พืชทำเงิน
ข้าวลืมผัว เป็นข้าวเหนียวดำนาปี ที่มีลักษณะเด่นเป็นเอกลักษณ์ เมื่อนำไปหุงสุกเมล็ดข้าวมีกลิ่นหอม ผิวมัน นุ่มเหนียว มีคุณค่าทางโภชนาการสูง สามารถทำอาหารได้หลากหลายรูปแบบทั้งข้าวผัด เมนูอาหารญี่ปุ่นจำพวกซูชิ ขนมปัง และเมนูขนมหวานอื่นๆ ที่มาของชื่อ “ ข้าวลืมผัว ” คำว่า “ ข้าวลืมผัว” ที่สะดุดหูนี้มีที่มาจากเรื่องเล่าของชาวม้งที่ว่า ภรรยาหุงข้าวเหนียวลืมผัวไว้รอสามี แต่ด้วยความอร่อยและหอมของข้าว ทำให้เธอกินจนหมดโดยไม่รู้ตัวนั่นเอง ลักษณะประจำพันธุ์ ข้าวเหนียวลืมผัว ( Leum Pua)เหมาะสำหรับปลูกในสภาพไร่ที่มีความอุดมสมบูรณ์ของดินดี ที่ระดับความสูงประมาณ 400-800 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง ลักษณะประจำพันธุ์เป็นข้าวเหนียว สูงประมาณ 151 เซนติเมตร ไวต่อช่วงแสง อายุเบา เก็บเกี่ยวประมาณกลางเดือนตุลาคม ทรงกอตั้ง ต้นแข็ง ไม่ล้มง่าย ปล้องสีเหลืองอ่อน กาบใบและใบสีเขียว ลิ้นใบสีน้ำตาลอ่อน หูใบสีเหลืองน้ำตาล ใบธงหักลง คอรวงยาว รวงค่อนข้างแน่น กลีบดอกระยะออกรวง 50 % มีสีเขียวอ่อน เมื่อระยะน้ำนมกลีบดอกจะเปลี่ยนเป็นแถบสีม่วงบนพื้นสีเขียวอ่อน เมื่อเข้าสู่ระยะแป้งแข็งสีกลีบดอกจะเปลี่ยนเป็น
“แรกๆ ใครก็หาว่าบ้า มีที่ดินดีๆ เอามาปลูกสวนป่า ปลูกไปเมื่อไร จะโต เชื่อสิยังไงก็ไปไม่รอด” คำพูดเหล่านี้หญิงแกร่งคนนี้ ไม่เคยลืม แต่ ณ ปัจจุบัน คำพูดสบประมาทเหล่านี้ ได้ถูกพิสูจน์แล้วว่าไม่เป็นความจริง หากคนเรามุ่งมั่น และมีแบบแผน อย่างไรแล้วความสำเร็จก็อยู่ไม่ไกล คุณธวัลรัตน์ คำกลาง เกษตรกรดีเด่น ปี 2561 อยู่บ้านเลขที่ 91/1 หมู่ที่ 6 ตำบลวังกะทะ อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา หญิงผู้รักต้นไม้ รักป่า ชอบสีเขียวเป็นชีวิตจิตใจ เล่าถึงความเป็นมาของสวนป่าว่า แรกเริ่มพื้นที่ตรงนี้พ่อกับแม่อพยพมาจากอำเภอสูงเนิน แล้วมาได้งานเฝ้าสวนที่ตำบลวังกะทะ แต่เวลาผ่านไปเจ้าของที่จะย้ายบ้านไปอยู่ที่อื่นจึงเอ่ยปากขายที่ให้กับพ่อแม่ของตน พ่อกับแม่จึงตกลงซื้อ แต่ตอนนั้นซื้อแบบเงินผ่อน โดยมีพ่อแม่และพี่น้องช่วยกันผ่อน ที่ดินจำนวน 100 ไร่ และเมื่อตนมีครอบครัวพ่อแม่ก็แบ่งสันปันส่วนที่ให้กับเราและพี่น้องอีก 6 คน คุณธวัลรัตน์ ได้รับส่วนแบ่งที่ดินมา 24 ไร่ เพื่อนำมาปลูกป่าที่ตนเองรักและสร้างครอบครัวต่อไป แรกเริ่มปลูกสวนป่า เพราะความชอบไม่ได้คิดอะไร คุณธวัลรัตน์ เป็นคนชอบป่า ชอบสีเขียว ชอบความสงบของป่า อยู่แล้วตั้
ในฐานะสื่อกลางด้านการเกษตรอันดับหนึ่งของประเทศ “เทคโนโลยีชาวบ้าน” ไม่เคยหยุดนิ่งที่จะเฟ้นหาองค์ความรู้และนวัตกรรมใหม่ๆ มานำเสนอให้แก่พี่น้องเกษตรกรมาตลอด 30 กว่าปี สำหรับปีนี้ เราได้รวบรวมข้อมูลจากการติดตามความเคลื่อนไหวในแวดวงเกษตรกรรมทั่วไทย พร้อมวิเคราะห์จาก “ยอดความสนใจของผู้อ่าน” จนสามารถคัดสรร “อันดับพืชมูลค่าสูงมาแรงประจำปี 2025” ที่ไม่ใช่แค่กระแสชั่วคราว แต่คือโอกาสทางธุรกิจที่จะเติบโตต่อเนื่องไปจนถึงปี 2026 ที่เราคัดมาให้เน้นๆ ได้แก่ วานิลลา โกโก้ กาแฟ อะวาคาโด และกลุ่มอาการซูเปอร์ฟู้ดอย่างไข่ผำ เนื่องจากพฤติกรรมผู้บริโภคในปัจจุบันไม่ได้มองหาแค่ปริมาณหรือหน้าตาของอาหารอีกต่อไป แต่หันมาใส่ใจถึงแหล่งที่มาและคุณภาพ ที่กินต้องดีต่อสุขภาพ ส่งผลให้วัตถุดิบจากธรรมชาติ 100 เปอร์เซ็นต์ ที่ปราศจากสารสังเคราะห์และกลิ่นปรุงแต่งกลายเป็นที่ต้องการสูงสุด ยิ่งไปกว่านั้น กระบวนการผลิตแบบอินทรีย์ ได้ขยับฐานะจาก “ทางเลือก” มาเป็น “มาตรฐานใหม่” ที่ผู้บริโภคยุคใหม่ให้ความไว้วางใจ พืชที่เทคโนโลยีชาวบ้านรวบรวมมาให้ในครั้งนี้ จึงเป็นกลุ่มสินค้าที่ตอบโจทย์เทรนด์โลกอย่างแม่นยำ เป็นการผสมผสานระหว่าง “วิ
วิสาหกิจชุมชนข้าวอินทรีย์บ้านสวายสอ จังหวัดบุรีรัมย์ นับเป็นโมเดลธุรกิจต้นแบบการทำเกษตรอินทรีย์แบบครบวงจรที่ประสบความสำเร็จในด้านการพัฒนาแบรนด์สินค้า เชื่อมโยงกับท่องเที่ยวชุมชน กลายเป็นโมเดลธุรกิจที่ผสานมิติเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมได้อย่างยั่งยืน วิสาหกิจชุมชนข้าวอินทรีย์บ้านสวายสอ จังหวัดบุรีรัมย์ เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2557 มีพื้นที่ปลูกข้าวอินทรีย์รวม 419 ไร่ เกษตรกรผู้ปลูก 40 ราย ผ่านการรับรองมาตรฐาน Organic Thailand โดยปลูกข้าวอินทรีย์หลายสายพันธุ์ ได้แก่ ข้าวพันธุ์ขาวดอกมะลิ 105 ข้าวมะลินิลสุรินทร์ ข้าวมะลินิล (ทับทิมชุมแพ) และข้าวหอมมะลิแดง (โกเมน) ซึ่งจุดเด่น ของ พื้นที่แห่งนี้คือ การนำแนวคิดเกษตรยั่งยืนมาปรับใช้ในกระบวนการผลิตอย่างจริงจัง ทั้งการใช้ปุ๋ยหมักและพืชบำรุงดิน ตลอดจนการใช้สารชีวภัณฑ์ในการควบคุมศัตรูพืชแทนสารเคมี เพื่อสร้างระบบเกษตรที่ปลอดภัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สถานการณ์การผลิตข้าวอินทรีย์ ปีเพาะปลูก 2568/69 เกษตรกรทำการเพาะปลูกปีละ 1 รอบการผลิต &
ทุกเรื่องราวความสำเร็จ มักซ่อนจุดเริ่มต้นที่คนอื่นมองไม่เห็น อย่างเช่น คุณต้อม-ภานุพงษ์ คำกวีปราชญ์ ชายหนุ่มที่เคยมีอาชีพเป็นวิศวกรด้านคอมพิวเตอร์ ต้องผันตัวสู่การมาเป็นเกษตรกรอย่างตั้งใจ จากจุดหักเหที่หารายได้เสริมระหว่างทำงานประจำต้องล้มเหลว ทำให้คุณต้อมสนใจทำเกษตรยุคใหม่ โดยนำนวัตกรรมและการจัดการพื้นที่อย่างเป็นระบบเข้ามาใช้ เพื่อให้พื้นที่ 6 ไร่ สามารถมีมูลค่าและสร้างรายได้ตลอดทั้งปี หวังแค่เพียง “ปลูกไว้กิน” สู่โอกาสเปลี่ยนชีวิต!!! คุณต้อม เล่าให้ฟังว่า จากเดิมที่เคยทำอาชีพเป็นวิศกรมานั้น ในช่วงนั้นได้ทดลองทำอาชีพเสริมหลายอย่าง เพราะช่วงที่ทำงานประจำประสบปัญหาในเรื่องของรายได้ไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่าย ทำให้คุณต้อมทำอาชีพเสริมมาเรื่อยๆ ตั้งแต่การขายของตลาดนัด เปิดร้านขายอะไหล่แต่งรถ เรียกได้ว่าเจ๊งจนถึงที่สุด ส่งผลให้ได้มาทดลองทำเกษตรตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง จึงเป็นจุดเริ่มต้นให้ได้เริ่มมาปลูกพืชไว้กินเองและถือเป็นจุดเปลี่ยนของชีวิตด้วยเช่นกัน “พอได้รับความล้มเหลวจนถึงที่สุดแล้ว ผมก็ได้กลับมาบ้านมาทดลองปลูกพืชผัก เน้นเพียงแต่ปลูกกินเท่านั้นยังไม่ได้เน้นขาย เ
สังคมไทยกำลังเผชิญกับปัญหาหนี้สินครูอย่างแพร่หลาย แต่มีเรื่องราวของครูเกษียณรายหนึ่งที่ใช้ชีวิตหลังเกษียณได้อย่างมีความสุข น่าชื่นชม และควรยกย่อง เพราะไม่ต้องกังวลกับปัญหาหนี้สิน ไม่ต้องวิ่งหางาน หรือวิตกกับค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือน ซึ่งครูเกษียณรายนี้คือ นายเอกรัตน์ แทนฉิมพลี อายุ 61 ปี อดีตข้าราชการครู กศน. ที่เลือกกลับไปใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายในบ้านเกิด ที่บ้านกระเซาะราก หมู่ 7 ต.บ่อปลาทอง อ.ปักธงชัย จ.นครราชสีมา ทำการเกษตรและสร้างอาชีพที่มั่นคงจากสิ่งที่ตนเองรัก โดยนายเอกรัตน์เล่าว่า ช่วงก่อนเกษียณประมาณ 3 ปี ตนเริ่มคิดว่าจะใช้ชีวิตหลังเกษียณอย่างไร เพราะถ้ารอให้เกษียณแล้วค่อยเริ่มทำ แรงกายก็อาจไม่ไหว จึงเริ่มมองหาพืชที่ปลูกครั้งเดียวแต่ให้ผลผลิตระยะยาว จึงศึกษาเรื่องมะพร้าวน้ำหอม พบว่า ปลูกครั้งเดียวแต่เก็บเกี่ยวได้นานถึง 30-40 ปี จึงเริ่มปลูกบนที่ดินของตนเองประมาณ 3 ไร่ จำนวน 150 ต้น ตั้งใจไว้ว่า พอถึงปีที่ 3-4 หลังเกษียณก็จะเริ่มมีรายได้จากผลผลิต ซึ่งมะพร้าวน้ำหอมดูแลง่าย ไม่ต้องใช้แรงมาก แค่รดน้ำกับใส่ปุ๋ยอินทรีย์ปีละ 2 ครั้ง เหมาะกับคนสูงอายุอย่างตน จากนั้น ก็ค่อยๆ ขยายเพิ่มขึ้น ต
คุณประเสริฐ บางแดง เจ้าของสวนเมล่อน “น้ำเพชรฟาร์มเมล่อน” อยู่บ้านเลขที่ 3/3 หมู่ที่ 7 ตำบลเนินปอ อำเภอสามง่าม จังหวัดพิจิตร โทร. 089-641-5176, 061-469-8262 จากมนุษย์เงินเดือนหันมาปลูกเมล่อนในโรงเรือน ปลูกแบบลงดิน สามารถสร้างรายได้จากเมล่อน 30,000-40,000 บาทต่อรุ่น ทีเดียว คุณประเสริฐ เล่าย้อนกลับไปว่า ก่อนหน้าที่จะมาปลูกเมล่อน ตนเองก็อาจจะเหมือนท่านอื่นๆ ที่ทำงานเป็นมนุษย์เงินเดือน ทำงานเป็นผู้จัดการปั๊มน้ำมันแห่งหนึ่งมานานพอสมควร ไม่ได้มีความรู้เรื่องการเกษตรเลย หลังจากอิ่มตัวก็ออกจากงานแล้วไปเปิดเช่าแผงผลไม้ที่ตลาดไท เพราะมีน้องที่รู้จักกันชักชวน ก็เอาแคนตาลูปมาขายที่แผง ขายดีมาก แต่แคนตาลูปมักจะไม่พอขาย ขาดตลาดอยู่บ่อยๆ ตอนสินค้าขาดตลาดก็ต้องวิ่งซื้อหา ทำให้ราคาขึ้นลงไม่แน่นอน ทำให้นำมาขายต่อได้ลำบาก ไม่เหมือนพ่อค้าแผงอื่นๆ ที่จะมีลูกไร่ปลูกส่งเข้ามาที่แผง มีการรับซื้อแคนตาลูปจากลูกไร่ในราคาที่แน่นอน ทำให้นำมาขายต่อที่แผงราคาค่อนข้างนิ่งกว่าเราที่ต้องวิ่งออกหาซื้อจากชาวสวน หรือช่วงที่แคนตาลูปจากลูกไร่ขาดช่วงก็หาของมาขายได้ยากมาก จึงมองเห็นว่าผลไม้อย่างแคนตาลูป ยังมีความต้องการอีกมาก
ปัจจุบัน ความต้องการใช้พืชสมุนไพรไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งใช้ประกอบอาหาร เป็นวัตถุดิบสำหรับแปรรูปผลิตภัณฑ์บำรุงดูแลสุขภาพ และเป็นผลิตภัณฑ์เวชสำอาง พืชสมุนไพรกลายเป็นพืชทำเงินที่ช่วยสร้างอาชีพและรายได้ให้เกษตรกรได้อย่างดี บ้านห้วยร่องคำ หมู่ที่ 10 ตำบลกุดปลาดุก อำเภอเมืองอำนาจเจริญ จังหวัดอำนาจเจริญ เป็นกลุ่มวิสาหกิจ “ต้นแบบการผลิตสมุนไพร” ที่มีศักยภาพในพื้นที่ มีระบบบริหารจัดการแปลงที่ดี มีการวางแผนด้านการผลิตเพื่อเป็นไปตามความต้องการของตลาด รวมถึงการพัฒนาสินค้าและผลิตภัณฑ์จากวัสดุเหลือใช้จากสมุนไพร วิสาหกิจชุมชนกลุ่มเศรษฐกิจชุมชนบ้านห้วยร่องคำ เริ่มดำเนินการเมื่อปี 2559 โดยมี นางละอองฉัตร คูตะพันธุ์ เป็นประธานกลุ่ม ซึ่งกลุ่มวิสาหกิจเกิดจากการรวมตัวของเกษตรกรผู้ปลูกสมุนไพรในพื้นที่ มีสมาชิกเกษตรกรและเครือข่ายรวม 55 ราย พื้นที่ปลูกรวม 105 ไร่ เนื้อที่ปลูกเฉลี่ย 1.9 ไร่ต่อครัวเรือน โดยมีรายได้จากการปลูกสมุนไพรหมุนเวียนอยู่ที่เดือนละ 120,000 บาท คิดเป็นรายได้รวมทั้งปีประมาณ 1,440,000 บาท ทางกลุ่มมีการปลูกสมุนไพรที่ผ่านการรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตรปลอดภัย (GAP) โดยสมุนไพรที่สร้างรายได้
“ การเกษียณอายุราชการ ไม่ใช่การตาย ชีวิตยังไม่จบ อาจจะมีชีวิตยืนยาวหลังเกษียณไปอีก 20-30 ปีก็ได้ ค่าครองชีพเพิ่มขึ้นทุกวัน แล้วเราจะอยู่ถึงวันนั้นได้อย่างไร ถ้าเตรียมการได้เร็วเท่าไหร่ โอกาสที่เราจะปรับตัวได้ก็มากเท่านั้น ” อาจารย์ธีระพล จันทวงษ์ กล่าว อาจารย์ธีระพล จันทวงษ์ อดีตผู้อำนวยการโรงเรียนวัดเนินสูง ตำบลวังตะเคียน อำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี วางแผนทำเกษตรหลังเกษียณ เพื่อให้มีงานทำ มีรายได้อย่างต่อเนื่องโดยเตรียมตัวล่วงหน้าก่อนเกษียณจริงถึง 10 ปีเต็ม จนปัจจุบันกลายมาเป็น ศูนย์เรียนรู้เกษตรผสมผสาน “คุ้มจันทวงษ์” ปลูกพืชผักไม้ผลนานาชนิด ไม่ว่าจะเป็นไผ่ พริกไทย เพกา สะเดา มะนาว กล้วย ขนุน ลำไย รวมทั้งพัฒนาต่อยอด แปรรูปสร้างมูลค่าสินค้าเกษตร นอกจากนี้ยังเลี้ยงไก่ป่าลูกผสม ซึ่งเริ่มต้นจากการเลี้ยงไก่ป่าเป็นงานอดิเรกของลูกชายและค่อยๆ พัฒนาเป็นอาชีพที่สร้างรายได้งามในเวลาต่อมา ในวันนี้ อาจารย์ธีระพลได้แบ่งปันประสบการณ์ 15 ปีเต็มจากการลองผิดลองถูกบนเส้นทางอาชีพการทำเกษตรที่ตัวเองเลือก ทั้งที่ประสบความสำเร็จและล้มเหลว เพื่อเป็นตัวอย่างให้แก่ผู้สนใจทำเกษตรหลังเกษียณในอนาคต คิด
“อีนูน” (Adenia viridiflora Craib.) หรือ ผักสาบ เป็นพืชผักในวงศ์เสาวรส หรือ กะทกรก ชื่อเรียกในท้องถิ่นต่างๆ ของไทย เช่น ภาคกลาง เรียก ผักอีนูน ผักอะนูน คนเมืองกาญจน์ เรียก นางนูน ทางภาคเหนือ อีสาน เรียก ผักสาบ เป็นไม้เถาเลื้อย อายุยืนหลายปี เป็นไม้ป่าที่ชาวบ้านป่า หรือพรานป่ารู้จักในชื่อ “เครือน้ำ” เนื่องจากผักอีนูน เป็นเถาไม้ที่ดูดอมน้ำไว้ในเถา ยามเดินป่า หากหาน้ำกินไม่ได้ มักตัดเถาอีนูนเพื่อให้มีน้ำหยดออกมาจากเถากินได้ ดังนั้นเพื่ออนุรักษ์พืชชนิดนี้ จึงไม่ควรตัดฟันให้เกิดแผลโดยไม่จำเป็น เพราะหากต้นอีนูน เกิดรอยแผลตัด น้ำที่สะสมไว้ในเถาจะไหลออกมาหมดจนเถาแห้งต้นตายได้ ลักษณะโดยทั่วไป ต้นอีนูน เป็นไม้เถาเล็กๆ ที่ให้ยอดใบที่อ่อนนุ่มเป็นอาหาร เถาใหญ่ให้ดอกผลเป็นอาหารเช่นกัน เถาเล็กสีเขียว ส่วนปลายยอดสีม่วงแดง เมื่อแก่จะเป็นสีน้ำตาล ผิวขรุขระเล็กน้อย เห็นเนื้อไม้ชัดเจน เถาใหญ่ส่วนโคนต้น บางเถาโตมากกว่า 3 เซนติเมตร มีมือเกาะที่แตกแขนงได้ ใบเป็นใบเดี่ยวออกเรียงสลับ ก้านใบสั้น แผ่นใบรูปหัวใจ ปลายใบแหลม ขอบใบเรียบ ใบสีเขียว เนื้อใบหนา เห็นเส้นใบชัดเจน โคนใบมีต่อมกลมติดอ
