พืชทำเงิน
เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังส่วนหนึ่ง ในพื้นที่อำเภอครบุรี จ.นครราชสีมา หันไปปลูกข้าวไร่แทนการปลูกมันสำปะหลัง หลังช่วงนี้เกิดโรคใบด่างและโรคศัตรูพืชหลายชนิดระบาดในแปลงมันสำปะหลัง ประกอบกับราคาที่ไม่แน่นอน จึงตัดสินใจหันมาปลูกข้าวไว้กินเองภายในครอบครัว เนื่องจากปีนี้เกิดสถานการณ์ภัยแล้งและอุทกภัยในหลายพื้นที่ภาคอีสาน ซึ่งส่งผลกระทบสร้างความเสียหายต่อนาข้าวเป็นบริเวณกว้าง ทำให้มีความกังวลใจว่าราคาข้าวในปีนี้จะสูง จึงปรับแปลงแปลงมันฯ เป็นแปลงข้าว ซึ่งขณะนี้กำลังให้ผลผลิตที่ดีมาก นายสนิท กื๋อกระโทก อายุ 60 ปี เกษตรกรบ้านหนองโค ต.ตะแบกบาน อ.ครบุรี จ.นครราชสีมา หนึ่งในเกษตรกรไม่กี่รายที่ทดลองปลูกข้าวไร่ เพื่อหวังจะนำมาบริโภคในครัวเรือน แทนการซื้อข้าวสารจากตลาดมารับประทาน กล่าวว่า เดิมทีปลูกมันสำปะหลังไว้เต็มพื้นที่กว่า 20 ไร่ แต่มาช่วงหลังมันสำปะหลังมีปัญหาเรื่องของราคาที่ตกต่ำอย่างต่อเนื่อง จึงหันมาปลูกพืชชนิดอื่นเสริม อาทิ ถั่วลิสง และข้าวโพด เป็นต้น และมาในปีนี้ มันสำปะหลังเกิดการระบาดของโรคใบด่างอีก กับเกิดปัญหาภัยแล้งและอุทกภัย ในหลายพื้นที่ภาคอีสาน จึงตัดสินใจแบ่งเนื้อที่ 2 ไร่ มาทดลองปลู
แตงร้าน เป็นพืชที่ส่วนมากจะนำผลมารับประทานสดเป็นส่วนใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นผักเครื่องเคียงที่รับประทานคู่กับน้ำพริก หรือเป็นผักเคียงที่เข้าได้กับอาหารหลากหลายเมนู นอกจากนี้ ยังมีการนำมาแปรรูปในรูปแบบการดอง ตลอดไปจนถึงนำมาเป็นส่วนผสมในผลิตภัณฑ์เสริมความงามได้อีกด้วย จากความต้องการของผู้บริโภคที่ยังนิยมรับประทานอยู่นั้น จึงทำให้ผลผลิตเป็นที่ต้องการของตลาด ซึ่งทำให้ คุณเอกนรินทร์ คงแท่น อยู่บ้านเลขที่ 143 หมู่ที่ 6 ตำบลแม่รำพึง อำเภอบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ มองเห็นถึงโอกาสของพืชชนิดนี้ เพราะเป็นพืชล้มลุกออกผลผลิตไว สามารถเก็บผลผลิตได้เร็วตามไปด้วย เกษตรกรผู้ปลูกจึงมีรายได้ทันใช้จ่าย ไม่ต้องรอผลผลิตนานเป็นแรมปีเหมือนพืชชนิดอื่นๆ อีกด้วย ปรับเปลี่ยนสวนยางพารา มาปลูกพืชล้มลุก คุณเอกนรินทร์ เล่าให้ฟังว่า สมัยก่อนทำงานอยู่ที่บริษัทเอกชนเกี่ยวกับทางด้านช่าง ต่อมามีเหตุให้ต้องกลับมาอยู่บ้านเกิดที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โดยในช่วงนั้นก็ได้มีสวนยางพาราเป็นสิ่งที่ครอบครัวทำเป็นอาชีพกันมาอย่างยาวนาน เมื่อประสบปัญหาเกี่ยวกับเรื่องของราคา เขาถึงได้คิดปลูกพืชที่มีอายุสั้นมาปลูก เพื่อเพิ่มรายได้ให้มีทัน
ช่วงก่อนเข้าฤดูฝนเล็กน้อย ยาวนานต่อเนื่องไปตลอดฤดูฝน จนปิดท้ายฤดูฝนที่ประมาณเดือนกันยายนหรือตุลาคม เป็นช่วงที่เม็ดเงินแพร่สะพัด กระจายรายได้เข้าสู่แหล่งผลิตกล้าไม้ทั่วประเทศ ทั้งแหล่งเล็กแหล่งใหญ่ แจกฟรี หรือ ซื้อขาย ก็นับเป็นวงจรการผลิตกล้าไม้ที่สร้างรายได้ให้กับชุมชนอย่างทั่วถึง ที่กล่าวรวมถึงแหล่งแจกกล้าไม้ฟรี และอยู่ในวงจรการผลิตกล้าไม้ที่สร้างรายได้ให้กับชุมชน ส่วนหนึ่งก็เนื่องจากหน่วยงานที่รับผิดชอบด้านการแจกกล้าไม้ฟรี มีบุคลากรสำหรับเพาะพันธุ์กล้าไม้ไม่เพียงพอ ทำให้ต้องซื้อหรือสั่งทำจากเกษตรกรภายนอกหน่วยงาน เพื่อให้มีจำนวนกล้าไม้ตามงบประมาณที่รัฐสนับสนุนสำหรับแจกจ่ายให้กับผู้สนใจหรือเกษตรกรตามปีงบประมาณนั้นๆ กล้าไม้เศรษฐกิจทั่วไป อาจจะหาได้ไม่ยากนัก แต่สำหรับกล้าไม้ป่า แม้จะมีแหล่งแจกกล้าไม้ฟรีของหน่วยงานภาครัฐก็ตาม แต่ความต้องการในเนื้อไม้ไม่เคยลดลง ทำให้กล้าไม้ป่าเป็นที่ต้องการของตลาดอย่างต่อเนื่อง เพราะแหล่งแจกกล้าไม้ฟรีมีจำนวนกล้าไม้ที่จำกัด และมีจำนวนชนิดไม่มากพอ หากผู้สนใจต้องการกล้าไม้ในชนิดที่มากกว่านั้น แหล่งเพาะกล้าไม้จะรองรับได้ดีกว่า ดินทอง วังทอง ทองสมชื่อ กล้าไม้หล
อย่างที่ทราบกันอยู่ว่า ในอนาคตสังคมไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ โดยมีการคำนวณจากสำนักงานสถิติแห่งชาติว่าจำนวนผู้สูงอายุของไทยจะมีมากกว่า 10 เปอร์เซ็นต์ ของประชากรทั้งหมด ซึ่งผู้สูงอายุไม่น้อยกลัวว่าเมื่อเข้าสู่วัยเกษียณ จะส่งผลให้เป็นภาระของลูกหลาน จึงทำให้ผู้สูงอายุไม่น้อยได้หากิจกรรมยามว่างทำ ดร. ชวัลวิทย์ แจ่มขำ ซึ่งงานทางการเกษตรถ้าหากทำในช่วงที่เกษียณแล้ว พืชบางชนิดอาจจะเจริญเติบโตให้ผลผลิตได้ไม่ทัน อาจต้องมีการเตรียมความพร้อมก่อนที่จะเข้าสู่วัยเกษียณ เพื่อเป็นอาชีพรองรับเมื่อต้องเกษียณจากงานอย่างเต็มตัว เมื่อออกจากงาน พืชที่ปลูกสามารถให้ผลผลิตได้ทันที จึงเป็นเสมือนกิจกรรมยามว่างที่สร้างเงินและความสุขไปพร้อมกัน ดร. ชวัลวิทย์ แจ่มขำ อยู่บ้าน เลขที่ 289 หมู่ที่ 10 ตำบลผ่านศึก อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว เป็นผู้ที่ได้เริ่มทำการเกษตร คือ สวนมะพร้าวน้ำหอม โดยเตรียมความพร้อมก่อนที่จะเกษียณอายุราชการจะมาถึง ได้ปลูกและหาแหล่งพันธุ์เรื่อยๆ จนเมื่อเกษียณเต็มตัว ทำให้ ดร. ชวัลวิทย์ มีผลผลิตอย่างมะพร้าวน้ำหอมพร้อมจำหน่าย เกิดรายได้แม้ไม่ได้ทำงานประจำ ทำสวนมะพร้าวรอไว้ ก่อนเกษียณอายุง
นักวิจัยของสถาบันวิจัยเกษตรวิศวกรรม กรมวิชาการเกษตร คุณวิชัย โอภานุกุล วิศวกรการเกษตร ได้พัฒนารถยกสูงทำรุ่นมันสำปะหลัง สามารถกำจัดวัชพืช+ใส่ปุ๋ย+กลบดิน ในขั้นตอนเดียวกัน มีจุดเด่นดังนี้ ประหยัดเงินค่าทำรุ่น 30% ไม่ใช้ยาฆ่าหญ้า 3. ไม่สูญเสียปุ๋ย ท้องรถสูง 120 เซนติเมตร ใช้กับมันอายุ 1-3 เดือน 5. ล้อปรับความกว้าง ตามร่องมันได้ทุกระยะปลูก สร้างและซ่อมแซมง่ายในอู่ท้องถิ่น ปี 2561 ประเทศไทยมีเกษตรกรกว่า 5.2 แสนครัวเรือน ปลูกมันสำปะหลัง 8.6 ล้านไร่ ได้ผลผลิต 29.3 ล้านตัน และเป็นผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังอันดับ 1 ของโลก มีมูลค่ากว่า 1 แสนล้านบาท การปลูกมันมีความจำเป็นต้องกำจัดวัชพืชและใส่ปุ๋ย เพื่อให้ได้ผลผลิตคุ้มค่าต่อการลงทุน ซึ่งเกษตรกรส่วนใหญ่นิยมใช้ยาฆ่าหญ้า (พาราควอต, ไกลโฟเสต) เพราะมีต้นทุนต่ำ แต่เนื่องจากภาครัฐมีนโยบายยกเลิกการใช้ นักวิจัยของสถาบันวิจัยเกษตรวิศวกรรมจึงพัฒนาเครื่องจักรกลแบบใหม่ใช้ทดแทน เมื่อเทียบวิธีฉีดยาฆ่าหญ้าแล้วใส่ปุ๋ยแบบชาวไร่ปฏิบัติมีค่าใช้จ่าย 1,400 บาท ต่อไร่ หากใช้รถยกสูงเหลือเพียง 950 บาท ต่อไร่ ลดลง 30% ได้ต้นแบบในปี 2562 มีคุณลักษณะดังนี้ 1. ท้องรถสูงจาก
การทำการเกษตรเชิงเดี่ยว จะมีความเสี่ยงสูง โดยเฉพาะความเสี่ยงทางด้านการตลาด เพราะหากราคาตกต่ำ เกษตรกรต้องประสบกับการขาดทุน ไม่มีรายได้จากกิจกรรมอื่นมาชดเชย ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจน ณ เวลานี้ ได้แก่อ้อย ตันละ 400-500 บาท ยางพารา 4-5 กิโลกรัม ต่อ 100 บาท เป็นต้น แต่หากทำการเกษตรหลายอย่าง โดยเลือกผลิตพืชหลายชนิด ที่ตลาดต้องการ บางชนิดอาจราคาตกต่ำไม่เป็นไร แต่ยังได้ราคาดีจากสินค้าตัวอื่นอีกหลายตัว ดังนั้น การผลิตพืชหลากหลายจึงเป็นแนวทางหนึ่งที่ทำให้เกษตรกรอยู่ได้อย่างสบาย อย่างเช่น คุณเนรมิตร-คุณอดุลย์ พิทักษ์พงษ์ สองสามีภรรยา อยู่ที่บ้านเลขที่ 54 หมู่ที่ 7 บ้านโคกนกพัฒนา ตำบลบุญทัน อำเภอสุวรรณคูหา จังหวัดหนองบัวลำภู โทร. 063-021-9508, 093-397-1493 บริเวณดังกล่าวชาวบ้านเรียกว่า ภูซางใหญ่ เป็นภูเขารอยต่อ 3 จังหวัด อันได้แก่ หนองบัวลำภู อุดรธานี และ เลย ทั้งสองคนร่วมให้ข้อมูลว่า ได้ทำการเกษตรหลายอย่าง ดังนี้ สะตอ 30 ต้น อายุ 7-8 ปี พันธุ์ที่ปลูกคือ สะตอดาน (กลิ่นฉุน ฝักโต) ที่ปักษ์ใต้ส่วนใหญ่จะประมาณ 8-10 เมล็ด ต่อฝัก แต่ที่นี่ฝักยาวมาก คือ 10-18 เมล็ด ต่อฝัก สดกว่า อร่อยกว่า และที่สำคัญผลิตแ
เรียน คุณหมอเกษตร ทองกวาว ที่นับถือ ผมดูข่าวในสื่อบางสื่อ พบว่าเกษตรกรบางท่านบอกว่า การขยายพันธุ์มะนาวด้วยวิธีควบแน่นนั้น หมายความว่าอย่างไร ผมเข้าใจว่าเป็นวิธีขยายพันธุ์ด้วยวิธีการปักชำใช่หรือไม่ โดยในข่าวบอกว่าทำได้ง่าย และได้ผลดีเทียบเท่ากับวิธีตอนกิ่ง ผมจึงอยากทราบว่า วิธีดังกล่าวที่เล่ามานี้ เกษตรกรมีเทคนิคอื่นๆ เข้าช่วยอย่างไร ขอคำอธิบายด้วยครับ ขอแสดงความนับถือ สุพจน์ ทองดำรงค์ นนทบุรี ตอบ คุณสุพจน์ ทองดำรงค์ ก่อนอื่น ผมขออธิบายถึงเรื่องการขยายพันธุ์พืช เพื่อเป็นการปูพื้นให้เข้าใจ การขยายพันธุ์พืช จำแนกได้ 2 ประเภท คือ การขยายพันธุ์โดยอาศัยเพศ (Sexual propagation) คือการใช้เมล็ดที่เกิดจากการผสมเกสร ระหว่างเกสรเพศผู้และเพศเมีย วิธีนี้ลูกที่ได้จะมีการกระจายทางพันธุกรรม ตามกฎของเมนเดลที่เหมือนพ่อ อยู่ระหว่าง หรือดีกว่าพ่อแม่ และเหมือนแม่ ในอัตรา 1 : 3 : 1 จึงเหมาะกับการปรับปรุงพันธุ์ และการขยายพันธุ์โดยไม่อาศัยเพศ (Asexual Propagation) คือใช้กิ่ง ใบ ตา และยอด เช่น วิธีการตอนกิ่ง ปักชำกิ่ง ทาบกิ่ง เสียบยอด และการปั่นตา (Tissue Cultus) ข้อดีของการขยายพันธุ์ประเภทนี้ ต้นที่ได้จะเหมือน
พะเยา ถือเป็นแหล่งปลูกข้าวหอมมะลิที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย เพราะชาวนาจังหวัดพะเยาปลูกข้าวหอมมะลิในดินที่เกิดจากตะกอนลำน้ำ ที่ถูกพัดพามาจากน้ำแม่อิง มีส่วนประกอบจากหินภูเขาไฟและหินตะกอนชนิดต่างๆ พบบริเวณพื้นที่ราบหรือค่อนข้างราบระหว่างหุบเขา ซึ่งเหมาะแก่การปลูกข้าวหอมมะลิ ทำให้ข้าวหอมมะลิพะเยามีความหอมที่โดดเด่น และเป็นสินค้าที่มีอัตลักษณ์พื้นถิ่นที่ไม่เหมือนใคร ดังนั้น ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงเกิดแนวคิดขับเคลื่อนการผลิตและการตลาดสินค้าข้าว ภายใต้ชื่อ “พะเยาโมเดล” โดยจับมือกับ สหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า ธ.ก.ส. จังหวัดพะเยา และ บริษัท ข้าว ซี.พี. จำกัด ลงนามบันทึกข้อตกลงการซื้อขายข้าวหอมมะลิ ความชื้น 15% ในราคา 18,000 บาท ต่อตัน ซึ่งสูงกว่าราคาประกันข้าวหอมมะลิของรัฐบาลที่ประกาศไว้ ในปี พ.ศ. 2562 ถึง 3,000 บาท ต่อตัน โดย บริษัท ข้าว ซี.พี. จำกัด เริ่มรับซื้อผลผลิตในเดือนพฤศจิกายน 2562 เป็นต้นไป “ข้าวฮักพะเยา” คุณสุเมธ เหล่าโมราพร ประธานคณะผู้บริหาร กลุ่มธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ รับผิดชอบธุรกิจข้าวและอาหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ข้าว
ทุเรียน ราชาแห่งผลไม้ มีถิ่นกำเนิดในสุมาตรา หรือบอร์เนียว มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า ดูริโอ ไซเบทินัส เมอร์ (Durio zibethinus Murr.) เชื่อว่ามีการปลูกในประเทศไทยตั้งแต่สมัยอยุธยา และหากจะนับกันจริงๆ แล้ว ทุเรียนมีมากกว่า 600 สายพันธุ์ แต่ในปัจจุบันสูญพันธุ์ไปแล้วเป็นจำนวนมาก ส่วนพันธุ์ที่เหลือก็หายากเต็มที คุณขจร พฤฒิสุขนิรันดร์ (เฮียย้ง) เจ้าของสวนทุเรียน สวนบ้านเรา อยู่บ้านเลขที่ 324 หมู่ที่ 8 ตำบลกระแสบน อำเภอแกลง จังหวัดระยอง ถือเป็นเกษตรกรผู้ปลูกทุเรียนในเจเนอเรชั่นที่ 2 สืบทอดต่อจากรุ่นพ่อ ปลูกทั้งเพื่อการค้า และเพื่ออนุรักษ์พันธุ์ไว้ไม่ให้สูญหาย เฮียย้ง เล่าว่า สืบเนื่องมาจาก เมื่อ 18 ปีก่อน ทุเรียนถือว่าราคาตกมาก เหลือเพียงกิโลกรัมละไม่กี่บาท เกษตรกรจึงโค่นทุเรียนทิ้ง แล้วมาปลูกยางพารา เพราะตอนนั้นยางพาราคือพืชเศรษฐกิจที่กำลังมาแรง ส่งผลให้ทุเรียนพันธุ์พื้นเมืองและพันธุ์หายากบางพันธุ์ถูกโค่นทิ้งมาตั้งแต่ตอนนั้น จึงมานั่งคิดว่า จะทำอย่างไร ที่จะอนุรักษ์สายพันธุ์ทุเรียนไว้ให้ลูกหลานต่อไป ปัจจุบัน เฮียย้ง ปลูกทุเรียนบนพื้นที่กว่า 100 ไร่ ใช้เวลากว่า 2 ปี เพื่อรวบรวมสายพันธุ์ทุเรียนมา
คำถามเกี่ยวกับกับข้าวไทยเก่าแก่ที่มักถามกันบ่อยๆ คือ วิถีคนไทยโบราณแต่ก่อนเขากินอะไรกันเป็นสำรับกับข้าวหลัก นอกจากน้ำพริก ผักต้ม ผักสด ปลาย่าง ปลาร้า ฯลฯ ที่เป็นเครื่องจิ้มและของแห้ง ซึ่งถ้าประมวลเอาจากหลักฐานหลายๆ อย่างแล้ว ผมคิดว่าคำตอบน่าจะคือแกงเลียง หรือที่เรียกกันตามถิ่นมาแต่ก่อนว่า “เลียง” ซึ่งเป็นกับข้าวง่ายๆ ที่มีร่องรอยในประวัติศาสตร์มายาวนาน แถมมีพัฒนาการคลี่คลายมาอีกหลายระลอก จนมามีหน้าตาต่างๆ กันไปตามแต่พื้นเพบ้านใครบ้านมันจนปัจจุบันนี้ ผมเลยคิดว่าจะลองคุยเรื่องแกงเลียงเท่าที่รู้ดูสักหน่อย เผื่อใครจะช่วยต่อยอดความรู้เรื่องนี้ออกไปได้อีกน่ะครับ ถ้าเราดูจากอุปกรณ์ครัวโบราณ คนไทยก็มีครกดินเผาจากเตาเผาแถบสิงห์บุรี ปทุมธานี หรือสุโขทัย ใช้มาตั้งแต่ราวพุทธศตวรรษที่ 19 แล้ว ครกเล็กๆ แบบนี้ย่อมจะพอใช้โขลกพริกไทย (ก่อนที่พริกขี้หนูจะเข้ามาทีหลังในราวพุทธศตวรรษที่ 22) หัวหอม กระเทียม ทั้งเพื่อปรุงเป็นน้ำพริก แล้วก็คงละลายน้ำตั้งหม้อ ใส่ผัก กินเป็นแกงซดน้ำง่ายๆ คู่สำรับมานานแล้ว มีหลักฐานคำร้องเล่นเพลงจ้ำจี้ดอกเข็ม ตอนหนึ่งร้องว่า “…เป็นครกเป็นสาก ให้แม่ยายตำข้าว เป็นน้ำเต้า ให
