ปศุสัตว์
การมีอาชีพที่ไร้ความเสี่ยงถือเป็นสุดยอดปรารถนาของทุกคน เพราะเมื่อไม่มีความเสี่ยงก็ย่อมมีความมั่นคงยั่งยืนตามมา “เกษตรกร” ถือเป็นหนึ่งในอาชีพที่มีความเสี่ยงโดยเฉพาะด้านการตลาด ที่มีความผันผวนตามปัจจัยภายนอกทั้งเรื่องดินฟ้าอากาศ เศรษฐกิจ การบริโภค ฯลฯ ทำให้หลายคนหลีกหนีจากอาชีพนี้ แต่ “ปกรณ์ แก้วทอง” กลับไม่คิดเช่นนั้น เพราะเขาเชื่อว่าทุกอย่างเป็นไปได้หากเลือกในสิ่งที่ถูกต้อง และวันนี้เขาก็ได้พิสูจน์ความเชื่อนั้น ด้วยการเป็นเกษตรกรสมัยใหม่ที่ประสบความสำเร็จในอาชีพ ปกรณ์บอกว่าแม้ว่าปัจจุบันจะรับราชการเป็นนักวิชาการคอมพิวเตอร์ ในโรงพยาบาลสรรพสิทธิ์ประสงค์ จังหวัดอุบลราชธานี แต่ด้วยความสนใจในการเลี้ยงสัตว์มาตั้งแต่เด็กๆ จึงหมั่นศึกษาหาลู่ทางที่จะเดินตามความฝันนี้มาตลอด จนมารู้จักกับ “โครงการส่งเสริมอาชีพการเลี้ยงสุกรรุ่นพันธุ์ หรือโครงการฝากเลี้ยง” กับ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ จากเพื่อนเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการกับซีพีเอฟที่โครงการส่งเสริมฯ วารินชำราบ อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี “เห็นเพื่อนเลี้ยงหมูกับซีพีเอฟมาก่อนแล้วมีรายได้ดีและขยายการเลี้ยงเพิ่มขึ้น ระบ
พื้นที่ราว 40 ไร่ ของชัยสิทธิ์ฟาร์ม หมู่ที่ 1 ตำบลบางริ้น อำเภอเมือง จังหวัดระนอง จัดได้ว่าเป็นฟาร์มขนาดเลี้ยงหมูขนาดกลางที่มีระบบการจัดการที่ดี แม้ว่าจะเป็นฟาร์มเลี้ยงหมูแห่งแรกของจังหวัด ก่อตั้งมานานกว่า 35 ปีแล้วก็ตาม คุณชัยสิทธิ์ เจี่ยกุญชร เจ้าของฟาร์ม ให้ข้อมูลว่า ฟาร์มหมูแห่งนี้ มีหมูพ่อพันธุ์ น้ำหนักเฉลี่ย 250 กิโลกรัม จำนวน 20 ตัว หมูแม่พันธุ์ น้ำหนักเฉลี่ย 170 กิโลกรัม จำนวน 350 ตัว หมูขุน น้ำหนักเฉลี่ย 60 กิโลกรัม จำนวน 1,500 ตัว หมูอนุบาล น้ำหนักเฉลี่ย 15 กิโลกรัม จำนวน 1,500 ตัว ที่ผ่านมา นำมูลหมูมาผลิตเป็นปุ๋ยอินทรีย์ใช้ภายในไร่ โดยผลิตปุ๋ยอินทรีย์ในรูปของแข็ง ได้ปุ๋ยอินทรีย์มากถึงปีละ 50,000 กิโลกรัม ต่อปี ขายให้กับผู้สนใจ มีรายได้เข้าฟาร์มมากถึง 100,000 บาท ต่อปี นอกจากนี้ ยังสามารถผลิตปุ๋ยอินทรีย์ ในรูปของเหลว ได้มากถึง 85 ลูกบาศก์เมตร ต่อวัน แม้ว่ามูลหมูจะก่อให้เกิดรายได้ให้กับฟาร์ม โดยการขายเป็นมูลหมูตากแห้งก็ตาม แต่เพราะฟาร์มมีขนาดใหญ่ การจัดการความสะอาดภายในฟาร์มดีอย่างไร กลิ่นมูลหมูก็จะเป็นสิ่งไม่พึงประสงค์ ซึ่งเมื่อปริมาณหมูมาก ทำให้กลิ่นกระจายพื้นที่ออกไปกว้าง ส
พันธุ์ของวัวนมในโลกนี้ (เฉพาะที่ใช้ประโยชน์มากที่สุด) แบ่งได้เป็นสองพวกใหญ่ๆ ดังนี้ ก. วัวฝรั่ง บางทีก็เรียกว่า วัวยุโรป (Bos taurus) ข. วัวแขก บางทีก็เรียกว่า วัวซีบู (Bos indicus) ซึ่งต่อไปจะได้กล่าวแต่ละพวกแยกกันไป พร้อมเอ่ยชื่อของพันธุ์วัวที่เด่นๆ ที่คนเราเอามาใช้รีดนมกัน พร้อมบอกลักษณะของมันไปด้วย วัวฝรั่ง (Bos taurus) มีถิ่นกำเนิดในเขตหนาวและอบอุ่น ขนคลุมลำตัวทั่วตัวและยาว ไม่มีหนอก (ตะโหนก) สันหลังตรง ตั้งแต่สันคอจนถึงโคนหาง บั้นท้ายไม่ลาดชัน ผิวหนังตึง ไม่หลวมๆ เหมือนวัวแขก หางและพู่หางสั้น กว่าวัวแขก ใบหูค่อนข้างเล็ก และไม่กว้างใหญ่ เหนียง (ใต้ลำคอ) ไม่หย่อนยาน หนังหุ้มลึงค์ ไม่หย่อนยาน มักอยู่ติดกับลำตัวใต้ท้อง ยึดติดกับลำตัว ในตำแหน่งที่พอเหมาะ เต้านม ทั้งเต้า รูปทรง เป็นทรงกระทะ หัวนม ไม่อยู่ชิดกัน มักอยู่ในตำแหน่งตามจุด เป็นรูปสี่เหลี่ยม เต้านมทรงกระทะ แสดงถึงว่ามีความจุน้ำนมได้มากกว่า โดยปกติหัวนมคู่หน้า มีความจุน้ำนม ข้างละ 20 เปอร์เซ็นต์ หัวนมคู่หลัง มีความจุน้ำนม ข้างละ 30 เปอร์เซ็นต์ ถ้ารีดนมด้วยเครื่อง น้ำนมคู่หน้าจะหมดก่อน คู่หลังอาจทำให้วัวรำคาญได้ สั่นผิวหนังเฉพาะ
จังหวัดลพบุรี เป็นจังหวัดในพื้นที่ภาคกลางของประเทศไทย มีพื้นที่อุดมสมบูรณ์เหมาะแก่การเพาะปลูก ภูมิประเทศของจังหวัดลพบุรี แบ่งออกเป็น 2 ส่วนใหญ่ๆ คือ ที่ราบลุ่ม และพื้นที่ราบสลับเนินเขาและภูเขา มีแม่น้ำสำคัญไหลผ่านคือ แม่น้ำป่าสัก ซึ่งมีการสร้างเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์เพื่อกักเก็บน้ำ และเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจสำหรับชาวจังหวัดลพบุรี และจังหวัดใกล้เคียง รวมทั้งยังมีแม่น้ำลพบุรีผ่านทางฝั่งตะวันตกของจังหวัด รวมทั้งมีระบบคลองชลประทานที่เป็นประโยชน์ในทางเกษตรกรรม สภาพภูมิอากาศโดยทั่วไปเป็นแบบร้อนชื้น อยู่ภายใต้อิทธิพลของลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้และลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ และยังได้รับอิทธิพลจากพายุดีเปรสชั่นและพายุไต้ฝุ่นอีกด้วย ประชากรส่วนใหญ่ของจังหวัดลพบุรี ประกอบอาชีพด้านการเกษตร ทั้งปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์ การผลิตปศุสัตว์ที่สำคัญของจังหวัดลพบุรี ได้แก่ ไก่เนื้อ สุกร โคนม โคเนื้อ ทั้ง 4 ชนิด สัตว์สามารถสร้างรายได้ให้กับจังหวัดลพบุรีไม่น้อยกว่า 19,917 ล้านบาท ต่อปี นอกจากนี้ ยังมีสัตว์อีก 1 ชนิด ที่มีความน่าสนใจในการเลี้ยงเป็นอาชีพเสริม และอาจสามารถพัฒนาเป็นอาชีพหลักได้คือ การเลี้ยงแพะ ซึ่งการเล
“ไก่ประดู่หางดำเชียงใหม่ สายพันธุ์ไข่ดก” หนึ่งในงานวิจัยที่ถือเป็นนวัตกรรมสำหรับการพัฒนาปรับปรุงสัตว์พันธุ์ดีของกรมปศุสัตว์ ที่เปิดตัวอย่างเป็นทางการในงาน “9 ทศวรรษ บำรุงพันธุ์สัตว์ก้าวไกล ครั้งที่ 3” เปิดบ้านงานวิจัย นวัตกรรม และสัตว์พันธุ์ดีกรมปศุสัตว์ สู่การใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืนเมื่อปี 2559 ณ ศูนย์วิจัยและบำรุงพันธุ์สัตว์เชียงใหม่ ตำบลยุหว่า อำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่ “ไก่ประดู่หางดำเชียงใหม่ สายพันธุ์ไข่ดก” เป็นผลงานการต่อยอดการวิจัยที่เกิดขึ้นของกรมปศุสัตว์และสำนักงานพัฒนาการเกษตรวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ สวก. เพื่อพัฒนาสายพันธุ์ไก่ประดู่หางดำเชียงใหม่ 1 ที่รู้จักกันดีว่าเป็นไก่พื้นเมืองที่มีลักษณะที่ตรงกับความต้องการของตลาด ทั้งในด้านเนื้อและลักษณะภายนอก จนเป็นหนึ่งในสายพันธุ์ที่ได้รับความสนใจจากเกษตรกรเป็นอย่างมาก ปัจจุบันนอกจากเป็นสายพันธุ์ไก่ที่นิยมเลี้ยงของเกษตรกรในประเทศแล้ว ยังแพร่กระจายไปในกลุ่มประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งในรูปของลูกพันธุ์และไก่ชำแหละ เช่น พม่า เขมร ฯลฯ ทั้งนี้ เพื่อให้มีประสิทธิภาพมากในด้านการให้ผลผลิตเรื่องของไข่ จึงเป็นที่มาของการร่วมมือระหว่
ได้รับโอกาสดีได้ไปเยี่ยมชมและพูดคุยกับเจ้าของโรงเชือดวัวที่ได้มาตรฐานเป็นที่ยอมรับในระดับสากลคือ บริษัท อิบรอฮีม แอนด์ บีฟ จำกัด จึงนำความรู้และประสบการณ์ดีๆ มาแบ่งปันค่ะ ตามไปดูว่ามาตรฐานสากลของโรงเชือดที่ว่านี้เป็นอย่างไร เริ่มจากธุรกิจเขียงเนื้อวันนี้ได้รับรองมาตรฐานระดับสากล คุณไพฑูรย์ ฮึกหาญ เจ้าของบริษัท อิบรอฮีม แอนด์ บีฟ จำกัด ซึ่งตั้งอยู่เลขที่ 28/1 หมู่ที่ 11 ตำบลหนองกบ อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี เริ่มเล่าให้ฟังว่า “เมื่อเรียนจบในระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) สาขาเกษตรกรรม จากวิทยาลัยเกษตรกรรมและเทคโนโลยีจังหวัดราชบุรี เมื่อปี พ.ศ. 2523 จึงเข้ากรุงเทพฯ เพื่อหางานทำ จนผมได้ไปเปิดเขียงจำหน่ายเนื้อวัวที่ตลาดศิริชัย บางบอน 1 เขตบางบอน แต่ในตลาดมีคู่แข่งเยอะ ผมจึงสร้างจุดเด่นโดยเอาชิ้นส่วนวัวมาเป็นชิ้นใหญ่ๆ เลย อย่างขา ซีกลำตัววัว เอามาแขวนโชว์ที่เขียง มีลูกค้าขาประจำอย่างมากมาย ต้องมีเนื้อโคไปวางจำหน่ายถึงวันละ 3 ตัน” จุดเปลี่ยนอีกครั้งในธุรกิจเนื้อวัวของคุณไพฑูรย์คือ “ในสมัยรัฐบาลหนึ่งภาครัฐส่งเสริมให้ผู้ประกอบธุรกิจเนื้อวัวทำให้เป็นธุรกิจถูกต้องตามหลักมาตรฐานสากล ผมจึงรับเ
กลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ แพะ แกะ โคกเจริญ อำเภอโคกเจริญ จังหวัดลพบุรี เกิดจากการรวมตัวของผู้เลี้ยงแพะ แกะ ในพื้นที่ ปัจจุบัน มีสมาชิก 38 ราย มีพ่อพันธุ์ 31 ตัว แม่พันธุ์ 1,331 ตัว แยกเป็นแพะขุน 211 ตัว ที่เหลือจะเป็นแกะ และแพะเล็ก 420 ตัว รวมแพะทั้งกลุ่มทั้งสิ้น 1,995 ตัว โดยการเลี้ยงแพะของกลุ่ม สามารถแบ่งประเภทการเลี้ยงได้ 2 ประเภท คือ 1. เลี้ยงเพื่อขุน และ 2. เลี้ยงเพื่อเป็นพ่อพันธุ์ แม่พันธุ์ คุณศักดา พานสายตา ประธานกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ แพะ แกะ โคกเจริญ กล่าวว่า หลังจากเกิดวิกฤตภัยแล้งในพื้นที่ ส่งผลให้สมาชิกเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก โดยก่อนหน้านี้ เกษตรกรในอำเภอโคกเจริญส่วนใหญ่ทำอาชีพหลัก คือการปลูกพืชไร่ อาทิ ข้าวโพด และมันสำปะหลัง แต่ด้วยวิกฤตภัยแล้ง ทำให้ผลผลิตพืชไร่ไม่ดี จึงหันมาเลี้ยงแพะเป็นรายได้เสริม “นอกจากแพะเป็นสัตว์ที่เลี้ยงง่ายแล้ว สภาพพื้นที่ของอำเภอโคกเจริญยังมีความเหมาะสม เพราะมีสภาพที่แห้งแล้ง ซึ่งแพะชอบและสามารถเจริญเติบโตได้ดี” “ก่อนหน้านี้มีเกษตรกรในพื้นที่เพียง 2 ราย เท่านั้น ที่เลี้ยงแพะอยู่แล้ว เมื่อเกิดวิกฤตภัยแล้งจึงได้เชิญชวนเพื่อนบ้านให้เลี้ยงแพะดู เนื
สวัสดีครับ ผมระหกระเหเร่ร่อนสัญจรไปพบพี่น้องเกษตรกรมาทั่วประเทศ และอีกหลายประเทศก็เคยไป ผมพบว่าผืนแผ่นดินสำหรับทำการเกษตรมันลดน้อยถอยลงไปเรื่อยๆ โดยเฉพาะเกษตรกรรายย่อยที่มีที่ดินทำกินจำกัดเหลือเกิน ยิ่งเป็นประเทศกำลังพัฒนายิ่งไปใหญ่ ปัญหาการถือครองที่ดินของเกษตรกรยิ่งรุนแรง เกษตรกรมีที่ดินน้อยลง เรื่องเหล่านี้เป็นปัญหามาตลอด ไม่ว่าสมัยไหนรัฐบาลใดก็ไม่สามารถแก้ไขให้เกษตรกรตาดำๆ พ้นบ่วงกรรมนี้ไปได้ ในมุมมองของผม พี่น้องเกษตรกรรายย่อยควรตื่นตัวมองหาช่องทางทำกินให้เหมาะสมกับสถานการณ์ ที่ดินน้อยก็ปลูกพืชเลี้ยงสัตว์ที่เหมาะกับการใช้พื้นที่น้อย ปลูกพืชเลี้ยงสัตว์ที่สามารถขายได้เร็ว ผลผลิตสูง ราคาดี มีตลาดรองรับ ในด้านปศุสัตว์ผมเคยนำเสนอแพะและแกะให้เป็นสัตว์ที่เกษตรกรรายย่อยน่าจับตาและควรพิจารณาเป็นอย่างยิ่ง ด้วยความเหมาะสมในหลายๆ ด้าน มาฉบับนี้ผมนำเรื่องแกะเนื้อมารายงานอีกครั้งเพื่อเสนอเป็นทางเลือกให้พี่น้องเกษตรกรคนจำนวนมากแต่เสียงแผ่วเบา ให้เข้าใจลึกซึ้งยิ่งขึ้นครับ เลิกปลูกอ้อย หันมาเลี้ยงแพะ พาท่านมาพบกับ คุณฐษณพร ทิพย์รักษ์ ที่ ตำบลศรีมงคล อำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี คุณฐษณพร เริ่มเล่าใ
สวัสดีครับ ฉบับนี้ขอพาท่านไปพบกับคนที่ประสบความสำเร็จกับธุรกิจ มีครอบครัวที่อบอุ่น ธุรกิจที่มั่นคงแต่ก็ยังนำพาชีวิตให้ก้าวหน้าต่อไปในทางสายอื่นๆ โดยยึดเอาแนวทางคำสอนของพ่อ พระราชดำรัสที่นำมาซึ่งชีวิตที่พอเพียง โดยไม่ต้องรอให้ธุรกิจไปไม่รอดแล้วจึงหันมาทำเกษตรตามแนวคำสอนของพ่อ แต่ขอลงมือทำจริง ไม่มัวนั่งฝอยแต่ทฤษฎีเพื่อพิสูจน์ว่านี่คือคนจริง ของจริง จะเป็นอย่างไร น่าสนใจขนาดไหน ตามไปชมกันเลยครับ ที่ดินแดนยุทธหัตถี “ดอนดีฟาร์ม” พาท่านมาพบกับ คุณสง่า มีปลอด และ คุณฉันทนา หอมจันทร์ ที่บ้านเลขที่ 89/1 หมู่ที่ 4 ตำบลดอนเจดีย์ อำเภอพนมทวน จังหวัดกาญจนบุรี “ผมกับแฟนทำธุรกิจเสื้อผ้าอยู่ที่กรุงเทพฯ มานานจนถือว่าประสบความสำเร็จ เป็นที่รู้จักในแวดวงเสื้อผ้าขายส่ง แต่เมื่อ 4 ปีที่แล้วเรามานั่งคิดดูธุรกิจของเราประสบความสำเร็จก็จริงแต่เราก็ยังไม่ได้เดินตามฝัน ยังไม่ได้ทำในสิ่งที่เรารักจริงๆ นั่นคือการเลี้ยงสัตว์ ทำสวน ผมก็ไปศึกษาแนวคิด พระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ 9 เรื่องเกษตรทฤษฎีใหม่ เศรษฐกิจพอเพียง ก็เกิดแรงจูงใจอยากจะลงมือทำเกษตร พอดีในช่วงนั้นเราได้ไปเที่ยวรีสอร์ตที่อำเภอสวนผึ้ง ราชบุรี ก็รู้สึก
คุณจำนงค์ จังอินทร์ หัวหน้ากลุ่มส่งเสริมและพัฒนาการปศุสัตว์ สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดศรีสะเกษ ให้ข้อมูลว่า จังหวัดศรีสะเกษมีเกษตรกรผู้เลี้ยงโคมากกว่า 45,000 ราย มีจำนวนโคทั้งสิ้น ประมาณ 190,000 ตัว จึงถือเป็นแหล่งที่เลี้ยงโคมากเป็น อันดับ 2 ของประเทศ โดยส่วนใหญ่จะเลี้ยงแบบผลิตลูกที่ปล่อยตามหัวไร่ปลายนา และอีกบางส่วนเลี้ยงแบบยืนโรงหาอาหารให้กินตลอดจนเสริมด้วยอาหารข้น เพื่อสร้างเป็นโคขุนส่งขายเนื้อ “โคที่เลี้ยงส่วนใหญ่เป็นลูกผสมชาร์โรเล่ส์กับบราห์มัน โดยปรับให้มีเลือดของชาร์โรเล่ส์สูงกว่าเป็นโครงสร้างของโคขุนที่ให้เนื้อมาก หรือเกษตรกรบางรายก็ชอบที่จะให้มีสายเลือดของบราห์มันมากกว่า ซึ่งแล้วแต่ว่าจะนำมาใช้ประโยชน์ด้านใด ซึ่งโดยทั่วไปเกษตรกรที่เน้นเลี้ยงขุนส่งขายเนื้อก็จะให้มีสายเลือดของชาร์โรเล่ส์มากกว่า แต่ต้องไม่เกิน 75 เปอร์เซ็นต์ ส่วนที่เหลืออีก 25 เปอร์เซ็นต์ จะเป็นบราห์มันหรือพื้นเมืองก็ได้ จึงนับว่าเป็นโอกาสทำรายได้ให้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อได้เป็นอย่างดี” คุณจำนงค์ กล่าว คุณทองเตียง บริบาล อยู่บ้านเลขที่ 33 หมู่ที่ 5 ตำบลส้มป่อย อำเภอราษีไศล จังหวัดศรีสะเกษ เป็นเกษตรกรผู้เลี้ยงโคอ
