ปศุสัตว์
คุณชัยทร ผิวเกลี้ยง เกษตรกรชาวจังหวัดสุพรรณบุรี เป็นอีกหนึ่งบุคคลที่ประกอบอาชีพทางปศุสัตว์ได้ประสบผลสำเร็จ และสร้างตลาดให้กับตัวเองได้อย่างยั่งยืน นั้นก็คือการเลี้ยงไก่ตะเภาทองเกษตรศาสตร์ เป็นไก่ที่มีเอกลักษณ์ที่โดดเด่นเฉพาะตัว ซึ่งลักษณะทั่วไปของไก่ตะเภาทองเกษตรศาสตร์ จะมีรูปร่างสมส่วน สวยงามทั้งเพศผู้และเพศเมีย มีลักษณะหงอนหินประมาณ 85 เปอร์เซ็นต์ และอีก 15 เปอร์เซ็นต์ มีลักษณะหงอนหนอนจักร ขนออกเป็นสีเหลืองทอง แข็งสีเหลือง จะงอยปากเหลือง นอกจากนี้ ยังมีความแข็งแรง ทนโรค ถือได้ว่าเป็นไก่ที่เลี้ยงง่าย เพราะสามารถทนต่อสภาวะแวดล้อมที่แปรปรวนได้ดี เมื่อไม่นานมานี้เขาจึงได้มีการพัฒนาไก่ตะเภาทองเกษตรศาสตร์ ให้เป็นไก่ที่มีลักษณะเด่นยิ่งขึ้น ด้วยการสร้างเป็นไก่ขาวชื่อ “พันธุม” ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวคือ ขนทั้งตัวเป็นสีขาว แต่คุณภาพเนื้อและส่วนโครงสร้างต่างๆ มีความใกล้เคียงหรือเหนือกว่าไก่ตะเภาทองเกษตรศาสตร์ จึงเกิดเป็นการสร้างรายได้จากการไม่หยุดพัฒนาการทำปศุสัตว์ของเขาอีกครั้งหนึ่ง คุณชัยทร เล่าให้ฟังว่า การพัฒนาไก่ขาวพันธุมเกิดจากความต้องการให้เกิดไก่พันธุ์แท้ โดยนำไก่ที่เลี้ยงอยู่ในฟาร์มที่ค
ในปัจจุบัน วัว ควาย เริ่มมีบทบาทน้อยลงในการทำการเกษตรของคนไทย โดยเฉพาะการใช้วัว ควาย เพื่อเป็นแรงงานในการลากเกวียนและไถนา เนื่องมาจากเทคโนโลยีในปัจจุบันที่ก้าวนำล้ำสมัยไปกว่าในอดีต ทำให้คนส่วนใหญ่หันมาใช้เครื่องจักรทดแทน เช่น รถไถนา แทนการใช้แรงงานวัว ควาย เพื่อประหยัดเวลาในการทำงาน และมีความสะดวกในการใช้งานที่มากกว่า ทำให้ในทุกวันนี้เราเห็นเกษตรกรเลี้ยงวัว ควาย กันน้อยลง แต่ยังคงมีเกษตรกรไทยอีกจำนวนหนึ่งในหมู่บ้านกุรุคุ จังหวัดนครพนม ที่ยังคงดำเนินชีวิตโดยยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง พร้อมทั้งแปรเปลี่ยนสิ่งไร้ค่า “ขี้วัว ขี้ควาย” ที่คนทั่วไปมองว่าเป็นสิ่งสกปรก มีกลิ่นเหม็น ให้กลับมาเป็น “ทองคำ” บนผืนแผ่นดินไทย เป็นปุ๋ยคอกที่ช่วยสร้างความอุดมสมบูรณ์ให้แก่ผืนดิน เป็นเงินตราที่ช่วยให้ชาวบ้านได้มีกินมีใช้ ไม่อดอยาก ช่วยให้ชาวบ้านสามารถดำเนินชีวิตตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง “พอมี พอกิน พอใช้” และตามพระราชดํารัสของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุยเดช รัชกาลที่ 9 ในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2540 ที่ว่า “…ความพอเพียงนี้ไม่ได้หมายความว่าทุกครอบครัวจะต้องผลิตอาหารขอ
จากปัญหาสภาพอากาศและสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปในปัจจุบัน ทำให้หลายปีที่ผ่านมา ประเทศไทยต้องเจอกับฤดูแล้งหลายหนหลายคราว จึงทำให้การทำเกษตรกรรมของเกษตรกรไทยในบางช่วงต้องหยุดชะงัก และยิ่งไปกว่านั้นในบางช่วงของการได้ผลผลิตทางการเกษตรมา เมื่อจะจำหน่ายให้ได้ผลกำไรเป็นผลตอบแทน การรับซื้อในช่วงนั้นกลับมีราคาตกต่ำ ส่งผลให้เกษตรกรไม่ได้ผลกำไรมากเท่ากับแรงเหนื่อยที่ทุ่มเทไป และยิ่งเป็นเกษตรกรที่ทำการเกษตรแบบพืชเชิงเดี่ยวด้วยแล้ว บางรายถึงกับขาดทุนและเกิดภาระหนี้สินเพิ่มขึ้น ส่งผลให้เกษตรกรในปัจจุบันมีการปรับตัวในเรื่องของการทำเกษตร โดยไม่ยึดการทำเกษตรเชิงเดี่ยวเพียงอย่างเดียว แต่ปรับเปลี่ยนพื้นที่ของตนเองมาเลี้ยงสัตว์และแบ่งพื้นที่มาปลูกหญ้าอาหารสัตว์ ก็ทำให้เมื่อไม่มีน้ำทำเกษตรอันเกิดจากภัยแล้ง หรือจำหน่ายสินค้าเกษตรได้ราคาตกต่ำ แต่ยังมีปศุสัตว์ที่ทำรายได้ให้อีกหนึ่งช่องทาง คุณสมจิตร ทาสุข อยู่บ้านเลขที่ 60/2 หมู่ที่ 10 ตำบลทับยายเชียง อำเภอพรหมพิราม จังหวัดพิษณุโลก ได้แบ่งพื้นที่ปลูกพืชมาทำปศุสัตว์ด้วยการเลี้ยงกระบือ โดยแบ่งพื้นที่การเลี้ยงอย่างชัดเจนด้วยการทำแปลงปลูกหญ้าอาหารสัตว์เอง และมีพื้
สวัสดีครับ เปิดหัวบทความของผมในฉบับนี้ ขอน้อมนำพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มาให้ทราบกัน “…เมืองไทยนี้ต้องพึ่งเกษตรกรเป็นสำคัญ เพราะว่าเกษตรกรเป็นประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศและต้องยึดอาชีพนี้มาและไม่ใช่เพราะเหตุนั่นเท่านั้นเอง แต่ว่าประเทศหนึ่งประเทศใดจะอยู่ได้ก็เพราะว่ามีกสิกรรม การประกอบอาชีพ ในด้านผลิตผลที่ได้จากธรรมชาติ ทั้งในด้านที่จะเป็นการปลูกข้าว ปลูกพืชไร่ ปลูกผลไม้ หรือทำมาหากินในด้านปศุสัตว์หรือประมง…” พระราชดำรัสในโอกาสที่คณะกรรมการสหกรณ์การเกษตร สหกรณ์นิคม สหกรณ์ประมง และสมาชิกผู้รับนมสดเข้าเฝ้าฯ ณ โครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2530 พระองค์ท่านมีพระราชดำรัสถึงการเกษตรในประเทศเราอยู่เสมอ ควรแล้วที่พวกเราชาวเกษตรในสาขาต่างๆ ควรเอาใจใส่ รักและให้ความสำคัญในอาชีพของตนเอง เหมือนกับเจ้าของฟาร์มสาวสวยที่ผมนำเสนอในฉบับนี้ ไปพบกับเธอเลยครับ สาวสวยกับอาชีพเลี้ยงวัว มีกว่า 300 ไร่ ที่ต้องดูแล พาท่านมาที่ บ้านเลขที่ 107 หมู่ที่ 2 ตำบลทุ่งกระเชาะ อำเภอบ้านตาก จังหวัดตาก ไปพบกับ คุณนิตยา จันทะโพธิ์ หรือ คุณนิด คุณนิตยา เริ่มต้นเล
“ ศักรินทร์ สมัยสง ” บันฑิตหนุ่มสาขาวิศวกรรมไฟฟ้า มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ไม่สนใจ อาชีพมนุษย์เงินเดือน หวนกลับคืนบ้านเกิดที่อำเภอร่อนพิบูลย์ จังหวัดนครศรีธรรมราช ทำอาชีพเกษตรตามรอยพ่อแม่ อย่างมีความสุขในวิถีชีวิตแบบเศรษฐกิจพอเพียง บนที่ดินมรดก 47 ไร่ ในวันนี้ เขาประสบความสำเร็จในเส้นทางอาชีพการเลี้ยงสัตว์แบบผสมผสาน กลายเป็นเกษตรกรต้นแบบ Smart Farmer เป็นกูรูด้านเลี้ยงแพะแกะในสวนปาล์มน้ำมัน ให้แก่เพื่อนเกษตรกรจำนวนมาก ด้วยผลงานที่โดดเด่นตลอดระยะเวลาหลายสิบปีที่ผ่านมา ทำให้เขาได้รับการคัดเลือกจากกรมปศุสัตว์ให้เป็น “เกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ อาชีพเลี้ยงสัตว์ ประจำปี 2563 ใช้ “ศาสตร์พระราชา” พัฒนาอาชีพ เมื่อปี พ.ศ. 2549 ศักรินทร์เริ่มต้นการเลี้ยงแพะพันธุ์ลูกผสมแองโกลนูเบียน พื้นเมือง จำนวน 12 ตัว (เพศผู้ 1 ตัว เพศเมีย 11 ตัว) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อต้องการนำมูลแพะมาใช้เป็นปุ๋ยในสวนปาล์มน้ำมัน เพื่อลดต้นทุนจากการซื้อปุ๋ยเคมี เน้นการจัดการฟาร์มและสวนให้เกื้อกูลกัน สามารถนำทุกอย่างในฟาร์มมาใช้ให้เกิดประโยชน์มากที่สุด ทำให้ครอบครัว มีรายได้เพิ่มขึ้น และมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ธุรกิจฟาร์มแพะมี
ปัจจุบันการจ้างงานของบริษัทเอกชนมีจำกัดและน้อยลง การทำงานในส่วนราชการหายากและอัตราการบรรจุเข้าทำงานมีน้อย ดังนั้น การสร้างอาชีพอิสระและเป็นเจ้าของกิจการตนเองในยุคนี้จึงเป็นอีกทางเลือก ซึ่งการศึกษานับได้ว่าเป็นเรื่องที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการเรียนรู้ของนักศึกษาในสถานศึกษาในการสร้างความรู้ กระบวนการคิด และส่งผลให้นักศึกษาที่เรียนจบไปสามารถนำองค์ความรู้ได้ศึกษานำไปพัฒนาตนเองในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการทำงานกับหน่วยงานต่างๆ หรือประกอบอาชีพอิสระของตนเอง ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วิศิษย์ เกตุปัญญาพงศ์ อาจารย์ประจำสาขาวิชาสัตวศาสตร์ คณะเทคโนโลยีการเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ เปิดเผยว่า คณะมุ่งมั่นที่จะผลิตบัณฑิตให้เป็นคนดี มีความรู้ รักสู้งาน เชี่ยวชาญการปฏิบัติ มีการพัฒนาเชิงบูรณาการด้านทักษะวิชาชีพและเทคโนโลยีให้เป็นบัณฑิตนักปฏิบัติที่มีคุณภาพและได้มาตรฐาน โดยเสริมสร้างจุดแข็งให้แก่บัณฑิตให้มีความรู้ ทักษะ ประสบการณ์เพียงพอที่จะทำงานได้ทันทีเมื่อสำเร็จการศึกษา สร้างความมั่นใจและรองรับการประกอบอาชีพในอนาคตแบบครบวงจรในสถานการณ์จริง และได้คิดสภาวะจำลองของบัณฑิตท
จากศาสตร์ของพระราชาที่หลายๆ คนได้ติดตามอยู่ ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจพอเพียง การกักเก็บน้ำแบบต่างๆ และรวมไปถึงการเลี้ยงสัตว์เพื่อความเป็นอยู่ โดยการเลี้ยงสัตว์นั้นได้แบ่งออกเป็นหลายๆ ด้าน ซึ่งแต่ละชุมชนก็จะมีความถนัดแตกต่างกันออกไป แต่ด้วยคำว่าทหารของพระราชา จึงมีหน่วยทหารหน่วยหนึ่งได้นำศาสตร์ของพระราชาตรงนี้มาเริ่มต่อยอดและแบ่งปันให้ความรู้แก่กำลังพล รวมไปถึงชุมชนในพื้นที่ที่ให้ความสนใจ สิ่งที่จะบอกต่อไปนี้คือกิจกรรมเลี้ยงสัตว์ปีก โดยเฉพาะการเลี้ยง “ไก่ดำ” ซึ่งประเทศไทยจะเห็นได้น้อยมาก โดยส่วนใหญ่แล้วคนจะไม่ค่อยนิยมเลี้ยงไก่ดำกันสักเท่าไร เพราะอาจจะมองว่าไก่ดำเป็นสัตว์ที่มีสีสันไม่ค่อยน่ารับประทานสักเท่าไร แต่ค่ายทหารแห่งนี้ คือค่ายขุนจอมธรรม (ร้อย 17 พัน 4) อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา ได้มองในอีกรูปแบบหนึ่ง โดยเห็นถึงประโยชน์ของไก่ดำและคุณค่าทางอาหารอย่างมากมาย โดย พันตรี จีระศักดิ์ จันทร์แจ่มแจ้ง นายทหารประจำค่ายขุนจอมธรรม ได้เปิดเผยเรื่องราวการเลี้ยงไก่ดำนี้ว่า การเลี้ยงไก่ดำนี้เริ่มต้นมาจากโครงการทหารพันธุ์ดีของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ซึ่งพระองค์ได้พระราช
วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีตรัง นำไก่ 2 สายพันธุ์ชื่อดัง ทั้งไก่เบตง ซึ่งเป็นไก่ที่ขึ้นชื่อเรื่องรสชาติและความอร่อย ของดีของจังหวัดยะลา มาผสมกับไก่พื้นบ้าน เมืองตรัง กลายเป็นสายพันธุ์ใหม่ที่ชื่อว่า “เบตรัง” โดยหลังทดลองเลี้ยงประมาณ 3 เดือน ปรากฏว่า ไก่สายพันธุ์ใหม่นี้โตเร็ว ทนทานต่อโรค มีเนื้อแน่น แต่นุ่ม แถมยังรสชาติอร่อยเหมือนไก่เบตง สำหรับการผสมข้ามสายพันธุ์ดังกล่าว เพื่อนำข้อดีของไก่เบตงกับไก่พื้นเมืองตรังมารวมกัน นั่นคือ ได้ขนาดตัวที่ใหญ่ของไก่เบตง และได้ความแข็งแรงของไก่พื้นเมือง ทำให้ไก่สายพันธุ์ใหม่นี้เลี้ยงง่าย เพราะกินทุกอย่างเหมือนไก่พื้นเมือง เช่น ผัก หญ้า ข้าว เพียงแต่เกษตรกรควรให้อาหารเสริมไปบ้าง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของเนื้อและไข่ เนื่องจากไก่เบตรังสามารถออกไข่ได้เหมือนกับไก่ปกติ จึงทำให้ได้ทั้งไก่เนื้อ และไก่ไข่ในตัวเดียวกัน โดยหลังประสบความสำเร็จในปี 2559 ทางวิทยาลัยจึงเริ่มฟักไข่ไก่สายพันธุ์นี้ เพื่อจำหน่ายให้เกษตรกรได้นำไปทดลองเลี้ยง มีตั้งแต่ลูกไก่อายุ 1 วัน น้ำหนักประมาณ 40 กรัม ราคาตัวละ 15 บาท, อายุ 7 วัน ตัวละ 20 บาท, อายุ 1 เดือน ตัวละ 50 บาท และอายุ 3 เดือน ตัวล
“ผมเห็นการเลี้ยงโคมาตั้งแต่สมัยที่ยังเป็นเด็ก ช่วงนั้นผมจะชอบมากอะไรที่เกี่ยวกับคาวบอย โค กระทิง ที่มีการไล่ต้อนโคพวกนี้ สิ่งเหล่านี้ก็เลยเป็นความฝังใจมาตั้งแต่นั้น ว่าเมื่อเราโตขึ้นอยากที่จะเลี้ยงโค และอยู่กับอาชีพนี้ เพราะมองไปแล้วว่ามันเท่และมีความสุขมาก ที่จะได้ทำสิ่งเหล่านี้ โดยที่มันเป็นความคิดในช่วงเด็กผู้ชายคนหนึ่ง ที่มีความฝันในแบบนั้น” คุณธีราเมท กล่าว คุณธีราเมท โรจนวีรเดช อยู่บ้านเลขที่ 58/2 หมู่ที่ 6 ตำบลวังน้ำเขียว อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม เกษตรกรรุ่นใหม่ไฟแรงที่มีความชื่นชอบในเรื่องของการเลี้ยงโคมาตั้งแต่เด็ก จนทำให้สิ่งที่เขารักและชอบได้นำมาประกอบเป็นงานยามว่าง และสร้างรายได้ให้กับเขาได้ตกปีละเป็นแสนบาทกันเลยทีเดียว มีใจรักในทุกอย่าง ที่เกี่ยวกับโค คุณธีราเมท หนุ่มผู้มากด้วยรอยยิ้มหวานอยู่บนใบหน้า เล่าให้ฟังว่า เริ่มเลี้ยงโคอย่างจริงจังตอนเขามีอายุได้ 18 ปี โดยนำเงินที่เก็บสะสมมาตั้งแต่สมัยที่เป็นเด็กที่มีญาติพี่น้องให้มาเรื่อยๆ เก็บจนได้เป็นเงินจำนวนหนึ่ง เมื่อเริ่มรับผิดชอบอะไรได้หลายๆ อย่าง จึงได้นำเงินไปซื้อลูกโคเข้ามาเลี้ยงจำนวน 1 ตัว เป็นเงิน 20,000 บาท เมื่อเล
ทางเดินชีวิต…สู่แนวคิดปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง คุณจำเนียร กาญจนพรหม 107/1 หมู่ที่ 12 บ้านหนำควาย ตำบลนาท่ามเหนือ อำเภอเมือง จังหวัดตรัง 92190 เดิมคุณจำเนียร เติบโตในครอบครัวเกษตรกรที่ทำสวนยางพารา ปลูกข้าว เลี้ยงสัตว์ เลี้ยงโค กระบือ สุกร เป็ด และไก่ เมื่อจบการศึกษาในมหาวิทยาลัยรามคำแหง ได้สืบทอดอาชีพของครอบครัวมาโดยตลอด ต่อมาได้สมรสกับ คุณวิรัตน์ กาญจนพรหม ซึ่งเป็นอาจารย์สอนที่วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีตรัง จังหวัดตรัง จึงทำหน้าที่แม่บ้าน ทำสวนยางพารา และเลี้ยงสัตว์เป็นรายได้เสริมให้กับครอบครัว โดยมีเป้าหมายหลักคือให้ครอบครัวอยู่อย่างเป็นสุข การทำอาชีพเสริมของครอบครัว เพื่อมุ่งเน้นให้บุคคลในครอบครัวมีกิจกรรมทำร่วมกัน คุณจำเนียรมีเป้าหมายคือ ต้องการให้บุตรของตนเองสืบทอดอาชีพเกษตรกรรมสืบไป โดยดำเนินชีวิตตามแนวทางปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงได้ปรับพื้นที่สวนยางพาราเป็นพื้นที่การเกษตรแบบครัวเรือน โดยแบ่งออกเป็น 4 กิจกรรมหลัก ดังนี้ 1.การปลูกพืชผักสวนครัว เน้นผักพื้นบ้านปลอดสารพิษ และเพาะเห็ดฟาง 2.เลี้ยงสัตว์ เช่น เป็ด ไก่ สุกร และโค 3.ด้านประมง มีการเลี้ยงก
