พืชทำเงิน
‘วานิลลา’ แม้จะมีถิ่นกำเนิดไกลถึงเม็กซิโกและอเมริกากลาง แต่ปัจจุบันได้กลายเป็นพืชเศรษฐกิจที่เริ่มเข้ามามีบทบาทในประเทศไทยอย่างมีนัยสำคัญ ด้วยแรงหนุนจากเทรนด์การบริโภคยุคใหม่ที่หันมาใส่ใจสุขภาพ และการเลือกใช้กลิ่นรสจากธรรมชาติแท้ แทนการใช้สารสังเคราะห์ จากการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคนี้เอง ทำให้ทั้งผู้ประกอบการและเกษตรกรไทยหันมามองเห็นโอกาสในการสร้างมูลค่าเพิ่ม ส่งผลให้มีการขยายพื้นที่ปลูกและศึกษาเทคนิคการผลิตวานิลลาคุณภาพสูงกันมากขึ้น เพื่อรองรับความต้องการของอุตสาหกรรมอาหารและเบเกอรี่ระดับพรีเมียม อย่างไรก็ตาม “หัวใจสำคัญ” ของการปลูกวานิลลาไม่ใช่เพียงการทำให้ติดฝัก แต่คือการรักษามาตรฐานการผลิตและการบ่ม ที่ได้คุณภาพระดับสากล เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในตลาดและสร้างความมั่นคงทางรายได้ให้กับเกษตรกรไทยในระยะยาว คุณวัฒน์-ปิยวัฒน์ ลุนคำโต เจ้าของสวนนัฐภวรรธณ์ อยู่ที่บ้านอุดมชัย ตำบลโนนก่อ อำเภอสิรินธร จังหวัดอุบลราชธานี ปัจจุบันประกอบอาชีพเป็นวิศวกรเครื่องกลอยู่ที่จังหวัดระยอง แต่มีใจรักในงานด้านการเกษตร จึงตัดสินใจลงทุนปลูกวานิลลาสร้างรายได้เสริมที่บ้านเกิดจังหวัดอุบลราชธานี บนพื้นที่เพียง
หากพูดถึงพืชที่ปลูกครั้งเดียวแต่เก็บเกี่ยวได้ยาวนาน “ไผ่” ต้องติดโผอันดับต้นๆ อย่างแน่นอน ไม่ใช่แค่ให้ร่มเงาสวยงามหรือใช้ลำทำเฟอร์นิเจอร์ แต่ “หน่อไม้” ยังเป็นของกินยอดนิยมที่ขายดีตลอดปี ยิ่งตลาดอาหารสุขภาพกำลังมาแรง หน่อไม้สดๆ ปลอดสารก็ยิ่งเป็นที่ต้องการมากขึ้น หลายคนอาจคิดว่าการปลูกไผ่ต้องใช้พื้นที่เยอะ แต่ความจริงแล้วสามารถปลูกได้ทั้งแบบสวนใหญ่และสวนข้างบ้าน ขอแค่มีการจัดการที่ดี เลือกพันธุ์ให้เหมาะสม แค่นี้ก็สามารถทำเงินหลักหมื่นต่อวันได้ไม่ยาก วันนี้เทคโนโลยีชาวบ้านจะพาไปดูแนวทางการปลูกไผ่แบบมืออาชีพ ตั้งแต่เลือกพันธุ์ การดูแล ไปจนถึงเทคนิคเพิ่มผลผลิต ให้ปลูกครั้งเดียวแต่ขายหน่อได้ไม่มีหมด คุณบารมี วรานนท์วนิช เจ้าของ “สวนไผ่บารมี” ผู้เปลี่ยนสวนส้มเดิมให้กลายเป็นอาณาจักรไผ่เลี้ยงอีสานเขียว เริ่มต้นจากเพียง 30 ไร่ ก่อนขยายพื้นที่เพาะปลูกจนแตะ 212 ไร่ ปัจจุบัน สวนไผ่แห่งนี้กลายเป็นแหล่งสร้างรายได้ต่อเนื่องทุกวัน เฉลี่ยวันละ 20,000 บาท ด้วยผลผลิตที่สามารถเก็บขายได้ตลอดทั้งปี โดยสร้างตลาดจากหน้าบ้านของเขาเอง โดยปกติ หน่อไม้ มักจะพบมากในช่วงฤดูฝน แต่
บ้านโนนยาง ตำบลขวาว อำเภอเสลภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด เป็นหนึ่งในพื้นที่ชุมชนใกล้แนวสายส่งที่ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ได้เข้าไปส่งเสริมพัฒนาคุณภาพชีวิตชุมชน เพิ่มโอกาสสร้างอาชีพและรายได้ที่มั่นคงให้กับเกษตรกร เปลี่ยนจากพื้นที่ไร้ประโยชน์ให้กลายเป็นพื้นที่การเกษตรที่อุดมสมบูรณ์ สร้างความมั่นคงทางด้านอาหาร เปลี่ยนที่ดินไร้ประโยชน์เป็นแผ่นดินทองทางการเกษตร ผู้ใหญ่บ้าน “ วนิตย์ ตรางา ” ให้ข้อมูลว่า เดิมทีบ้านโนนยางมีป่ารกร้างไม่ได้ใช้ประโยชน์อะไรเพราะเป็นดินทราย ไม่อุ้มน้ำ เพาะปลูกพืชได้ไม่ดี และอยู่ใต้แนวสายส่งไฟฟ้า ต่อมา หน่วยปฏิบัติการ และบำรุงรักษาสายส่ง ร้อยเอ็ดที่ 1 ของกฟผ. มีแนวคิดในการใช้ทรัพยากรที่มีให้เกิดประโยชน์สูงสุด ลดความถี่และค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาสายส่ง จึงได้เข้ามาช่วยปรับปรุงพื้นที่ไร้ประโยชน์ จำนวน 30 ไร่ดังกล่าว และสอบถามชาวบ้านว่าต้องการนำที่ดินไปใช้ประโยชน์อะไร หลังทำประชาคมก็ได้ข้อสรุปร่วมกันว่า จะใช้ที่ดินดังกล่าวปลูกผักปลอดสารพิษขายเป็นรายได้เสริมหลังฤดูทำนา หลังอนุญาตให้ชาวบ้านเข้ามาปลูกผักสวนครัวใต้แนวสายส่งแล้ว กฟ
ในยุคที่เศรษฐกิจอย่างทุกวันนี้ มีผู้คนมากมายที่ได้รับผลกระทบ ไม่ว่าอาชีพการงานจะสร้างกำไรได้มากแค่ไหน ก็มีอันต้องได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจที่ตกต่ำ ดั่งการโดนต้องคำสาปเลยทีเดียว แต่สำหรับเขาคนนี้ คุณอภิศักดิ์ พันธุ์ไชย ที่เล็งเห็นถึงทางออก โดยเปลี่ยนจากการทำเกษตรเชิงเดี่ยว ให้เป็นเกษตรแบบผสมผสาน ซึ่งเป็นการเพิ่มความหลากหลายทางงานเกษตร และเป็นการเพิ่มรายได้ไปในตัว “เกษตรนี่มันไม่ใช่ทางเลือก แต่มันเป็นทางรอดของเรา” นี่คือคำกล่าวของคุณอภิศักดิ์ เกษตรกรหนุ่มชาวโคราช ที่อยู่บ้านเลขที่ 210 หมู่ที่ 4 ตำบลโคกสูง อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา ผู้ทำการเกษตรแบบผสมผสาน คุณอภิศักดิ์ พันธุ์ไชย จากนักเรียนนอก สู่การเป็นเกษตรกรพื้นบ้าน คุณอภิศักดิ์ เล่าให้ฟังว่า แต่ก่อนเคยทำงานอยู่ที่กรุงเทพมหานคร และมีโอกาสได้ศึกษาเกี่ยวกับมนุษยศาสตร์ เอกภาษาอังกฤษ และปริญญาโทเอกภาษาญี่ปุ่น ทำให้มีโอกาสได้โควต้าไปทำงานที่ประเทศญี่ปุ่น ก็เรียนไปด้วยทำงานไปด้วย แต่ในขณะเดียวกัน ก็ได้รู้จักกับอาจารย์ที่สอนภาษาญี่ปุ่น ท่านก็มีความรู้ความเข้าใจและค่อนข้างสนใจเรื่องของสหกรณ์การเกษตร ท่านก็มักจะพาไปดูการทำเกษตรในพื้นที่ต่า
ประเทศไทยถือเป็นแหล่งพันธุ์ส้มโอที่มีมากที่สุด และมีคุณภาพมากที่สุดในโลก จนกลายเป็นหนึ่งในพืชเศรษฐกิจของไทยที่มีมูลค่าการส่งออกเป็นอันดับต้นๆ อีกด้วย วันนี้เทคโนโลยีชาวบ้านรวมสายพันธุ์ส้มโอ ที่นิยมปลูกในไทยมาฝากแฟนเพจ จะมีสายพันธุ์ไหนบ้างตามมาดูกันเลย ส้มโอเป็นไม้ผลยืนต้นขนาดกลาง มีหนามตามกิ่งใหญ่ ใบเป็นใบเดี่ยว ที่ผิวใบมีต่อมน้ำมัน ดอกสีครีมออกเป็นกระจุกหรือเดี่ยว ผลขนาดใหญ่ มีรูปทรงกลมแป้น มีเปลือกหนา ผลอ่อนเปลือกสีเขียว เมื่อแก่จัดเปลี่ยนเป็นสีเขียวอมเหลือง ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางผล 14-18 เซนติเมตร มีต่อมน้ำมันทั่วผิวเปลือก เปลือกด้านในสีขาวหนา หุ้มส่วนที่เป็นเนื้อ ข้างในผลเเบ่งเป็นกลีบๆ คั่นด้วยเยื่อบางสีขาว เนื้อส้มโอมีลักษณะเป็นถุงน้ำ รูปทรงคล้ายกุ้งฝอย จึงเรียกว่า “ตัวกุ้ง” น้ำในตัวกุ้งมีสีใสออก ครีมเหลืองอ่อน สีชมพูหรือสีแดงแล้วแต่พันธุ์ รสหวานหรือหวานอมเปรี้ยว เมล็ดส้มโอรูปร่างรี สีขาวนวล ส้มโอพันธุ์ทองดี ต้นขนาดกลาง สูง 6-8 เมตร ทรงพุ่มกว้าง 5-6 เมตร กิ่งปกคลุมด้วยขนสั้นๆ มีหนามสั้น ใบใหญ่เป็นมัน หนา มีส่วนของแผ่นใบและส่วนของหูใบ ใบแก่สีเขียวเข้ม เส้นใบนูนเห็นเด่นชัด ดอกออกที่ปล
พื้นที่จังหวัดชลบุรี เดิมเป็นแหล่งใหญ่หนึ่งที่มีเกษตรกรทำสวนมะพร้าว ปัจจุบันจำนวนลดลงอย่างต่อเนื่อง เหตุผลจากการขยายตัวของสาธารณูปโภคที่เจริญเติบโตอย่างไม่หยุดยั้ง แม้พื้นที่ปลูกจะน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด แต่ก็ยังมีสวนมะพร้าวที่ดีหลงเหลืออยู่ ปลายปี 2559 ที่ผ่านมา สวนมะพร้าวจำนวนหนึ่งถูกทำลายจากการแพร่ระบาดของหนอนหัวดำมะพร้าวอย่างรุนแรง ทำให้เจ้าหน้าที่จากสำนักงานเกษตรต้องออกมารณรงค์ให้เลี้ยงแตนเบียน เพื่อปล่อยเข้าทำลายหนอนหัวดำมะพร้าว ถามถึงสวนมะพร้าวน้ำหอม ในพื้นที่อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี ได้รับการยืนยันจากสำนักงานเกษตรอำเภอบางละมุง ว่า เหลืออยู่เพียง 2 สวนเท่านั้น ที่มีคุณภาพ สวน คุณประวิทย์ ประกอบธรรม ตั้งอยู่หมู่ที่ 1 ตำบลตะเคียนเตี้ย อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี เป็นสวนหนึ่งที่ขึ้นชื่อได้ว่า ผลิตมะพร้าวน้ำหอมได้คุณภาพ คุณประวิทย์ มีพื้นที่สวนรวมกับพื้นที่บ้าน 10 ไร่ และมีพื้นที่สวนมะพร้าว ตั้งอยู่ถัดไปอีกกว่า 10 ไร่ เป็นแปลงที่ไม่ติดกัน แต่ทุกแปลงปลูกมะพร้าวเป็นผลไม้หลักสร้างรายได้ ส่วนผลไม้ชนิดอื่นปลูกไว้รับประทาน “ผมเป็นลูกชาวสวนโดยแท้ พ่อแม่ก็ทำสวนมะพร้าวมาก่อน มาซื้อที่ตรงนี้
มะระขี้นก เป็นพืชสมุนไพรข้างรั้วที่น่าสนใจ มะระขี้นก มีชื่อเรียกแต่ละท้องที่ อาทิ ทางเหนือเรียก “มะห่อย” ทางภาคอีสานเรียก “ผักไซ” ทางใต้เรียก “ผักไห่”, “ผักเหย”, “ระร้อยรู” และอีกหลายๆ ชื่อ มะระขี้นกเป็นพืชที่ขึ้นได้ดีในเขตร้อนชื้น ทวีปเอเชียกินเป็นผัก ชาวอินเดียปรุงเป็นแกง ชาวศรีลังกาปรุงเป็นผักดอง ชาวอินโดนีเซียกินสด ชาวไทยกินหลายรูปแบบเป็นผักต้มจิ้มน้ำพริก กินได้ทั้งยอดอ่อน ฝักอ่อน ฝักแก่ มะระขี้นกเป็นพืชไม้เถา มีมือเกาะลำต้นเลื้อยพาดพันตามต้นไม้หรือตามร้าน มีอายุ 1 ปี ลักษณะใบมีหยักเว้าลึกเป็นแฉกๆ 5-6 หยัก ปลายใบแหลมมีสีเขียวอ่อน มีขนอ่อนนุ่มคลุม ดอกเป็นดอกเดี่ยวสีเหลืองออกบริเวณง่ามใบ ผลมะระขี้นกมีรูปร่างคล้ายกระสวย ผิวขรุขระ เส้นผ่าศูนย์กลางมีตั้งแต่ 1.5-2 เซนติเมตร ยาว 3-5 เซนติเมตร แต่ขนาดผลใหญ่กว่านี้ก็มี ผลอ่อนสีเขียวออกขาว ผลแก่สีเขียวเข้ม ผลสุกเป็นสีส้มหรือแดงอมส้ม เมื่อแก่จัดจะแตกออกเป็นแฉกๆ โชว์เมล็ดในที่มีเนื้อหุ้มเป็นตลับ ผลขณะที่แตกสวยมาก ล่อตาล่อใจนกมาจิกกิน แล้วถ่ายมูลออกทิ้งไปทั่ว ที่ไหนได้น้ำดีหน่อยก็จะรอเวลางอกออกมาเป็นต้นใหม่ เลื้อยเถาพันกับกิ่งไม้ต้นไม้พุ่มอื่นๆ
ในสภาวะการชะลอตัวของเศรษฐกิจช่วงนี้ ผู้ประกอบการ โรงงานที่ปรับลดพนักงาน หรือปิดตัวลงถาวร หลายคนคงคิดแล้วว่า “ไม่มั่นคง” กับการดำเนินชีวิตแน่นอน คงต้องหาอาชีพเสริมทำควบคู่กับอาชีพหลักเป็นแน่แท้ เพื่อให้ผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปได้ “สุขใดเล่า จะเท่าบ้านเรา”…คำนี้คงจะโผล่ขึ้นในหัวทันที ยิ่งคนที่ออกไปทำงานต่างจังหวัดด้วยแล้ว ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าจะคิดถึงท้องถิ่น ที่เราเคยอยู่มามากขนาดไหน อย่าง คุณณัฐรียา จันทะเสน อาศัยอยู่หมู่ที่ 5 บ้านงามวงศ์วาน ตำบลท่าสวรรค์ อำเภอนาด้วง จังหวัดเลย ที่เธอหันมาเพาะเห็ดหูหนูขายเป็นอาชีพเสริม ควบคู่กับการทำสวนยางพารา ไร่อ้อย ฯลฯ ซึ่งก่อนหน้านี้สามีเธอได้ไปทำงานที่ต่างประเทศ ก่อนจะกลับมาช่วยกันดูแลโรงเห็ดด้วยกัน และยังชวนคนในชุมชนมาร่วมกันด้วย โดยยึดคำว่า “หากเราทำได้ ชุมชนต้องเดินไปกับเราได้” คุณณัฐรียา เล่าว่า การเพาะเห็ดหูหนู เราทำกันเป็นครอบครัว ทุกคนช่วยกัน และดึงคนในชุมชนมาร่วมทำกับเราด้วย ลองผิดลองถูกมาเยอะ แต่ไม่ล้มเลิกความตั้งใจ จนปัจจุบันถือได้ว่ารู้หัวใจสำคัญของการเพาะเห็ดชนิดนี้มากพอสมควร ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง อากาศ อุณหภูมิ โรคต่างๆ ที่เกิดกับเห็ด การเ
การเกษตรถือเป็นรากฐานสำคัญของหลายประเทศ รวมถึงญี่ปุ่นและไทยที่ต่างมีความโดดเด่นเฉพาะตัว แต่ในขณะเดียวกันก็มีความแตกต่างที่ชัดเจน ซึ่งสะท้อนถึงวัฒนธรรม เทคโนโลยี และวิถีชีวิตของผู้คนในแต่ละพื้นที่ เทคโนโลยีชาวบ้านได้มีโอกาสสัมภาษณ์ คุณนิทัศน์ ศรีอุราม หรือที่รู้จักกันในชื่อ ‘คุณโอซัง’ เกษตรกรตัวจริงที่เคยไปแลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านเกษตรกรรมที่ประเทศญี่ปุ่น เผยให้เห็นมุมมองที่น่าสนใจเกี่ยวกับความแตกต่างระหว่างการทำเกษตรในญี่ปุ่นและไทย ซึ่งหลายคนอาจยังไม่เคยรู้มาก่อน คุณโอซัง เล่าให้ฟังว่า จากการที่ได้ไปแลกเปลี่ยนเป็นเกษตรกรในญี่ปุ่นถ้าพูดถึงในมุมของการทำเกษตรในญี่ปุ่นกับไทยนั้น “การผลิตไม่ได้ต่างกันมาก แต่ที่แตกต่างจริงๆ คือการวางแผนและการบริหารจัดการ ยกตัวอย่างในไทยช่วงมีนาคม-เมษายน ทุเรียนจะออกผลผลิต ซึ่งเกษตรกรต้องวางแผนทั้งการปลูกและการขาย ถ้าเป็นคนไทย เราต้องจัดการเองทุกขั้นตอน แต่ที่ญี่ปุ่นจะมีสหกรณ์เกษตรที่ช่วยบริหารจัดการผลผลิตต่อไป และส่วนใหญ่คนไทยมักจะไม่ค่อยจดบันทึกรายละเอียดแบบที่คนญี่ปุ่นทำ” ในบ้านเรา ปัญหาของเกษตรกรมักไม่ได้อยู่ที่การปลูกพืช แต่เป็นเรื่องราคาสินค้าที่ตกต่ำห
ดินลูกรัง จัดเป็นดินที่มีความสมบูรณ์ต่ำ มีส่วนของหน้าดินลึกประมาณ 50 เซนติเมตร เท่านั้น ลึกจากนั้นลงไปจะเป็นชั้นของดินลูกรัง ชั้นกรวด และดินดาน ดินประเภทนี้จะมีความสามารถในการอุ้มน้ำต่ำ เป็นที่สังเกตว่าในสภาพพื้นที่ดินลูกรังจะปลูกไม้ผลให้ประสบความสำเร็จได้ยาก แต่สำหรับพื้นที่ในเขตตำบลวังทับไทร กิ่งอำเภอสากเหล็ก จังหวัดพิจิตร พื้นที่ส่วนใหญ่มีสภาพเป็นดินลูกรัง เกษตรกรส่วนใหญ่ได้ใช้พื้นที่นี้ปลูกมะม่วงเป็นหลัก มีเกษตรกรหลายรายของที่นี่ได้มีการปรับปรุงพื้นที่และใช้เทคโนโลยีจนประสบความสำเร็จในการปลูกมะม่วงได้คุณภาพดี และสามารถส่งออกไปขายยังตลาดต่างประเทศได้ คุณจรัญ อยู่คำ อยู่บ้านเลขที่ 63 หมู่ที่ 1 ตำบลวังทับไทร กิ่งอำเภอสากเหล็ก จังหวัดพิจิตร ปลูกมะม่วงพันธุ์น้ำดอกไม้สีทอง บนเนื้อที่ประมาณ 120 ไร่ บนดินลูกรัง คุณจรัญบอกว่า ในการเตรียมหลุมปลูกมะม่วงจึงมีความจำเป็นจะต้องขุดหลุมขนาดใหญ่กว่าปกติ คือขุดให้มีความกว้าง ยาว และลึก ประมาณ 80 เซนติเมตร โดยขุดดินทั้งหมดมากองไว้บริเวณปากหลุมและคลุกเคล้าด้วยปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอกเก่า ในอัตราหลุมละ 2-3 ปุ้งกี๋ และนำดินผสมเหล่านั้นใส่ลงไปในหลุมแล้วปลูกต้น
