“ โกโก้” เป็นพืชเศรษฐกิจที่ตลาดมีความต้องการสูง ประเทศไทยมีสภาพภูมิประเทศและสภาพภูมิอากาศที่เหมาะสม เอื้อต่อการปลูกโกโก้ให้ได้ผลผลิตตลอดทั้งปี แต่อุตสาหกรรมโกโก้ในไทยเติบโตได้ช้า เนื่องจากมีห่วงโซ่อุปทานที่ไม่ครบวงจร ปัจจุบันไทยมีพื้นที่ปลูกโกโก้กระจายอยู่ทั่วประเทศ แต่ยังขาดตลาดรับซื้อที่แน่นอน คุณภาพผลผลิตยังไม่ได้มาตรฐาน การหมักเมล็ดโกโก้ยังไม่ได้มาตรฐาน ทำให้มีกลิ่นและรสชาติไม่ตรงกับความต้องการของตลาด

สจล. ใช้นวัตกรรมงานวิจัยยกระดับโกโก้ไทย
สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) จึงได้ร่วมมือกับบริษัท Fort Argo จัดตั้ง “ศูนย์ศึกษาวิจัยและพัฒนาโกโก้ ไทย-รัสเซีย” ที่ สจล. วิทยาเขตชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ จ.ชุมพร โดยศูนย์แห่งนี้จะทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางด้านข้อมูลและการเรียนรู้สายพันธุ์โกโก้อุตสาหกรรมที่เหมาะสมกับพื้นที่ พร้อมวางโครงสร้างเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนในภาคเหนือและภาคใต้
“เราไม่ได้แค่ปลูกโกโก้ แต่เรากำลังสร้างห่วงโซ่คุณค่าที่ยั่งยืน โดยใช้วิจัยนำการตลาด เพื่อให้เกษตรกรชุมพรมีผลิตภัณฑ์ที่แข่งขันได้ในระดับพรีเมียม” รศ.ดร.เกษม สร้อยทอง ที่ปรึกษาโครงการฯ กล่าว

สจล. วางแผนบูรณาการทำงานร่วมกับ วิสาหกิจผู้ผลิตและแปรรูปโกโก้ชุมพร เพื่อยกระดับมาตรฐานการผลิต โดยจัดตั้งจุดคัดแยกและพัฒนาระบบการหมักระดับอุตสาหกรรม เพื่อสร้างรสชาติสากลที่ตลาดโลกต้องการ ส่งเสริมเกษตรกรใช้นวัตกรรมเกษตรอินทรีย์คือ ชีวภัณฑ์ควบคุมโรคและแมลง เพื่อให้ได้ผลผลิตออร์แกนิก 100% รวมทั้งวางระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) เพื่อให้ผู้ซื้อในตลาดโลกมีความมั่นใจในแหล่งที่มาและคุณภาพของโกโก้จากประเทศไทย ด้านจังหวัดชุมพรก็วางแผนต่อยอด “งานวิจัย-การตลาด-การท่องเที่ยว” พัฒนาสู่การท่องเที่ยวเชิงเกษตร (Agro-tourism) สร้างความเชื่อมโยงระหว่างนักท่องเที่ยวรัสเซียและเกษตรกรผู้ปลูกโกโก้ในพื้นที่ เพื่อสร้างรายได้หมุนเวียนสู่ชุมชนอย่างยั่งยืนในอนาคต
คุณวัยญากรณ์ คงสุวรรณ์ภานิช ประธานวิสาหกิจโกโก้ชุมพร กล่าวว่า ในวันนี้ เราส่งเสริมสมาชิกผลิตโกโก้อินทรีย์ ในพื้นที่กว่า 6,280 ไร่ เป็นแปลงโกโก้อินทรีย์ขนาดใหญ่ ทำให้จังหวัดชุมพรเป็นแลนด์มาร์กสำคัญในการทำเกษตรอินทรีย์ ทาง คทช.หงษ์เจริญ มีอาคารสหกรณ์รับซื้อผลผลิตโกโก้จากสมาชิกทุกสัปดาห์ สร้างรายได้ให้แก่สมาชิกได้อย่างแน่นอนครับ
ดร.สุรินทร์ เหล่าพัทรเกษม ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดชุมพร กล่าวว่า ชุมพรเป็นแหล่งผลิตโกโก้แห่งแรกของไทย เป็นระยะเวลากว่า 60 ปีแล้ว และมีการพัฒนาสายพันธุ์โกโก้มาตลอด ทำให้เรามีรสชาติโกโก้ที่ดีที่สุดในโลก และได้รับรางวัลมากมายจากทั่วโลก สร้างจุดขายให้นักท่องเที่ยวได้เข้ามาสัมผัส มาดื่มด่ำกับโกโก้บ้านเรา ที่สร้างรายได้ให้กับประเทศชาติได้มากมายในแต่ละปี
เจาะจุดอ่อน จุดแข็งโกโก้ไทย
คุณกานต์ รัตนเสถียร ผู้บริหาร บริษัท Fort Asia จำกัด กล่าวว่า คู่ค้ารัสเซียที่เข้ามาร่วมลงทุนในครั้งนี้ เดิมเขาก็ทำตลาดโกโก้ที่อเมริกาใต้อยู่แล้ว จากมาตรการคว่ำบาตร (Sanction) ในช่วงที่ผ่านมาทำให้ธุรกิจเขาโตยาก จึงตัดสินใจใช้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางขยายตลาดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การร่วมมือครั้งนี้มุ่งเน้นการยกระดับทั้งห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่เกษตรกรผู้ปลูก การพัฒนาองค์ความรู้ด้านการหมักและแปรรูป ไปจนถึงการสร้างมูลค่าเพิ่มด้วยข้อมูล เทคโนโลยี และมาตรฐานสากล เพื่อเตรียมความพร้อมสู่การแข่งขันในตลาดโลก

ทุกวันนี้ โกโก้ไทย มีทั้งวิกฤต &โอกาส และมีความไม่เข้าใจอยู่เยอะที่ต้องฝ่าฟัน เพราะการผลิตโกโก้ไทยมีจุดอ่อนเรื่องวงจรธุรกิจที่ไม่ครบวงจร และมีพื้นที่ปลูกกระจัดกระจาย ทำให้ควบคุมยาก สำหรับโกโก้อุตสาหกรรม ขณะที่เกษตรกรปลูกโกโก้หลากหลายสายพันธุ์ในสวน ทำให้คุณภาพผลผลิตยังไม่ได้มาตรฐาน แม้ประเทศไทยจะมีกลุ่มผู้ผลิตช็อกโกแลตคราฟต์ที่สร้างชื่อเสียงในระดับโลก แต่การขับเคลื่อนสู่อุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ต้องอาศัยการพัฒนาองค์ความรู้ตั้งแต่ต้นน้ำ ทั้งภาคการผลิตและการหมักโกโก้ เพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีมาตรฐาน ตอบโจทย์ตลาด
โมเดลธุรกิจอ้อยน้ำตาล จะมีไร่อ้อยอยู่รอบๆ โรงงานน้ำตาล เราต้องการสร้างโมเดลโกโก้เหมือนกับอ้อย เราจะสร้างโรงงานแปรรูปกลางน้ำ และในรัศมี 200 กิโลเมตร รอบโรงงานจะเป็นพื้นที่ปลูกโกโก้ของสมาชิกเครือข่ายวิสาหกิจ ผลผลิตที่ส่งเข้าป้อนโรงงาน แยกเป็น 2 กลุ่มคือ ผลผลิตที่ปลูกแบบเกษตรอินทรีย์ และปลูกแบบปกติ จะมีการแยกสีตะกร้าผลผลิตแต่ละชนิดอย่างชัดเจน พอเข้าสู่กระบวนการหมัก (Ferment) และ Dryer ก็แยกส่วนการผลิตอินทรีย์และไม่อินทรีย์เช่นกัน เรียกว่า เราทำทั้งกระบวนการตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ซึ่งต้องตรวจสอบย้อนกลับให้ได้ว่า พื้นที่ปลูกมาจากแหล่งเกษตรอินทรีย์จริงๆ

แผนการตลาด
บริษัท Fort Asia จำกัด จะรับซื้อผลผลิตส่งออกไปยังสหพันธรัฐรัสเซีย ตลาดยุโรปและอื่นๆ พร้อมสร้างแบรนด์ผลิตภัณฑ์พรีเมียมไทยในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คุณกานต์ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า บริษัทวางแผนส่งออกผงโกโก้ไปยังสหพันธรัฐรัสเซีย ประมาณ 500 ตันต่อเดือน พร้อมส่งออกไขมันโกโก้ไปยังประเทศเกาหลีเพื่อแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง เราจะทำธุรกิจที่เน้นการซื้อขายสินค้าระหว่าง Business-to-Business หรือ B2B โดยแปรรูปสินค้าในลักษณะผงโกโก้ (Cocoa Powder) ไขมันโกโก้ (Cocoa Butter) ที่ผ่านมา กลุ่มอุตสาหกรรมในไทยพึ่งพาการนำเข้าโกโก้จากต่างประเทศถึง 80-90% เรามองเห็นช่องว่างทางตลาดนี้ จึงวางแผนผลิตเมล็ดโกโก้คุณภาพ ป้อนตลาดช็อกโกแลตคราฟต์และกลุ่มอุตสาหกรรมแปรรูปในไทย
ที่ผ่านมา ราคาโกโก้ในตลาดโลกปรับตัวสูงเป็นหมื่นเหรียญต่อตัน เพราะผลกระทบจากปรากฏการณ์เอลนีโญทำให้ต้นโกโก้ในแอฟริกาตะวันตกตายไปกว่า 90% ส่งผลให้เกิดปัญหาขาดแคลนโกโก้ไปทั่วโลก ปัจจุบัน โกโก้ไทยแข่งขันโกโก้แอฟริกาไม่ได้เพราะของเขาต้นทุนต่ำกว่าเรา ต้นพันธุ์รัฐบาลแจก 100% ผลผลิตมีเท่าไหร่ รัฐบาลซื้อกลับหมด พร้อมลงทุนตั้งโรงงานแปรรูปโกโก้ด้วย ซึ่งในระบบนั้นเราทำไม่ได้
“ตลาดรัสเซียต้องการเดือนละ 500 ตัน ที่ผ่านมา ผมทดลองรับซื้อโกโก้ที่ยังไม่ผ่านการแปรรูป ปรากฏว่า รับซื้อได้ไม่ถึง 20 ตันเลย ยังมีช่องว่างอีกมหาศาลสำหรับโกโก้ไทย แต่ว่าจะทำอย่างไรให้ได้ผลผลิตคุณภาพ มาตรฐานที่ตลาดต้องการ นี่คือเรื่องสำคัญ ตอนนี้ โกโก้เป็นพืชอุตสาหกรรมตัวที่ 6 ของประเทศไทยตั้งแต่ปี 2567 แผนที่เรากำลังพัฒนา มีโอกาสเติบโตในสเต็ป 2-3-4 จะช่วยให้เราผลิตโกโก้อุตสาหกรรมแบบก้าวกระโดดได้ ถ้าพื้นที่ปลูกเพียงพอ มีการบริหารจัดการที่ดีเพียงพอ” คุณกานต์ กล่าวในที่สุด

