พืชทำเงิน
หากใครที่เป็นแฟนคลับของเทคโนโลยีชาวบ้าน คงจะคุ้นหน้าคุ้นตากับ คุณบุษบา นาคพิพัฒน์ เป็นอย่างดีจากเรื่อง “ทุเรียนน้ำกร่อย” ที่เคยเผ่ยแพร่ลงนิตยสาร และเว็บไซต์เทคโนโลยีชาวบ้านไปเมื่อ 2 ปีที่แล้ว ซึ่งในครั้งนี้คุณบุษบา มีอะไรมาทำให้พวกเราได้ทึ่งกันอีกแล้ว เพราะล่าสุดนอกจากการปลูกทุเรียนบนพื้นที่น้ำกร่อยจนประสบคววามสำเร็จแล้ว คุณบุษบาได้มีการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยี Precision Farming เข้ามาใช้ลดต้นทุนการผลิต รวมถึงช่วยประหยัดเวลา ประหยัดแรงงาน และสร้างความสะดวกสบายในการทำสวนให้เป็นเรื่องที่ง่ายขึ้น คุณบุษบา นาคพิพัฒน์ เจ้าของสวนทุเรียนน้ำกร่อย อยู่บ้านเลขที่ 65/2 หมู่ที่ 14 ตำบลนายายอาม อำเภอนายายอาม จังหวัดจันทบุรี เกษตรกรหัวก้าวหน้า ที่เปิดรับนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีการเกษตรเข้ามาใช้ในสวน เพื่อประหยัดต้นทุนการผลิต ประหยัดเวลา และลดจำนวนแรงงาน ได้อย่างมีประสิทธิภาพ คุณบุษบา เล่าให้ฟังว่า เมื่อ 2 ปีที่แล้วที่ทางทีมงานเทคโนโลยีชาวบ้านได้เข้ามาสัมภาษณ์การปลูกทุเรียนน้ำกร่อยของที่สวนไป หลังจากนั้นเมื่อประมาณปลายปี 64 ทางสวนก็ได้เริ่มนำเทคโนโลยีการเกษตรเข้ามาใช้ในกระบวนการผลิตทุเรียนของที่สวน นั่นก
ปุ๋ยชีวภาพพีจีพีอาร์ หรือปุ๋ยชีวภาพแบคทีเรียส่งเสริมการเจริญเติบโตของพืช เป็นปุ๋ยชีวภาพที่ประกอบด้วยแบคทีเรียที่อาศัยอยู่บริเวณรากพืช ทั้งบริเวณดินรอบๆ ราก ผิวราก ภายในราก ต้น และใบพืช ดร.กัลยกร โปร่งจันทึก นักวิชาการเกษตรชำนาญการพิเศษ กลุ่มงานวิจัยจุลินทรีย์ดิน กลุ่มวิจัยปฐพีวิทยา กองวิจัยพัฒนาปัจจัยการผลิตทางการเกษตร กรมวิชาการเกษตร อธิบายว่า พีจีพีอาร์ (PGPR : Plant Growth Promoting Rhizobacteria) เป็นแบคทีเรียกลุ่มใหญ่ที่นิยมมาใช้ในการผลิตปุ๋ยชีวภาพ แบคทีเรียกลุ่มนี้สามารถตรึงไนโตรเจน ผลิตสารคล้ายฮอร์โมนพืช ละลายฟอสฟอรัสและโพแทสเซียม และผลิตสารที่ช่วยละลายธาตุเหล็กเข้าสู่เซลล์ของพืช ปัจจุบัน นักวิจัยมีความสนใจศึกษาประโยชน์ของแบคทีเรียที่อาศัยอยู่บริเวณรอบๆ รากพืชกันมากขึ้น เนื่องจากพบว่าแบคทีเรียกลุ่มนี้มีศักยภาพในการนำมาผลิตเป็นปุ๋ยชีวภาพได้ ประโยชน์ที่สำคัญของแบคทีเรียกลุ่มนี้คือ การตรึงไนโตรเจน ผลิตสารคล้ายฮอร์โมนพืชที่ช่วยให้รากมีพื้นที่ผิวมากขึ้น มีผลช่วยให้พืชดูดน้ำและธาตุอาหารได้เพิ่มมากขึ้นกว่าเดิม จึงนำมาพัฒนาเป็นปุ๋ยชีวภาพพีจีพีอาร์ เริ่มศึกษาวิจัยใช้ปุ๋ยชีวภาพพีจีพีอาร์ใ
สวนเอกอำไพ ตั้งอยู่ที่ เลขที่ 132 หมู่ที่ 3 ตำบลบ้านค่า อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง เริ่มสร้างสวนเมื่อราวปี 2546 โดย คุณเอกภพ และ คุณอำไพ วิญญาภาพ สองสามีภรรยา ซึ่งได้รับที่ดินจาก คุณพ่อองอาจ วิญญาภาพ นำมาพัฒนาปรับปรุงเป็นพื้นที่สวนผลไม้ ที่มีการบริหารจัดการสวนเป็นแปลงไม้ผลต่างๆ รวมถึงมีการขุดสระเก็บน้ำ เพื่อให้มีการจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ โดยนำความรู้ที่ได้จากการศึกษาจากวิทยาลัยเกษตรกรรมจันทบุรี วิทยาลัยเทคโนโลยีและอาชีวศึกษา วิทยาเขตเกษตรลำปาง และสาขาไม้ผล คณะผลิตกรรมการเกษตร สถาบันเทคโนโลยีการเกษตรแม่โจ้หรือมหาวิทยาลัยแม่โจ้ จังหวัดเชียงใหม่ในปัจจุบัน (เรียนรุ่นเดียวกันสาขาเดียวกันกับผู้เขียน) โดยได้พัฒนาปรับปรุงจากเดิมที่เป็นสวนส้ม นำบางส่วนมาปลูกมะนาว ปลูกมะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง และทุเรียนโดยคัดเลือกไม้ผลสายพันธุ์ที่สามารถปลูกและเจริญเติบโตได้ดีในจังหวัดลำปาง บนพื้นที่กว่า 300 ไร่ จนได้รับการรับรองมาตรฐาน GAP (Good Agricultural Practice) จากกรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ปัจจุบันสวนเอกอำไพ ดำเนินกิจการโดยใช้แนวคิดท่องเที่ยวเชิงเกษตร ส่งเสริมให้เกษตรกรในจังหวัดลำปางและใกล้เคียง ส
การปลูกผักกินเองทำได้ไม่ยากนัก เพียงแต่มีความพยายามก็พอ ความไม่อยากปลูกต่างหากที่ทำให้ไม่เกิดการปลูกผัก เพราะว่ากลัวว่าจะไม่ประสบผลสำเร็จ มนุษย์เงินเดือนเป็นเสียอย่างนี้เพราะไม่อยากทำสิ่งที่ไม่เคยทำเนื่องจากไม่ต้องการเสี่ยง ซึ่งเป็นความรู้สึกของมนุษย์เงินเดือนเหมือนที่ผู้เขียนเคยรู้สึก แต่เรื่องราวในเกษตรในเมืองได้ถ่ายทอดให้หลายรูปแบบไม่ว่าจะเป็นการปลูกข้างบ้านเดี่ยว ทาวน์เฮ้าส์ คอนโดมิเนียม ตึกแถว ก็ล้วนเขียนให้อ่าน ซึ่งหวังว่าจะเป็นแรงบันดาลใจให้ทุกท่าน คุณธามปริญ แจ้งวิจิตร์ หรือ คุณบลู เป็นคนอำเภอท่าเรือ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยกำเนิด จบการศึกษาด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ จากมหาวิทยาลัยพระเจ้าจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง เมื่อปี 2555 เมื่อจบแล้วก็ได้ทำงานด้านที่เรียนจบมาที่กรุงเทพฯ ได้ 3 เดือน รู้สึกว่าไม่ชอบไม่ถูกจริตกัน ก็เลยย้ายกลับมาบ้านเพราะจะได้ใกล้ชิดกับ คุณปู่วรรณ ที่มีอายุมากถึง 95 ปี ปัจจุบันผ่านมา 11 ปี คุณปู่วรรณอายุได้ 106 ปีแล้ว คุณบลูได้เปิดร้านขายโทรศัพท์มือถือในตลาดอำเภอท่าเรือโดยร้านห่างจากบ้านประมาณ 10 กิโลเมตร ในช่วงนี้ได้ปลูกผักบริเวณข้างบ้านเพื่อการบริโภคไปด้วย กา
“เมล่อน” เป็นพืชในตระกูลแตงที่นิยมปลูกเพื่อการค้าชนิดหนึ่ง เนื่องจากมีราคาต่อผลค่อนข้างสูง อุดมไปด้วยวิตามินซี วิตามินอี เบต้าแคโรทีน แคลเซียม ฟอสฟอรัส และธาตุเหล็ก ล้วนแล้วให้ประโยชน์แก่ร่างกายทั้งนั้น ซึ่งนอกจากประโยชน์ที่มากมายแล้ว เมล่อนยังเป็นผลไม้ที่รับประทานแล้วให้ความสดชื่น ด้วยรสชาติที่หวาน กรอบ และมีกลิ่นหอมเฉพาะตามแต่ละสายพันธุ์ คุณภัทราภรณ์ ทรัพย์นิตย์ หรือ คุณอ้อ เจ้าของลูกอ้อฟาร์มเมล่อน ตั้งอยู่บ้านเลขที่ 38 หมู่ที่ 5 ตำบลบ้านม้า อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา อบต. สาวสวย ผู้หลงใหลเมล่อนเป็นชีวิตจิตใจ นำไปสู่การพัฒนาสร้างอาชีพเสริม ใช้พื้นที่ข้างบ้านปลูกเมล่อน เน้นผลิตตามออร์เดอร์ พร้อมได้รับรองมาตรฐาน GAP ยึดสโลแกน “ลูกไหนไม่ดีเราไม่ขาย” ฟันรายได้เกือบ 40,000 บาทต่อรอบการผลิต คุณอ้อ เล่าให้ฟังว่า ปัจจุบันเป็นพนักงานประจำอยู่ที่ อบต. ส่วนการปลูกเมล่อนสร้างรายได้เสริมนั้นมีจุดเริ่มต้นมาจากความชื่นชอบการทำเกษตรอยู่แล้วเป็นชีวิตจิตใจ ซึ่งถ้าหากย้อนไปเมื่อประมาณ 8 ปีที่แล้ว เมล่อนยังเป็นผลไม้ที่ค่อนข้างมีราคาสูง และเกิดความสงสัยขึ้นว่า “ทำไมผลไม้ชนิดนี้ถึงมีราคาแพง” จึงเร
ชื่อวิทยาศาสตร์ Hesperethusa crenulate (Roxb) Roem. ชื่อวงศ์ RUTACEAE ชื่ออื่นๆ ขะแจะ (เหนือ) พญายา (ราชบุรี) ตุมตัง (ตะวันออกเฉียงเหนือ) พุดไทร จุมจัง ฮางแกง กระแจะจัน พินิยา ทานาคา ตะนาว (มอญ) หนูไม่ใช่สาวเนื้อนิ่ม แม้ว่าใหม่ๆ สีเนื้อขาว แต่พอโดนแดดลมสีจะเปลี่ยนเนื้อเป็นเหลืองอ่อนแล้วเป็นสีน้ำตาล แต่ผิวขรุขระแตกร่องเข้ม ขัดแย้งกับที่ว่าทำไมผู้คนชอบเอาเนื้อหนูไปบดฝนเป็นผงละเอียดผสมแป้งใส่กลิ่นหอมทาหน้า ทาแก้ม อย่าแปลกใจนะคะที่หนูขึ้นต้นคำว่า “กระแดะ” ไม่ใช่คำหยาบนะ หลายคำมีที่มาและรู้ว่าเป็นคำเรียก-พูดใช้มาตั้งแต่ปู่ ย่า ตา ทวด ปัจจุบันเขียนแค่คำว่า “กะแดะ” คือหนูมีเพื่อนอยู่ที่อำเภอกาญจนดิษฐ์ สุราษฎร์ธานี เขาชวนไป “ปากแดะ” กินหอยนางรม เพราะบ้านอยู่ที่ “ปากน้ำกระแดะ” แล้วนั่งเรือออกทะเลดูฟาร์มหอยแครง หอยนางรม แต่ต้องแวะที่ “กระแดะ” คือตลาดในอำเภอหรือจะไปดูศูนย์ฝึกลิงเพื่อการเกษตรที่ “แดะแจะ” ด้วย หนูนี้งงสุดๆ คิดว่าเขาพูดชื่อหนูผิด จาก “กระแจะเป็นกระแดะ” เขาอธิบายว่าที่กาญจนดิษฐ์พูดคำสั้นๆ เช่น ไปตลาดกระแดะ พูดว่า “ไปแดะหรือไปหลาดแดะ” ไปปากน้ำกระแดะว่า “ไปปากแด
เกษตรทางรอดวันนี้ ขอแนะนำการปลูกสิ่งที่อยู่ใกล้ตัว นั่นคือเมล็ดแดงๆ ที่เรียกว่า พริก มีคำถามว่าพริก เรียกเป็นผักหรือผลไม้ ทำไมพริกอยู่กับวิถีคนไทยมาตลอด เกิดมาก็พบพริกอยู่ทุกภูมิภาคของไทย คนไทยบริโภคพริกมายาวนาน คนไทยกินเผ็ดมาก อาหารไทยก็เผ็ด แต่จริงๆ แล้วคนไทยรู้จักและกินพริกหลังชาติอื่นนานมาก เมื่อเรานึกถึงอาหารไทย ใครๆ ก็คงจะนิยามว่าเผ็ดจัดจ้าน ส่งผลให้ “คนไทยกินเผ็ด” เป็นภาพจำของคนส่วนใหญ่ และเราคนไทยเองก็ไม่ปฏิเสธเสียด้วย ว่ากันจากประสบการณ์ส่วนตัว ฉันเจอคนไทยกินเผ็ดมากกว่าคนไม่กินเผ็ดแบบสู้กันไม่ได้ และแม้แต่คนที่บอกว่าไม่กินเผ็ดก็ยังกินผัดกะเพรา (เผ็ดน้อย แต่ก็ใส่พริกนั่นละ) ยังเติมพริกป่นในก๋วยเตี๋ยว (นิดหนึ่ง แต่ก็เติม) นึกๆ ดูฉันยังไม่เคยเจอคนที่ไม่กินเผ็ดแบบไม่แตะพริกไม่แตะพริกไทยเลยสักคน ซึ่งอาจจะเป็นเพราะอาหารไทยนั้นผูกโยงอยู่กับวัตถุดิบที่มีความเผ็ด ตั้งแต่เผ็ดจริงจังอย่างพริก เผ็ดเบาลงหน่อยอย่างพริกไทย ไปจนถึงเผ็ดร้อนน้อยๆ จากสารพันเครื่องเทศและสมุนไพร ฉะนั้น จะบอกว่าเราชาวไทยคุ้นชินกับความเผ็ดกันตั้งแต่เล็กแต่น้อยก็ว่าได้ กล่าวถึงพริกยังไม่บอกเลยนะครับว่าเป็นผลไม้หรือผั
สภาพภูมิอากาศบ้านเราเดี๋ยวชื้น เดี๋ยวหนาวเย็น เดี๋ยวร้อน ยามร้อนก็ร้อนร้าว จนชาวบ้านต่างพากันบ่นพึมพำ แช่งด่าดวงตะวันที่อยู่ไกลเราไปตั้ง 150 ล้านกิโลเมตร ร้อนจริงร้อนจัง ร้อนอย่างแท้จริง ร้อนจนจำต้องหมดเงินค่าน้ำค่าไฟเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว เพื่อช่วยคลายร้อนที่ดวงตะวันแบ่งปันส่งมาให้ หมดเงินเพิ่มอีกเยอะเลย เอะหรือว่ารัฐบาลเขาขึ้นราคาค่าน้ำค่าไฟที่เราใช้ของเขาไป ซ้ำเติมให้เร่าร้อนเข้าไปอีก แต่ช่องทางผ่อนคลายร้อนแบบบ้านๆ ก็มีอยู่ คืออาศัยความเป็นธรรมชาติ ต้นไม้ หาดทราย สายน้ำลำธารมากมาย รวมทั้งอาหารการกินที่ชาวบ้านเขารู้จัก และธรรมชาติเสกสรร ให้มีในหน้าร้อนนี้ พืชผักหลายอย่างช่วยคลายร้อนได้ เราเรียกกันว่า “ผักพื้นบ้าน” ผักพื้นบ้าน ส่วนใหญ่เป็นผักได้จากป่า เอามาทำกินกันกับคนที่บ้าน หรือพืชผักริมรั้วที่มีในท้องถิ่นก็ใช่ มีมากกันทุกภาคของไทยที่ป่าไม้ยังอุดมสมบูรณ์ ชาวบ้านหาเก็บมาวางขายตามตลาดท้องถิ่น เป็นที่นิยมแพร่หลายในหมู่นักบริโภคอาหารป่า ซึ่งปลอดภัยจากสารพิษ เช่นผักชนิดนี้น้อยคนนักที่จะรู้จัก ชื่อเขาแปลกๆ เรียกกันว่า “สะแล” ส่วนที่นำมาเป็นอาหารคือ ดอกอ่อน ลักษณะดอกคล้ายกับผล ดอกอ่อนสะแลม
ตำบลบ้านใหม่ ประชากรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตร มีครัวเรือนเกษตรจำนวน 989 ครัวเรือน พืชเศรษฐกิจสำคัญคือ ข้าวนาปี ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ยางพารา เกษตรกรประสบปัญหาผลผลิตตกต่ำ มีต้นทุนสูงจากใช้ปุ๋ยเคมี ในปี 2562 ทางนักวิชาการส่งเสริมการเกษตรของสำนักงานเกษตรอำเภอเมืองพะเยา จังหวัดพะเยา ได้มาให้คำแนะนำเรื่องการตรวจวิเคราะห์ดิน และได้รวบรวมตัวอย่างดินของเกษตรกรส่งตรวจวิเคราะห์กับสถานีพัฒนาที่ดินพะเยา ปรากฏว่าดินของเกษตรกรทุกรายมีค่าเป็นกรดสูง เนื่องจากมีการใช้ปุ๋ยเคมีเป็นระยะเวลายาวนาน และพื้นที่เป็นชุดดินเรณู ที่มีความเป็นกรดสูง ทางนักวิชาการส่งเสริมการเกษตรของสำนักงานเกษตรอำเภอเมืองพะเยา จังหวัดพะเยา จึงได้เข้ามาถ่ายทอดความรู้เรื่องการปรับปรุงบำรุงดิน ให้กับเกษตรกรในพื้นที่ ต่อมา คุณประสาน เชื้อดี และเกษตรกรแกนนำบ้านใหม่ บ้านร่องไฮ จำนวน 10 ราย ได้มาขอคำปรึกษาเพิ่มเกี่ยวกับการปรับปรุงบำรุงดิน และต้องการลดต้นทุนการผลิตสินค้าเกษตร ที่สูงเพิ่มขึ้นทุกปี นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรของสำนักงานเกษตรอำเภอเมืองพะเยา ร่วมกับกลุ่มแกนนำจึงได้ประชาสัมพันธ์ ชักชวนผู้สนใจรวมตัวจัดตั้งเป็น ศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชน
นับตั้งแต่ปี 2560 เป็นต้นมา เชื่อแน่ว่าหลายคนที่อยู่ในวงการพืชปลอดสารพิษของจังหวัดชุมพร คงเคยได้ยินชื่อ “สวนศีล เกษตรอินทรีย์” ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่บ้านเขาเหลียง หมู่ที่ 11 ตำบลหาดพันไกร อำเภอเมือง จังหวัดชุมพร บรรดาสื่อมวลชนจึงใช้เวลาว่างในวันหยุด เดินทางไปเยี่ยมชมสวนเกษตรดังกล่าว โดยได้รับการเชื้อเชิญจากสองสามีภรรยา คือ คุณบุญส่ง วันเสือ หรือ “พี่ปื๊ด” หนุ่มใหญ่วัย 58 ปี และ คุณสุมนมาลย์ หนูพันขาว หรือ “น้องมน” วัย 44 ปี ที่ลงมือทำอาหารมื้อเที่ยงไว้เตรียมต้อนรับพวกเรา มีทั้งแกงส้มแตงโมอ่อนใส่เนื้อปลา แกงเลียงฟักกับฟักทองและข้าวโพด ต้มกะทิเนื้อหมู ผัดผักกวางตุ้งน้ำมันหอย และน้ำพริกลูกมะอึก ซึ่งเป็นอาหารพื้นบ้านที่สุดแสนอร่อย พร้อมทั้งฟังเพลงไพเราะ จาก “วงสวนศีล เกษตรอินทรีย์ ครู คลัง ช่าง หมอ” ที่สมาชิกล้วนเป็นญาติพี่น้องของสองสามีภรรยา นอกจากนั้น พี่ปื๊ดยังแสดงฝีมือในการดริปกาแฟสดๆ ที่บดและคั่วเองกับมือให้สื่อมวลชนได้ดื่มด้วย ท่ามกลางแมกไม้นานาชนิดในสวนที่มีเนื้อที่ประมาณ 80 ไร่ พี่ปื้ด เปิดเผยว่า พื้นที่สวนเกษตรของพวกตนเป็นของ คุณแม่เริ่ม หนูพันขาว อายุ 77 ปี มารดาของน้องมน ซึ่งเป็น
