พืชทำเงิน
ถ้าไม่นับประโยชน์จากลำไผ่ที่นำมาใช้สร้างบ้าน เครื่องใช้ไม้สอยแล้ว “ใบ” ก็เป็นอีกส่วนหนึ่งของไผ่ที่สามารถนำมาใช้ทำเป็นชาดื่มได้ แต่ดูเหมือนว่า ชาใบไผ่ ในยุคแรกมักจะดื่มกันอยู่ในวงจำกัด กระทั่งเมื่อมีการศึกษาแล้วพบว่า ในใบชามีสารสำคัญที่เป็นคุณต่อร่างกาย จากนั้นจึงทำให้ผู้คนตื่นตัวหันมาดื่มชาจากใบไผ่กันเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม การทำธุรกิจผลิตชาใบไผ่ที่เหมาะสม สร้างความน่าเชื่อถือนั้น เจ้าของธุรกิจควรรู้จักธรรมชาติของต้นไผ่อย่างลึกซึ้ง หรือถ้าลงมือปลูกด้วยตัวเองได้ยิ่งดี อย่างรายของ คุณกฤษณ หอมคง ได้คลุกคลีกับไผ่มายาวนานนับหลายสิบปี เพราะมีสวนไผ่เป็นของตัวเองจนมองเห็นถึงคุณค่าที่เกิดจากไผ่ นำมาสู่การเป็นเจ้าของธุรกิจชาใบไผ่ แบรนด์ “ภูมิใจ” พร้อมกับต่อยอดใช้เศษวัสดุเหลือทิ้งจากต้นไผ่ทุกชนิดมาสร้างมูลค่าด้วยการผลิตเป็นผงไผ่ปรับสภาพดิน, น้ำหมักจุลินทรีย์ผงไผ่และผงไผ่หมัก แต่ก่อนที่จะไปสัมผัสกับธุรกิจต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากไผ่ ลองไปฟังความเห็น พร้อมมุมมองของมิติไผ่จากชายผู้นี้ก่อน ถึงแม้ คุณกฤษณ จะเป็นคนรุ่นใหม่ แต่เขาก็ไม่ใช่เพิ่งรู้จักกับไผ่ เพราะครอบครัวของเขายึดอาชีพค้าขายไม้ไผ่ส่งให้ชาวประมงใ
มะละกอ สามารถบริโภคได้ทั้งดิบและสุด โดยเฉพาะการบริโภคมาะกอดิบมีปริมาณมากถึง 80,000 ตัน ต่อปี มากกว่าการบริโภคแบบสุก ซึ่งมีปริมาณ 50,000 ตัน ต่อปี สำหรับมะละกอสุกมีความสำคัญต่ออุตสาหกรรมแปรรูปหลายชนิด เช่น บรรจุกระป๋องทำฟรุตสลัดแช่อิ่ม อบแห้ง เป็นต้น โดยผลผลิตมะละกอมากกว่าร้อยละ 90 ใช้บริโภคภายในประเทศ ความต้องการบริโภค มะละกอเพื่อการบริโภคสุกส่วนใหญ่ผู้บริโภคมีความต้องการมะละกอที่มีรสชาติหวาน เนื้อไม่เละ เนื้อสีแดงได้รับความนิยมกว่าเนื้อสีเหลือง สำหรับขนาดผลนั้น มีตั้งแต่ 1 กิโลกรัมขึ้นไป เช่น พันธุ์แขกดำ พันธุ์เรดเลดี้ พันธุ์ฮอลแลนด์ เป็นต้น ส่วนพันธุ์ที่มีน้ำหนักน้อยกว่า 1 กิโลกรัม เช่น พันธุ์ขอนแก่น 80 และพันธุ์ฮาวาย เป็นพันธุ์ที่เกษตรกรปลูกเพื่อส่งตลาดต่างประเทศและตลาดเฉพาะ สำหรับมะละกอเพื่ออุตสาหกรรมการแปรรูปเป็นพันธุ์ที่ใช้สำหรับการบริโภคสุก มีความต้องการเนื้อสีแดงและสีเหลือง น้ำหนักผลมากกว่า 0.8 กิโลกรัมขึ้นไป มีความหนาเนื้อ 2 เซนติเมตรขึ้นไป ซึ่งพันธุ์มะละกอบริโภคสุกและจำหน่ายในตลาดมีเพียงไม่กี่พันธุ์ ได้แก่ พันธุ์แขกดำ และพันธุ์ปลักไม้ลาย ดังนั้น การพัฒนามะละกอพันธุ์ใหม่สำหรับ
สภาพธรรมชาติ ดินในภาคกลางของประเทศไทยเป็นดินเหนียว ธาตุโพแทสเซียม (K) พอเพียงกับความต้องการของต้นข้าว ดังนั้น กรมการข้าว จึงแนะนำให้ใช้ปุ๋ย สูตร 16-20-0 (N-P-K) ถ้าใส่ธาตุโพแทสเซียม (K) ลงไปด้วยจะเป็นการสิ้นเปลืองโดยเปล่าประโยชน์ ส่วนดินในภาคตะวันออกเฉียงเหนือนั้น ส่วนใหญ่เป็นดินร่วนปนทรายถึงดินทราย ดินประเภทนี้จะขาดธาตุโพแทสเซียม (K) ดังนั้น คำแนะนำของกรมการข้าว ให้ใส่ปุ๋ย สูตร 16-16-8 จึงจะได้ผลผลิตดี อย่างไรก็ตาม ในแต่ละปีควรใส่ปุ๋ยอินทรีย์ให้บ้าง เช่น ฟางข้าว เศษไม้ใบหญ้า หรือปุ๋ยมูลสัตว์ เพื่อช่วยให้ดินร่วนซุย และเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ให้ดินในนาอีกทางหนึ่ง มารู้จักกับปุ๋ยกันอีกสักนิด ปุ๋ยเคมีที่มีขายทั่วไป เช่น สูตร 15-15-15 เกษตรกรนิยมเรียกว่า ปุ๋ยสิ้นคิดความจริงแล้ว ปุ๋ยเคมีเป็นปุ๋ยอินทรีย์ ทั้งนี้ ปุ๋ยที่มีธาตุอาหารฟอสฟอรัส (P) และโพแทสเซียม (K) นำขึ้นมาจากใต้พิภพ ส่วนปุ๋ยยูเรีย (N) มีโครงสร้างเหมือนกับน้ำปัสสาวะของมนุษย์ทุกประการ ปุ๋ยยูเรียได้จากผลพลอยได้ของกระบวนการกลั่นน้ำมันปิโตรเลียม ทั้งนี้ ธาตุไนโตรเจน (N) ทำให้ใบเขียว ต้นเติบโตขึ้น ธาตุฟอสฟอรัส (P) บำรุงรากและเร่งการออกดอ
กระบวนการสำคัญที่จำเป็นต้องพัฒนาการเกษตรโดยเน้นที่ปัจจัยการผลิต คือ การปรับปรุงบำรุงดิน และการพัฒนาเทคโนโลยีที่เหมาะสม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการผลิตปุ๋ยชีวภาพใช้เองแทนการใช้ปุ๋ยเคมี เพื่อลดต้นทุนการผลิต และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม จึงจำเป็นต้องประยุกต์ใช้ปุ๋ยชีวภาพในชุมชนตามแนวทางปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ปุ๋ยชีวภาพคือการการที่นำเอาจุลินทรีย์ มาใช้ปรับปรุงดินทางชีวภาพ ทางกายภาพ ทางชีวเคมี และการย่อยอินทรียวัตถุจากพืช จากอินทรีย์ หรือจากอนินทรียวัตถุ ผศ.สมบูรณ์ ประสงค์จันทร์หลักสูตรรายวิชาวิทยาศาสตร์ สาขาศึกษาทั่วไป คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย จึงได้ผลิตปุ๋ยชีวภาพเพื่อนำไปให้ชุมชนพร้อมทั้งแนะนำวิธีการผลิตที่สามารถนำไปใช้กับชุมชนได้จริง ผศ.สมบูรณ์ ประสงค์จันทร์ กล่าวถึงข้อดีของปุ๋ยชีวภาพ ที่สามารถเพิ่มปริมาณธาตุฟอสฟอรัส กลุ่มจุลินทรีย์ที่ช่วยดูดซับธาตุฟอสฟอรัสให้กับพืช จุลินทรีย์กลุ่มนี้ ได้แก่ ไมโคไรซา เป็นจุลินทรีย์ที่พบได้ในพืชไร่ พืชสวน พืชผัก ไม้ดอก และไม้ประดับ ส่วนไม้ยืนต้นพบได้ในไม้ป่า และประเภทไม้สน กลุ่มจุลินทรีย์ที่ช่วยย่อยสลายหินฟอสเฟตให้อยู่ในรูปที่เป็นประ
มะม่วง ชมพู่ และฝรั่ง เป็นไม้ผลเศรษฐกิจที่สำคัญชนิดหนึ่งของไทยซึ่งเป็นที่ต้องการของตลาดทั้งภายในและต่างประเทศ แต่ปัญหาของแมลงวันผลไม้ชนิด Bactrocera dorsalis (Hendel) จัดเป็นแมลงศัตรูที่ทำให้เกิดปัญหาในการส่งออกผลไม้สดของไทย เพราะแมลงศัตรูชนิดนี้ มีพืชอาหารกว้าง สามารถเพิ่มปริมาณและแพร่ขยายพันธุ์ได้อย่างรวดเร็ว ต่อเนื่องตลอดทั้งปี ประเทศคู่ค้าจึงกลัวแมลงวันผลไม้ติดกับผลไม้สดไประบาดภายในประเทศของตัวเอง จึงกำหนดเงื่อนไขการนำเข้า โดยไทยกำจัดแมลงวันผลไม้ตามมาตรการที่แต่ละประเทศกำหนด สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช กรมวิชาการเกษตร ได้ศึกษาวิธีการแช่น้ำร้อนมะม่วงพันธุ์น้ำดอกไม้สำหรับกำจัดแมลงวันผลไม้หลังการเก็บเกี่ยวเพื่อหาอุณหภูมิและระยะเวลาที่เหมาะสมสำหรับกำจัดแมลงวันผลไม้ชนิด B. dorsalis ผลการทดลองพบว่า การนำมะม่วงพันธุ์น้ำดอกไม้แช่น้ำร้อนที่อุณหภูมิ 46 องศาเซลเซียส จนอุณหภูมิภายในผลถึง 46 องศาเซลเซียส นาน 10 นาที สามารถกำจัดแมลงวันผลไม้ระยะไข่และหนอนวัยที่ 1 ซึ่งเป็นระยะที่ทนต่อความร้อนมากที่สุด และไม่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพของมะม่วง ภายหลังการทดลองเสร็จสิ้นกรมวิชาการเกษตรได้เสนอวิธีการแช่น้ำ
ไทยเซ็นทรัล ร่วมกับ ธนาคารกรุงเทพ และสมาคมการค้าธุรกิจปุ๋ยฯ จัดเสวนาออนไลน์ “เกษตรสร้างคุณค่า” The Value Creating Agriculture Project ระดมนักวิชาการและผู้มีประสบการณ์ถ่ายทอดสถานการณ์ปัญหา และแนวทางความเปลี่ยนแปลงสู่อนาคตของภาคเกษตรกรไทย อาชีพด้านเกษตรกรรมถือเป็นอาชีพพื้นฐานของประชากรไทย มีการทำการเกษตรในรูปแบบต่างๆ ทั้งเพื่อการบริโภคในครัวเรือน การค้า รวมไปถึงการนำมาแปรรูปเพื่อให้เกิดผลิตภัณฑ์ใหม่ จนได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติว่า เกษตรกรไทยมีศักยภาพสูงในด้านการผลิตอาหารที่มีคุณภาพ แต่สิ่งที่กำลังท้าทายเกษตรกรไทย ตลอดทั้งผู้เกี่ยวข้องปัญหาด้านการทำเกษตร ทั้งในเรื่องของการขาดแคลนทรัพยากร การขาดแคลนตลาด ตลอดทั้งวิกฤติด้านเศรษฐกิจต่างๆ ไทยเซ็นทรัล ร่วมมือกับ ธนาคารกรุงเทพ และสมาคมการค้าปุ๋ยและธุรกิจการเกษตรแห่งประเทศไทย จัดงานเสวนาในรูปแบบออนไลน์ เพื่อสนับสนุนการแก้ปัญหาของเกษตรกรไทย พร้อมทั้งสนับสนุนให้ไปต่อในตลาดโลก ภายใต้โครงการ Thailand Agricultural Online Forum (Thai Agriculture on the way forward – Economics, Business, Technology and Fresh ideas from the young) ในหัวข้อ ‘เกษ
ร้านกาแฟ Golden Bowl Coffee ตั้งอยู่เลขที่ 102 หมู่ที่ 12 ตำบลสบบง อำเภอภูซาง จังหวัดพะเยา เจ้าของใช้พื้นที่ว่างหลังร้านทำฟาร์มปลูกเมล่อน สายพันธุ์จากประเทศญี่ปุ่น มีพันธุ์อิซิบะโคจิ และนิฮาโรกิ ซึ่งนำเข้าเมล็ดจากฮอกไกโด ประเทศญี่ปุ่น ขายเป็นลูกและชั่งน้ำหนัก…รวมถึงทำเมนูต่างๆ ให้กับลูกค้าในร้าน ยอดสั่งจองออนไลน์มีออเดอร์สั่งเพียบ เมล่อนพันธุ์คิโมจิ คูนามิ และโมมิจิ นั้นได้รับการปรับปรุงสายพันธุ์มาอย่างยาวนานกว่า 3 ชั่วอายุคนในประเทศญี่ปุ่น และปรับปรุงเพื่อให้ปลูกในประเทศไทยมามากกว่า 10 ปี ทำให้เมล่อนญี่ปุ่น คิโมจิ คูนามิ และโมมิจิ สามารถปลูกได้อย่างดีทั่วทุกภูมิภาคของไทย ขั้นตอนในการปลูกเมล่อน การเพาะเมล็ด เพาะในกระบะเพาะ หรือถุงเพาะเมล็ดก่อน ถ้าอยากให้เมล็ดงอกได้ดีและเร็วขึ้น ให้แช่ในน้ำหรือน้ำอุ่น 3-4 ชั่วโมง หุ้มด้วยผ้าเปียกหมาดๆ ต่ออีก 1 คืน แล้วจึงค่อยนำไปเพาะต่อในวัสดุเพาะ การเตรียมแปลงปลูกและย้ายกล้า การปลูกภายนอกโรงเรือน ก่อนอื่นควรมีการเก็บตัวอย่างดินจากแปลงที่จะปลูกไปตรวจเพื่อให้ทราบคุณสมบัติทางกายภาพและทางเคมี (โครงสร้างดิน ความเป็นกรด-ด่าง ความเค็ม และปริมาณธาตุอาหาร
อากาศร้อน และมีฝนตกในบางพื้นที่ระยะนี้ กรมวิชาการเกษตร แนะเกษตรกรผู้ปลูกมะปรางและมะยงชิดให้ระวังโรคแอนแทรกโนส มักพบเชื้อราสาเหตุโรคเข้าทำลายพืชได้ทุกระยะการเจริญเติบโต ใบ พบแผลรูปร่างไม่แน่นอน ขอบแผลชัดเจนสีน้ำตาลเข้ม กลางแผลสีน้ำตาลอ่อน บางใสกว่าเนื้อใบรอบๆ กรณีมีความชื้นสูง แผลจะเพิ่มจำนวนขยายใหญ่อย่างรวดเร็วติดต่อกันทั้งใบ ทำให้ใบบิดเบี้ยว หรือไหม้แห้ง หากรุนแรงถึงระยะออกดอก เชื้อราสาเหตุโรคจะเข้าทำลายช่อดอก โดยเห็นเป็นจุดสีน้ำตาลดำกระจายบนก้านดอก ทำให้ดอกเหี่ยวและหลุดร่วงไม่ติดผล ผลอ่อน จะพบเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลดำและร่วงหล่น เชื้อราสาเหตุโรคจะแฝงอยู่ที่ผลอ่อนโดยไม่แสดงอาการของโรค แต่จะแสดงอาการเมื่อผลแก่ โดยพบจุดแผลสีดำเล็กๆ ต่อมาแผลขยายลุกลามและบริเวณแผลอาจพบรอยแตก ทำให้ผลเน่าในที่สุด เกษตรกรควรหมั่นตรวจแปลงปลูกอย่างสม่ำเสมอ หากพบพืชเริ่มมีอาการของโรค ให้ตัดแต่งกิ่งและเก็บส่วนที่เป็นโรคนำไปทำลายทิ้งนอกแปลงปลูก เพื่อลดปริมาณเชื้อสาเหตุโรค และกำจัดวัชพืชรอบโคนต้น เพื่อลดความชื้นในทรงพุ่ม จากนั้นให้ควบคุมปริมาณธาตุอาหารให้เหมาะสม ไม่ควรใส่ปุ๋ยที่มีค่าไนโตรเจนมากเกินไป ภายหลังเก็บเกี่ยว
“เมื่อก่อน ปู่ย่าตายายเขาเลี้ยงวัว เลี้ยงควาย ในพื้นที่ที่เป็นนาข้าว ถึงฤดูฝนจึงทำนาปลูกข้าว ต้นข้าวเจริญเติบโตดี มีข้าวกิน” “เมื่อโยนเมล็ดถั่ว เมล็ดผักลงในดิน ก็จะงอกขึ้นมาเอง เก็บมากินได้เอร็ดอร่อย ไม่จำเป็นต้องใส่ปุ๋ย ไม่ต้องใส่หรือพ่นสารเคมี” “แต่ระยะหลังนี้ ทำไมต้องมีการสั่งซื้อปุ๋ยเคมี สารเคมีมาจากต่างประเทศ” “หลายคนไม่อยากทำปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก ปุ๋ยพืชสด กลับมาใช้ปุ๋ยเคมี เพราะสะดวก รวดเร็ว หาซื้อได้ง่าย โดยไม่คำนึงถึงต้นทุนการผลิต” นี่คือคำถามที่จะต้องหาคำตอบ จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการรวมกลุ่มวิสาหกิจชุมชนฯ เพื่อแก้ไขปัญหาเพื่อสังคม แก้ปัญหาของดินที่เสื่อมโทรม วิสาหกิจชุมชน กลุ่มเกษตรกรเศรษฐกิจพอเพียงตำบลสันทราย 60 ภายใต้โครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อ ภายใต้ร่มพระบารมี เพื่อการพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืน สำนักงานตั้งอยู่ที่ เลขที่ 41/2 หมู่ที่ 9 ตำบลสันทราย อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ เริ่มรวมตัวกันก่อตั้งเป็นวิสาหกิจชุชนเมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2560 โดยมี คุณนิชกานต์ โตเขียว เกษตรอำเภอสารภี เป็นผู้ลงนามจดทะเบียน สมาชิกเริ่มแรก 18 คน ระดมทุนหุ้นละ 100 บาท และนำเงินสัจจะของหมู่บ้าน คนละ 50 บา
คุณสุทิน ทองเอ็ม เกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ จังหวัดสุโขทัย เลือกทำอาชีพเกษตรกรรม ตามรอยพ่อ แม่และญาติพี่น้องส่วนใหญ่ที่ประกอบอาชีพด้านการเกษตร ประกอบกับเขามีใจรัก อยากปลูกผักปลอดสารพิษไว้บริโภคเอง แบ่งปันให้เพื่อนบ้าน เหลือก็แบ่งจำหน่าย คุณสุทินได้ศึกษากิจกรรมไร่นาสวนผสมด้วยตนเอง โดยในระยะแรกทำในพื้นที่ของครอบครัวเป็นหลัก หลังจากแต่งงาน คุณสุทินได้ลงมือทำเกษตรผสมผสานของตนเองอย่างเต็มที่ โดยนำความรู้จากการศึกษาด้วยตนเองและศึกษาดูงานสวนเกษตรที่ประสบผลสำเร็จเป็นต้นแบบ นำมาปรับใช้ในแปลงเกษตรของตนเอง คุณสุทินเน้นการใช้ประโยชน์พื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ทุกกิจกรรมมีการเกื้อกูลซึ่งกันและกัน สามารถลดต้นทุนการผลิตได้ดี คุณสุทินได้น้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวง รัชกาลที่ 9 มาปรับใช้ในชีวิต เพื่อให้สามารถอยู่รอดได้ในปัจจุบัน ด้วยการ “ปลูกทุกอย่างที่กิน กินทุกอย่างที่ปลูก” เพื่อลดความเสี่ยงและอยู่รอดได้โดยไม่ต้องพึ่งพาใคร ตื่นมาไม่ต้องไปเสียค่าใช้จ่ายนอกบ้าน แต่กลับกันทำให้เขามีรายได้ทุกวันจากผลผลิตที่ปลูกและเลี้ยงไว้ ทั้งผักสดปลอดสารพิษ กบ ปลา ไข่ไก่ ชาวบ้านสามารถมาเดินเก็บ หรือจับขึ้นมาชั่งกิ
