เกษตรกรรายย่อยกับทางรอด “ข้าวไทย” วันนี้…สถานการณ์ไปถึงไหนแล้ว?
คุณนพดล มั่นศักดิ์ ผู้จัดการมูลนิธิโรงเรียนชาวนา จังหวัดนครสวรรค์ สะท้อนภาพปัญหาเชิงโครงสร้างของระบบข้าวไทยว่า เป็นปัญหาที่สะสมมายาวนาน โดยเฉพาะการปล่อยปละละเลยของหน่วยงานภาครัฐต่อการลักลอบนำพันธุ์ข้าวจากต่างประเทศเข้ามาปลูกในประเทศไทย ซึ่งเกิดขึ้นต่อเนื่องมากว่า 5 ปีแล้ว โดยเฉพาะพันธุ์ข้าวจากประเทศเวียดนาม
การนำพันธุ์ข้าวเข้ามาปลูกแทบไม่มีการตรวจสอบ ไม่มีการจับกุม และไม่มีมาตรการควบคุมอย่างจริงจัง ทั้งที่ตามกฎหมาย พันธุ์ข้าวจัดอยู่ภายใต้พระราชบัญญัติควบคุมพันธุ์พืช การนำเข้าและจำหน่ายต้องได้รับอนุญาตอย่างถูกต้อง แต่ในทางปฏิบัติกลับมีการใช้วิธีเลี่ยงกฎหมาย ผ่านการจดทะเบียนในลักษณะ “สวมสิทธิ” ใช้ชื่อพันธุ์หนึ่ง แต่แท้จริงแล้วเป็นพันธุ์ที่นำเข้ามาจากต่างประเทศ

จากเดิมที่พบการลักลอบนำเข้าพันธุ์ข้าวจากเวียดนามเป็นหลัก ปัจจุบันยังพบพันธุ์จากประเทศอื่น เช่น อินโดนีเซีย เข้ามาแพร่หลายในพื้นที่ปลูกข้าวของไทยมากขึ้น ส่งผลให้เกิดการปะปนของสายพันธุ์ในแปลงนาอย่างกว้างขวาง และกระทบโดยตรงต่อระบบเมล็ดพันธุ์ของประเทศ
คุณนพดล อธิบายว่า “เมื่อพันธุ์ข้าวปะปนกันมากขึ้น ชาวนาจึงไม่สามารถเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ใช้เองได้เหมือนในอดีต และจำเป็นต้องซื้อเมล็ดพันธุ์ใหม่ทุกฤดูกาล เพราะคุณภาพพันธุ์ไม่คงที่ อีกทั้งยังทำให้คุณภาพข้าวไทยโดยรวมลดลงตามไปด้วย ทั้งที่ในความเป็นจริง ประเทศไทยมีฐานทรัพยากรพันธุกรรมข้าวที่เข้มแข็ง และมีพันธุ์ข้าวที่ดีอยู่เป็นจำนวนมาก หากนับเฉพาะพันธุ์ที่มีการใช้ประโยชน์ในเชิงการผลิตจริงก็มีมากกว่า 4–5 พันธุ์ และเมื่อรวมพันธุ์ข้าวที่นักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญด้านข้าวพัฒนาขึ้นในประเทศ ก็มีมากถึงหลายสิบสายพันธุ์ ซึ่งสะท้อนถึงศักยภาพของข้าวไทยในการแข่งขันในตลาดนานาชาติได้”
อย่างไรก็ตาม เขามองว่าทิศทางการผลิตข้าวของไทยในปัจจุบันกลับจำกัดอยู่เพียงไม่กี่รูปแบบ โดยเน้นการปลูกข้าวหอมมะลิและข้าวแข็งเพื่อการส่งออกเป็นหลัก ขณะที่ความต้องการของชาวนาในพื้นที่คือ “ผลผลิตต่อไร่” ที่สูงขึ้น เพื่อให้คุ้มกับต้นทุนการผลิต เมื่อผลผลิตของพันธุ์ข้าวไทยบางชนิดไม่ตอบโจทย์ในระยะสั้น ชาวนาจึงหันไปเลือกใช้พันธุ์ข้าวจากต่างประเทศที่ให้ผลผลิตสูงกว่า แม้จะยังไม่มีการพูดถึงเรื่องคุณภาพข้าว ความเหมาะสมต่อการบริโภค หรือทิศทางตลาดในระยะยาวอย่างจริงจัง

คุณนพดล ยกตัวอย่างว่า ในพื้นที่นาปรังปัจจุบันมีการปลูกข้าวพันธุ์จากต่างประเทศมากกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ทั้งหมด ซึ่งสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ระบบพันธุ์ข้าวของไทยกำลังเผชิญความเปราะบาง และหากยังไม่มีมาตรการกำกับดูแลที่เข้มงวดและเป็นระบบมากกว่านี้ อาจกระทบต่อความมั่นคงทางเมล็ดพันธุ์และภาพลักษณ์ข้าวไทยในระยะยาวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
“คุณภาพข้าว” คือกระดุมเม็ดแรกของทั้งระบบ หากจุดนี้พลาด ย่อมส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ไปตลอดห่วงโซ่อุตสาหกรรมข้าวทั้งหมด เพราะในเชิงปริมาณการผลิต ไทยไม่อาจแข่งขันกับประเทศคู่แข่งได้อยู่แล้ว จุดแข็งที่แท้จริงของข้าวไทยจึงควรอยู่ที่คุณภาพของเมล็ด ความสวยงาม และคุณลักษณะเฉพาะของพันธุ์
อย่างไรก็ตาม ในความเป็นจริง แม้ข้าวไทยหลายสายพันธุ์จะมีคุณภาพดี แต่กลับให้ผลผลิตต่อไร่ค่อนข้างต่ำ และยังมีข้อจำกัดด้านความต้านทานโรค เมื่อพิจารณาย้อนกลับไป จะเห็นว่าพันธุ์ข้าวจำนวนไม่น้อยที่ได้รับการรับรองและขึ้นทะเบียนโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ถูกประกาศใช้ได้เพียง 2–3 ปี ก็ต้องถูกยกเลิก และมีการพัฒนาพันธุ์ใหม่เข้ามาทดแทนอย่างต่อเนื่อง
ขณะเดียวกัน คุณนพดลยังตั้งข้อสังเกตว่า ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา บทบาทของภาครัฐ โดยเฉพาะหน่วยงานด้านการพัฒนาพันธุ์ข้าว กลับมีผลงานออกสู่ภาคสนามค่อนข้างจำกัด แม้ในปีที่ผ่านมา จะมีการเปิดตัวพันธุ์ข้าวใหม่มากกว่า 10 สายพันธุ์ แต่ส่วนใหญ่ยังไม่สามารถตอบโจทย์ตลาด และไม่ได้รับการยอมรับหรือถูกนำไปใช้แพร่หลายในพื้นที่ปลูกจริง โดยเฉพาะในลุ่มน้ำเจ้าพระยา ซึ่งยังคงประสบปัญหาการเลือกใช้พันธุ์ข้าวที่ไม่สอดคล้องกับทั้งสภาพพื้นที่และความต้องการของตลาดเช่นเดิม

หนี้ชาวนา วิกฤตแค่ไหน? เมื่อรายได้ไม่พอใช้ หนี้กลายเป็นกับดักชีวิตเกษตรกร
คุณนพดล เล่าว่า สถานการณ์หนี้สินของเกษตรกร โดยเฉพาะในกลุ่มชาวนา ขณะนี้เข้าขั้น “วิกฤต” อย่างแท้จริง จากข้อมูลภาคสนามพบว่า เกษตรกรจำนวนมากกำลังถูกดำเนินคดีบังคับคดีจากภาระหนี้สะสม และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เฉพาะในแต่ละเดือนมีผู้ถูกบังคับคดีมากกว่าร้อยราย กระบวนการบังคับคดีดังกล่าว ส่งผลให้เกษตรกรจำนวนไม่น้อยต้องจำใจขายทรัพย์สินและที่ดินทำกินของตนเอง เพื่อนำเงินไปชำระหนี้ ผ่านกระบวนการขายทอดตลาดในพื้นที่ ซึ่งไม่เพียงกระทบต่อฐานะทางเศรษฐกิจของครัวเรือนเกษตรกรเท่านั้น แต่ยังหมายถึงการสูญเสีย “พื้นที่ทำกิน” ที่เป็นหัวใจสำคัญของการดำรงชีวิตในระยะยาวอีกด้วย
ทางรอดเกษตรไทยอยู่ตรงไหน?
คุณนพดล สะท้อนมุมมองว่า ปัญหาสำคัญประการหนึ่งคือ ภาครัฐยังไม่ให้ความสำคัญต่อคุณภาพชีวิตของเกษตรกรอย่างแท้จริง โดยเฉพาะในบริบทของประเทศไทยซึ่งมีระบบนิเวศทางการเกษตรแตกต่างกันอย่างหลากหลาย การกำหนดกฎระเบียบหรือมาตรการเชิงนโยบายแบบเหมารวม จึงไม่สามารถตอบโจทย์พื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ คุณนพดลยังย้ำอีกว่า ภาครัฐควรหันมาให้ความสำคัญกับการทำงานเชิงพื้นที่อย่างจริงจังมากขึ้น เพราะในระดับพื้นที่มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องครบถ้วนอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นสำนักงานเกษตรตำบล หน่วยงานพาณิชย์ หน่วยงานด้านน้ำประปา และการไฟฟ้า ซึ่งต่างมีข้อมูลพื้นฐานอยู่ในมือ

“สิ่งที่ควรทำคือการนำข้อมูลเหล่านั้นมาบูรณาการร่วมกัน ตั้งแต่ข้อมูลปริมาณการผลิตข้าวในแต่ละพื้นที่ แต่ละฤดูกาล แต่ละสายพันธุ์ ไปจนถึงปลายทางตลาดว่า จะจำหน่ายให้ใคร และในช่วงเวลาใด หากหน่วยงานระดับจังหวัดสามารถจัดทำฐานข้อมูลเชิงคาดการณ์ล่วงหน้าได้อย่างเป็นระบบ ก็จะช่วยลดปัญหาการผลิตล้นตลาดและการขายผลผลิตไม่ได้ เพราะในความเป็นจริง ภาครัฐมีข้อมูลการขึ้นทะเบียนเพาะปลูกของเกษตรกรทั่วประเทศอยู่แล้ว จึงสามารถนำข้อมูลดังกล่าวมาวิเคราะห์และวางแผนเชิงนโยบายได้อย่างแม่นยำยิ่งขึ้น” คุณนพดล กล่าว
ฝากการบ้านถึงรัฐบาล
คุณนพดล สะท้อนว่า ภาครัฐควรนำปัญหาของเกษตรกรไปแก้ไขอย่างจริงจังและเป็นรูปธรรม ไม่ใช่เพียงรับฟังในเชิงนโยบายหรือถ้อยแถลงทางการเมืองเท่านั้น เพราะตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ไม่ว่าพรรคการเมืองใดจะเข้ามาบริหารประเทศ เมื่อก้าวขึ้นสู่การเป็นรัฐบาลแล้ว ปัญหาของเกษตรกรมักกลับถูกปล่อยให้เงียบหาย
ในหลายกรณี เกษตรกรต้องรอคอยมาตรการช่วยเหลือเป็นเวลานาน ปล่อยให้ปัญหาสะสมต่อเนื่องเป็นปี จนกระทั่งสถานการณ์เลวร้ายลงและไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากการออกมาเรียกร้องบนท้องถนน ซึ่งคุณนพดลย้ำว่า แท้จริงแล้วเกษตรกรไม่ได้ต้องการออกมาเคลื่อนไหวเช่นนั้น แต่เป็น “ทางเลือกสุดท้าย” ที่ถูกบีบให้ต้องทำ

คุณนพดลเสนอว่า หากรัฐบาลต้องการแก้ปัญหา ควรเริ่มต้นจากการลงไปทำความเข้าใจความต้องการของเกษตรกรในพื้นที่อย่างตรงจุด และสามารถเรียกข้าราชการประจำจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาร่วมสะท้อนข้อมูลเชิงข้อเท็จจริงได้ทันที เพราะปัญหาต่าง ๆ เหล่านี้มีข้อมูลรองรับอยู่แล้วในระบบราชการ
การดำเนินนโยบายควรเป็นไปอย่าง “ถูกที่ ถูกทาง และถูกเวลา” เปรียบเสมือนการรักษาโรคที่ต้องให้ยาให้ตรงกับอาการ หากรัฐสามารถตัดสินใจและลงมือแก้ไขได้อย่างเหมาะสม เขาเชื่อว่าในระยะเวลา 4 ปีของการบริหารประเทศ ประชาชนย่อมเห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจนโดยไม่จำเป็นต้องใช้การรณรงค์หาเสียงมากมาย
ในมุมมองของคุณนพดล สิ่งที่สังคมควรตั้งคำถามอย่างจริงจังคือ ตลอดระยะเวลาหลายสิบปีที่ผ่านมา ภาคเกษตรของไทยมีนโยบายหรือกลไกใดบ้างที่ทำให้เกษตรกรสามารถยืนอยู่ได้อย่างมั่นคง ทั้งที่ประเทศไทยทำเกษตรและปลูกข้าวมาอย่างยาวนาน หากยังไม่สามารถสร้างระบบที่ทำให้เกษตรกรอยู่รอดได้ ก็สะท้อนว่าการแก้ปัญหาในอดีตอาจยังไม่ตอบโจทย์ในเชิงโครงสร้าง

…….
ถอดความจากเวทีเสวนาโต๊ะกลม ผ่าทางรอดเกษตรกรไทยก่อนการเลือกตั้ง 2536 จัดโดย Technologychaoban – เทคโนโลยีชาวบ้าน ร่วมกับ มติชน TV เมื่อวันอังคารที่ 13 มกราคม 2569
… อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : https://www.khaosod.co.th/technologychaoban/featured/article_329139
