขึ้นเนื่องจากเนื้อเยื่อผิวคล้ำส่วนเกินซึ่งเกิดจากภาวะทางพันธุกรรม ทำให้ทุกส่วนของร่างกายมีสีดำรวมถึงอวัยวะภายในและกระดูกด้วย ไก่ดำอินโดพัฒนาสายพันธุ์มาจากไก่ป่ามีลักษณะโครงสร้างแข็งแรง โดยเฉพาะต้นขาที่มีกล้ามเนื้อมากกว่าไก่ชนิดอื่น จึงทำให้ชาวบาหลีนิยมนำมาเป็นไก่ชน บ้านเรานำพันธุ์ไก่ดำอินโดมาเลี้ยงกันมากขึ้น มีผู้เพาะพันธุ์ขายราคาตามคุณภาพ นิยมเลี้ยงเป็นไก่สวยงามหรือนำไปบริโภค คุณรักษา ทัดเปี่ยม ทำงานประจำเป็นพนักงานบริษัท ผู้ที่ชื่นชอบเลี้ยงไก่ โดยเฉพาะไก่สวยงามสายต่างประเทศหลายชนิดและอยู่ในวงการมาหลายปี กระทั่งเปลี่ยนมาเลี้ยงไก่ดำอินโดเมื่อ 4 ปีที่ผ่านมา คุณรักษาสนใจไก่ดำอินโดด้วยเหตุผลเพราะชื่นชอบในรูปร่างลักษณะที่สวยงาม มีเอกลักษณ์เฉพาะ ขณะเดียวกัน เห็นว่าไก่ชนิดนี้ที่เลี้ยงกันอยู่หลายแห่งในประเทศมีข้อดีคือโครงสร้างที่สมบูรณ์แข็งแรง แต่ลักษณะเด่นประจำพันธุ์หลายอย่างดูด้อยลง จึงตั้งใจที่ต้องการจะเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ให้คนรู้จักรูปลักษณ์มาตรฐานของไก่ดำอินโดเพื่อที่จะได้ช่ว
เลี้ยงอย่างไร สูตรการเลี้ยงแม่ไก่อารมณ์ดีนั้น แนะนำให้เกษตรกรเลี้ยง ในอัตรา เพศผู้ 1 ตัวต่อเพศเมีย 5 ตัว โดยเลี้ยงไก่ 5 ตัวต่อตารางเมตร รอบโรงเรือนมีพื้นที่ปล่อยลานแบบอิสระ 10-15 ตารางเมตรต่อตัว มีรั้วสามารถป้องกันศัตรูและสัตว์พาหะได้ แม่ไก่จะเริ่มให้ไข่ฟองแรก เมื่ออายุ 4 เดือน 6 วัน ดูแลสุขภาพสัตว์ แนะนำให้เกษตรกรทำวัคซีนป้องกันโรคระบาดที่สำคัญในไก่ไข่ และการถ่ายพยาธิ รวมทั้งหมั่นสังเกตอาการ สุขภาพของสัตว์ปีก เสริมวิตามิน เกลือแร่ การจัดการสิ่งแวดล้อมที่อยู่ของสัตว์ปีกให้เหมาะสม เช่น อย่าให้ลมโกรก ให้อยู่ในที่อุณหภูมิพอเหมาะ จัดให้มีเล้าหรือโรงเรือนสำหรับสัตว์ปีกนอนในตอนกลางคืน สามารถป้องกันแดด ฝน ลม และพาหะนำโรคระบาดสัตว์ได้ อีกทั้งยังง่ายต่อการดูแลสุขภาพสัตว์ปีกอีกด้วย และต้องใช้หลักความปลอดภัยทางชีวภาพ (Biosecurity) ในการป้องกันเชื้อโรคเข้ามาในฟาร์ม เช่น การใช้น้ำยาฆ่าเชื้อโรค การควบคุมคนหรือยานพาหนะเข้า-ออกฟาร์ม การมีเล้าหรือโรงเรือนเพื่อป้องกันพาหะนำโรค เป็นต้น สูตรอาหาร ใช้ต้นกล้วยหมัก สำนักงานปศุสัตว์อำเภอศรีเชียงใหม่ แนะนำให้เกษตรกรจัดการอาหารสัตว์ โดยใช้ต้นกล้วยหมักเป็นหลักร่
คุณชัยทร ผิวเกลี้ยง หรือ หมอโต้ง เป็นเกษตรกรที่ต้องปรับตัวในวิกฤตโควิด-19 เป็นอย่างมาก เพราะในช่วงนั้นนอกจากจะส่งไก่ขายให้ร้านอาหารได้ยากแล้ว ยังมีในเรื่องของต้นทุนอาหารที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะการเลี้ยงไก่ขุนจะใช้อาหารที่เป็นจากท้องถิ่นอย่างเดียวไม่ได้ เพราะต้องให้อาหารที่เป็นอาหารสำเร็จรูปควบคู่กันไป เพื่อเป็นการสร้างเนื้อให้กับไก่เจริญเติบโตได้ดี ไก่ตะเภาทองเกษตรศาสตร์ ตลาดยังไปได้หลังโควิด-19 หลังจากที่ปรับตัวในเรื่องของการเลี้ยงไก่มาอยู่เสมอ หมอโต้ง บอกว่า ไก่ตะเภาทองเกษตรศาสตร์ที่เขาเลี้ยงยังสามารถจำหน่ายได้อยู่เรื่อยๆ เพราะไก่สายพันธุ์นี้หากไม่เลี้ยงเพื่อบริโภคเนื้อ ลูกค้าบางรายจะซื้อไปเลี้ยงเพื่อเก็บไข่ไว้ปรุงอาหารได้ ที่ไก่ตะเภาทองเกษตรศาสตร์มีคุณสมบัติแบบนี้ได้ เป็นเพราะการผสมข้ามพันธุ์ระหว่างไก่พื้นเมืองของไทยพันธุ์หนึ่งที่เกือบจะสูญพันธุ์ไปแล้ว ชื่อว่าไก่พันธุ์ตะเภาทองกับไก่พื้นเมืองของจีน ชื่อว่าไก่สามเหลือง (ซาอึ้ง) ซึ่งไก่ทั้งสองสายพันธุ์นี้มีข้อดีและข้อเสียที่แตกต่างกัน แต่เมื่อนำทั้งสองสายพันธุ์มาผสมกันคือ พ่อพันธุ์ตะเภาทอง และแม่พันธุ์สามเหลือง จึงได้เกิด
โคเนื้อ ไม่ได้เป็นเพียงสัตว์เศรษฐกิจที่เลี้ยงเพื่อจำหน่ายสายพันธุ์และเนื้อเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีการจัดงานประกวดที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก เพราะงานประกวดโคสวยงามเป็นอีกหนึ่งช่องทางหรือแหล่งเรียนรู้ที่ดี ให้กับผู้สนใจรายใหม่หรือผู้ที่มีประสบการณ์น้อยได้เข้ามาทำการศึกษา จึงทำให้เกิดองค์ความรู้และมีกลุ่มเครือข่ายของเกษตรกรผู้เลี้ยงโค ซึ่งนอกจากจะช่วยในเรื่องของการแก้ปัญหาต่างๆ แล้ว ในเรื่องของการทำตลาดก็มีความเข้มแข็งตามไปด้วยเช่นกัน คุณกฤตเมธ ทองโล่ง หรือ คุณอ๊อฟ อาศัยอยู่บ้านเลขที่ 106 หมู่ที่ 4 ตำบลถ้ำรงค์ อำเภอบ้านลาด จังหวัดเพชรบุรี เป็นอีกหนึ่งเกษตรกรที่ได้เรียนรู้ในเรื่องของการทำอาชีพเลี้ยงโคเนื้อ โดยลองผิดลองถูกจนประสบผลสำเร็จ จากนั้นเขาได้นำความรู้ที่ได้มาต่อยอดการเลี้ยงโคมากขึ้น คือการทำฟาร์มให้เป็นสนามฝึกโคเพื่อเข้าประกวด จึงทำให้นอกจากรายได้จำหน่ายลูกพันธุ์โคเนื้อแล้ว ยังมีรายได้ที่เกิดจากการฝึกเป็นค่าใช้จ่ายหมุนเวียนภายในฟาร์มอีกด้วย คุณอ๊อฟ เล่าให้ฟังว่า เมื่อจบการศึกษาได้มายึดอาชีพเกี่ยวกับการเลี้ยงโคเนื้อทันที แรงบันดาลใจนี้เกิดจากเห็นเกษตรกรในพื้นที่เลี้ยงแล้วสามารถเป
คุณชัยยงค์ ตุ้มปามา หรือ คุณมาร์ค วิศวกรหนุ่มผู้มีหัวใจรักการทำปศุสัตว์ เขาได้ยึดอาชีพเสริมมาทำฟาร์มสุกรสายพันธุ์เลือดร้อยหรือที่เรียกว่าสายพันธุ์แท้ เพื่อเป็นการสร้างมูลค่าให้กับการทำตลาดมากขึ้น เพราะสุกรพันธุ์แท้ที่ไม่ใช่ลูกผสม สามารถต่อรองในเรื่องของราคาได้เป็นอย่างดี โดยที่ไม่ต้องรอตามกลไกเหมือนเช่นการเลี้ยงสุกรในวิถีเดิมแบบที่ครอบครัวเขาทำเมื่ออดีต วิศวกรหนุ่มผู้มุ่งมั่น สานต่ออาชีพครอบครัว คุณมาร์ค เล่าว่า สมัยก่อนนั้นครอบครัวเลี้ยงสุกรมาตั้งแต่รุ่นคุณปู่คุณย่า แต่เป็นสุกรพันธุ์พื้นเมืองทั่วไปที่เน้นเลี้ยงขุนเพียงเท่านั้น ซึ่งเขาเองยังไม่ได้ให้ความสนใจในเรื่องของการเลี้ยงมากนัก เพราะมีอาชีพหลักเป็นวิศวกร แต่ด้วยความที่เห็นอาชีพนี้มาตั้งแต่เด็กและอยากจะช่วยต่อยอดธุรกิจของครอบครัว จึงได้ปรับเปลี่ยนการเลี้ยงสุกรให้มีมูลค่าเพิ่มขึ้น ด้วยการหาซื้อสุกรสายพันธุ์แท้เข้ามาเลี้ยง “เหมือนเราเห็นอาชีพนี้มานานแล้ว ด้วยความที่ผมอยากพัฒนาให้ดีขึ้น คือการขายที่มีรายได้เพิ่มขึ้น ไม่ได้ขายเฉพาะในพื้นที่อย่างเดียว แต่สุกรที่ฟาร์มสามารถขายทั่วประเทศได้ ก็เลยปรับเปลี่ยนจากที่เลี้ยงสายพันธุ์พื้นบ้านทั
นายพีรพันธ์ คอทอง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า การเลี้ยงจิ้งหรีด โดยทั่วไปสามารถเลี้ยงได้ทุกช่วงเวลา โดยช่วงที่จิ้งหรีดเจริญเติบโตได้ดีที่สุดคือ ช่วงฤดูร้อน เพราะเป็นช่วงที่จิ้งหรีดจะกินอาหารตลอดเวลาทำให้โตไวกว่าช่วงฤดูอื่น ตลอดจนแม่พันธุ์จิ้งหรีดวางไข่ได้ดี ไข่จิ้งหรีดมีการฟักเป็นตัวอ่อนได้ค่อนข้างเร็วอีกด้วย อย่างไรก็ตาม การเลี้ยงจิ้งหรีดในช่วงร้อนแล้งก็ยังคงต้องได้รับการดูแลจัดการการเลี้ยงให้มีประสิทธิภาพ ซึ่งเกษตรกรผู้เลี้ยงจิ้งหรีดต้องพึงระวัง ได้แก่ 1. ควรจัดที่หลบซ่อนของจิ้งหรีดภายในกล่องเลี้ยงให้มีมากพอและจัดให้โปร่ง เพื่อให้ภายในกล่องเลี้ยงมีการถ่ายเทอากาศได้ดี หากอากาศร้อนมาก ควรมีการฉีดพ่นน้ำเป็นระยะๆ เพื่อระบายความร้อน 2. ควรเปลี่ยนน้ำในถาดที่ใช้เลี้ยงจิ้งหรีดทุกวัน โดยอาจนำวัสดุที่ดูดซับน้ำได้ใส่ในถาดน้ำด้วยเพื่อให้น้ำระเหยช้าลง และเก็บมูลจิ้งหรีดเดือนละสองครั้ง 3. อาหารที่ใช้เลี้ยงจิ้งหรีด ถ้าเป็นอาหารสำเร็จรูปต้องไม่เสื่อมคุณภาพ ถ้าเป็นพืชผัก เช่น ฟักทอง หรือผักพื้นบ้านอื่นๆ ต้องปลอดภัยจากสารเคมี เพราะจิ้งหรีดจะมีความรู้สึกไวต่อสารเคมี หากกินอาหารที่มีสารเคมีปะปนอย
“แพะ” นับเป็นสัตว์เศรษฐกิจที่เลี้ยงง่าย ค่าใช้จ่ายไม่สูง กินใบไม้ใบหญ้าเป็นอาหาร ให้ผลผลิตเนื้อและนม จึงนิยมเลี้ยงแพร่หลายในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งประชากรส่วนใหญ่เป็นคนไทยอิสลามนิยมใช้แพะประกอบพิธีทางศาสนาและใช้บริโภคในครัวเรือน สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) เล็งเห็นความสำคัญและประโยชน์ของการเลี้ยงแพะในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ จึงสนับสนุนทุนให้ทีมนักวิจัยของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ภายใต้การนำของ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ไชยวรรณ วัฒนจันทร์ รองผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยอุตสาหกรรมและชุมชน สำนักวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) ดำเนินแผนวิจัยการส่งเสริมเลี้ยงแพะอย่างยั่งยืนในพื้นที่ภาคใต้ พ.ศ. 2563-2565 ทีมวิจัยได้วางแผนการผลิตส่งเสริมการเลี้ยงแพะเชิงพาณิชย์ให้มีรายได้อย่างยั่งยืน ผ่านกระบวนการวิจัยปรับปรุงพันธุ์ การเพิ่มประสิทธิภาพการสืบพันธุ์ และการจัดการสุขภาพแพะ พัฒนาสูตรอาหารสำหรับแพะเนื้อและแพะนม โดยใช้อาหารสัตว์ในท้องถิ่น การชำแหละแพะและการแปรสภาพได้มาตรฐานฮาลาลสากล เพื่อให้มีเนื้อแพะและน้ำนมแพะดิบที่มีมาตรฐานสู่ผู้บริโภค รองรับการเติบโตตลาดทั้งในประเทศและส่งออกที่
การทำเกษตรแบบผสมผสานคือการนำทุกอย่างที่ทำภายในฟาร์ม มาช่วยต่อยอดในหลายๆ เรื่อง โดยเฉพาะการลดต้นทุนการผลิตเป็นอีกสิ่งที่เกษตรกรหลายพื้นที่ทำ จึงทำให้มีการวางแผนการทำงานอย่างเป็นระบบมากขึ้น เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่สำคัญไม่เพียงช่วยลดต้นทุน แต่สามารถมีผลผลิตเพิ่มขึ้นตามไปด้วย อย่างเช่นการทำปศุสัตว์ นอกจากจะจำหน่ายสัตว์ได้แล้ว ยังสามารถนำมูลสัตว์ที่ได้มาใส่ให้พืชที่ปลูก ส่งผลให้ไม่ต้องซื้อปุ๋ย แต่ยังได้ผลผลิตที่ดีจากการปลูกพืชตามไปด้วย คุณนิรันดร พันธุ์โยศรี หรือ คุณน้อย อยู่บ้านเลขที่ 26/1 หมู่ที่ 11 ตำบลจรเข้มาก อำเภอประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์ เป็นสมาชิกกลุ่มผลิตข้าวหอมอินทรีย์ลาวา เซราะตลุง และเป็นสมาชิกสหกรณ์ผู้เลี้ยงแพะแกะจังหวัดบุรีรัมย์ (2017) จำกัด ได้นำแกะมาเลี้ยงภายในพื้นที่ และสิ่งที่ได้จากการเลี้ยงแกะของคุณน้อยก็คือ มูลแกะที่ได้นำมาใส่ในแปลงนาข้าวที่ปลูก นอกจากจะช่วยในเรื่องของการประหยัดต้นทุนปุ๋ยแล้ว ผลผลิตข้าวที่ได้ต่อไร่มีจำนวนสูงขึ้นตามไปด้วย ต้นทุนปุ๋ยแพง เลี้ยงสัตว์เอามูลคือคำตอบ คุณน้อย เล่าให้ฟังว่า สาเหตุที่มาเลือกเลี้ยงแกะเกิดจากที่ราคาปุ๋ยมีราคาที่แพงขึ้น ทำให้เวลาต
ชาวบ้านทั้งในและนอกพื้นที่จังหวัดพะเยา จะรู้ว่าในช่วงปลายฝนต้นหนาวนี้จะมีบรรดาจิ้งโกร่ง หรือจิ้งกุ่ง หรือจิ้งหรีดยักษ์ จะพากันออกมาผสมพันธุ์และอยู่ในรูกันเป็นจำนวนมาก ทำให้ชาวบ้านต่างพากันขุดหานำออกมาขาย สร้างรายได้วันละหลัก 100-1,000 กว่าบาท ต่อวัน โดยชาวบ้านที่ขุดหาได้นำมาจำหน่ายให้กับแม่ค้าในหมู่บ้านรับซื้อ ในราคาตัวละ 1.50-2 บาท แม่ค้าก็จะนำไปขายต่อตัวละ 2-2.50 บาท สร้างรายได้เป็นอย่างดี จิ้งโกร่ง เป็นจิ้งหรีดชนิดหนึ่งที่มีขนาดลำตัวใหญ่ที่สุด นิยมใช้ประกอบอาหารหลายเมนู อาทิ จิ้งโกร่ง คั่วเกลือ ป่นจิ้งโกร่ง แกงหน่อไม้ใส่จิ้งโกร่ง จิ้งโกร่ง ชุบแป้งทอด เป็นต้น นอกจากนั้น ยังนิยมใช้เป็นเหยื่อจับปลาหรือเหยื่อปักเบ็ดได้เช่นกัน ชื่อท้องถิ่น ภาคกลาง และทั่วไปเรียก จิ้งโกร่ง จิ้งหรีดหัวโต จิ้งหรีดหางสั้น อีสานเรียก จิโป่ม จิดโป่ม จิ๊หล่อ เหนือเรียก จิ้งกุ่ง แหล่งที่พบและการแพร่กระจาย จิ้งโกร่ง เป็นจิ้งหรีดชนิดหนึ่งที่พบได้ทั่วโลก สำหรับชนิดที่พบในประเทศไทยจะเป็นสกุล Brachytrupes ซึ่งมีเพียงชนิดเดียว คือ Brachytrupes portentosus หรือที่เรียก จิโป่ม หรือ จิ้งหรีดหางสั้น แต่จิ้งหรีดในสกุลนี้
ในช่วงที่บริเวณท้ายเขื่อนอุบลรัตน์ต้องประสบอุทกภัยอย่างหนัก นาข้าวบริเวณท้ายเขื่อนจมอยู่ใต้น้ำ เกษตรกรได้รับความเดือดร้อนเป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ กลุ่มผู้เลี้ยงโคกระบือก็ต้องปรับตัวให้ทันท่วงทีเนื่องจากช่วงนี้หญ้าหายากอันเนื่องมาจากปัญหาอุทกภัย คุณทองแดง อ่อนตาแสง อายุ 69 ปี อยู่บ้านเลขที่ 90 หมู่ที่ 10 บ้านโพธิ์ตาก ตำบลบ้านผือ อำเภอหนองเรือ จังหวัดขอนแก่น กล่าวว่า เอาวัวมาไว้ที่นี่ 3-4 วันแล้ว เลี้ยงวัว 32 ตัว วันหนึ่งเตรียมหญ้าให้วัว 30 มัด แล้วก็ฟางให้ตอนเย็นอีก 5 มัด ตอนเช้า 09.00 น. จะให้หญ้าวัว 20 มัด เกี่ยว 3 คน มียายเต้อ พ่อใหญ่พา และฉัน แต่ละปีอัดฟางไว้เยอะไหมครับ ฟางอัดไว้ปีละหมื่นสอง ถ้าฟางเราเองจ้างเขาอัดก้อนละ 18 บาท แต่ถ้าซื้อก้อนละ 30 บาท ผู้เขียนถามว่าช่วงน้ำท่วมแก้ปัญหาอย่างไร คุณทองแดง ตอบว่า ถ้าน้ำไล่ที่ตรงนี้ก็ย้ายไปที่ใหม่ คอกอยู่ในสวนที่บ้านโนนฆ้อง หมู่ที่ 5 การดูแลวัวหนีน้ำให้อยู่บนที่สูง น้ำไม่ท่วมแล้วเราก็ต้องเกี่ยวหญ้าให้เพียงพอ หนีน้ำทั้งวัวทั้งควายมีแต่เกี่ยวหญ้าให้กิน ถ้าน้ำท่วมหญ้าหมด ก็ต้องไปหาที่อื่นไปหาขอเกี่ยว หญ้าเขาไม่ขายถือว่าช่วยกันยามเดือดร้อน ปีที่
