พืชทำเงิน
มะแข่น หรือมะแขว่น ในบางท้องถิ่นก็เรียก พริกหอม หมากมาศ หมากแก่น มะแว่น ลูกระมาศ มะแขว่นจัดเป็นไม้ยืนต้นที่ชาวเหนือนิยมเอาผลและเมล็ดแห้งมาประกอบอาหาร รวมทั้งนำมาใช้เป็นสมุนไพร เนื่องจากผลแห้งมีกลิ่นหอมแรงและมีรสเผ็ดร้อน ทำให้ช่วยดับกลิ่นคาวและเพิ่มรสชาติของอาหารให้อร่อยมากขึ้น มะแขว่นเป็นไม้ที่พบมากในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พบมากในประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนตอนใต้ พม่า และลาว ในประเทศไทยมีอยู่ทั่วไป ทั้งภาคกลาง ภาคใต้ และภาคเหนือ ซึ่งชาวเหนือเป็นเครื่องเทศหลักในการประกอบอาหารและรับประทานเป็นเครื่องเคียงอาหารประเภทลาบ มะแขว่นเป็นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ คุณสุพัฒธณกิจ โพธิ์สว่าง นักวิชาการเกษตรชำนาญการพิเศษ ศูนย์วิจัยเกษตรหลวงเชียงใหม่ สถาบันวิจัยพืชสวน กรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า พืชสกุลมะแขว่นเป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ พบในพื้นที่ภาคเหนือ 9 ชนิด มีการนำมาบริโภค 3-4 ชนิด ได้แก่ มะแขว่น มะข่วง และมะก๊าด ส่วนมะแขว่นสายพันธุ์ไต้หวันยังไม่นิยมบริโภคมากนัก เนื่องจากมีกลิ่นและรสชาติแตกต่างจากมะแขว่นสายพันธุ์พื้นเมือง มะแขว่น ถือเป็นพืชเศรษฐกิจประจำภาคเหนือตอนบนของเมืองไทย นิยมนำมาประกอบอาหารประเภทน้
ลุงไพวัลย์ แจ่มแจ้ง เกษตรกรวัย 63 ปี จากตำบลชอนม่วง อําเภอบ้านหมี่ จังหวัดลพบุรี ถ่ายทอดเรื่องราวการปลูกกล้วยหอมคาเวนดิช ที่เริ่มต้นจากความหวังในการสร้างมรดกตกทอดต่อยอดให้กับรุ่นลูก ลุงไพวัลย์บอกกับเราว่าตนเองเป็นเกษตรกร เรียนรู้เรื่องการเกษตรมาจากรุ่นพ่อ พ่อเป็นเกษตรกรดีเด่น การทำการเกษตรจึงเป็นอาชีพที่ตัวเองภาคภูมิใจ หลังจากพ่อเสียชีวิต ตนเองก็ทำการเกษตรต่อ โดยเริ่มจากปลูกข้าวโพด ปลูกอ้อย ปลูกมันสำปะหลัง ปีไหนที่ฝนแล้งก็จะหันมาเลี้ยงสัตว์ เลี้ยงวัว สลับหมุนเวียนกันไป ซึ่งนอกการทำการเกษตรแล้วก็ยังทำอาชีพรับเจาะน้ำบาดาลอีกด้วย แต่เมื่อสักประมาณ 10 ปีที่แล้ว รู้สึกว่าตัวเองเริ่มแก่ตัวลง กลัวอยู่ไม่ถึงวันที่เก็บผลผลิต จึงเริ่มสนใจที่จะหาอะไรที่เหมาะสมกับตัวเองมากขึ้น ไม่ต้องเหนื่อยเหมือนแต่ก่อน มีตลาดรองรับ และสามารถส่งให้รุ่นลูกทำต่อได้ เลยสนใจที่จะปลูกกล้วย เพราะมองว่าตลาดกล้วยเป็นตลาดใหญ่มีความต้องการสูง กล้วยหอมคาเวนดิช ลงทุนครั้งเดียว ได้ผลผลิตดี รายได้งาม ในช่วงแรกลุงไพวัลย์เริ่มต้นจากการปลูกกล้วยน้ำว้า แต่ก็ไม่ได้ผลผลิตเป็นที่น่าพอใจ จึงพยายามทดลองหากล้วยสายพันธุ์อื่นๆ มาทำการปลูก
“กะเพรา” ถือเป็นวัตถุดิบและเป็นหัวใจของเมนูยอดนิยมของคนไทย โดยเฉพาะข้าวกะเพรา แม้กะเพราจะเป็นพืชที่ปลูกง่าย โตไว และให้ผลผลิตได้ตลอดปี แต่ในทางปฏิบัติ เกษตรกรยังต้องเผชิญกับความท้าทายหลายด้าน ทั้งสภาพอากาศที่แปรปรวน โดยเฉพาะช่วงอากาศหนาวที่ทำให้กลิ่นกะเพราลดลง นอกจากนี้ ยังมีในเรื่องของการควบคุมศัตรูพืชให้สอดคล้องกับมาตรฐาน GAP วิธีการเก็บเกี่ยวที่ถูกต้อง รวมถึงการบริหารจัดการทรัพยากรดินและน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ หากขาดการวางแผนและองค์ความรู้ที่เหมาะสม คุณภาพและความสม่ำเสมอของผลผลิตย่อมไม่ตอบโจทย์ตลาด ซีพีแรมได้มีการศึกษาวิจัยและพัฒนา “กะเพราป่า” ซึ่งมีลักษณะเด่นทั้งรสชาติเผ็ดร้อน กลิ่นหอมแรงเป็นเอกลักษณ์ แตกต่างจากกะเพราทั่วไป เมื่อนำมากะเพราป่ามาปรุงอาหาร จะให้กลิ่นหอมชวนรับประทานและรสชาติที่เข้มข้นเป็นพิเศษ ปัจจุบันสามารถจดสิทธิบัตรสายพันธุ์กะเพราที่พัฒนาเองได้แล้วถึง 4 สายพันธุ์ ผ่านการคัดเลือกสายพันธุ์เป็นไปอย่างรอบด้าน ทั้งความทนทานต่อสภาพอากาศแปรปรวน ความโตไว ให้ผลผลิตเร็ว คุณภาพใบที่ดี รวมถึงความต้านทานโรคและแมลง เพื่อลดการใช้สารเคมีและเพิ่มความปลอดภัยต่อสุขภาพของเกษตรกร แป
ปรมาจารย์ฉลองชัย แบบประเสริฐ แห่งภาควิชาพืชสวน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ให้ข้อคิดไว้ 10 ประการ สําหรับผู้ที่อยากประสบความสำเร็จในการปลูกมะละกอ 1. ต้นกล้าต้องสมบูรณ์แข็งแรง ไม่อยู่ในถุงนานเกินไป 2. หลุมปลูกต้องมีการระบายน้ำดี มีอาหารอุดมสมบูรณ์ 3. ให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ ไม่ให้ขาดน้ำ โดยเฉพาะช่วงผลกําลังเจริญเติบโต 4. มีการให้ปุ๋ยเพิ่ม และมีการป้องกันแมลงและโรคอย่างต่อเนื่อง 5. มีการตรวจดู ทําลายวัชพืช และพืชอาศัยของโรคแมลง ในบริเวณข้างเคียง ไม่ให้รบกวน 6. ในระยะที่ต้นมะละกอยังเล็ก ควรตรวจดูต้น โดยเฉพาะใบแก่ด้านบนและด้านล่าง เพื่อตรวจดูว่ามีศัตรูจําพวกไร เพลี้ยไฟ ติดโรคหรือไม่ 7. ตรวจดูว่ามีต้นแคระแกร็น หรือต้นใบด่างยอดด่างหรือแกร็น ให้ถอนต้นตรวจดูราก ถ้ามีให้เผาไฟทิ้ง 8. เก็บใบและต้นแห้ง เผาไฟทิ้ง 9. นอกจากฉีดพ่นสารป้องกันกําจัดแมลงที่ต้นและใบแล้ว ให้ราดสารที่โคนต้นเพื่อป้องกันมดคาบเพลี้ยหอยมายังส่วนของผล 10. เก็บผลผลิตที่ผิวเริ่มมีสีเหลือง ประมาณ 5 เปอร์เซ็นต์ เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรก เมื่อวันอังคารที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ.2562
จากวัฒนธรรม “สภากาแฟ” ที่เน้นดื่มเพื่อพลังงานและการพบปะในอดีต สู่ยุคกาแฟสดที่เป็นสัญลักษณ์ของไลฟ์สไตล์คนเมือง จนถึงปัจจุบันที่ก้าวเข้าสู่โลกของ Specialty Coffee อย่างเต็มตัว ที่ผู้คนไม่ได้มองกาแฟเป็นเพียงเครื่องดื่ม แต่มองว่าเป็น “งานศิลปะและงานคราฟต์” ที่ให้ความสำคัญตั้งแต่แหล่งปลูก กระบวนการคั่ว ไปจนถึงศาสตร์การสกัดรสชาติที่ซับซ้อน กลายเป็นสุนทรียภาพที่ผู้ดื่มพร้อมละเลียดทั้งรสสัมผัสและเรื่องราวเบื้องหลังอย่างพิถีพิถัน ซึ่งความละเมียดละไมนี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่ในถ้วยกาแฟ แต่ยังส่งผลไปถึงพื้นที่การปลูกกาแฟไทยขยายตัวจากภาคเหนือและภาคใต้สู่ “กาแฟที่ราบสูง” ในภาคอีสานอย่างจังหวัดเลย นครราชสีมา ชัยภูมิ และขอนแก่น ที่สามารถสร้างเอกลักษณ์รสชาติใหม่จนกลายเป็นดาวรุ่งในวงการกาแฟพิเศษแห่งใหม่ ปอนด์-ณฐฎล มหาจันทร์ อดีตสถาปนิกหนุ่มไฟแรง ตัดสินใจกลับมาพัฒนาบ้านเกิดที่จังหวัดขอนแก่น พร้อมผลักดัน “กาแฟ” เป็นพืชสร้างอนาคตใหม่บนพื้นที่ราบสูง และหมุดหมายใหม่ของคนรักกาแฟที่ต้องมาลองให้ได้สักครั้ง คุณปอนด์เล่าว่า จากประสบการณ์ในฐานะสถาปนิกและอาจารย์สอนด้านเทคโนโลยีการก่อสร้างอาคารสูง ได้คลุกคลีอยู่กับการทำโ
วอเตอร์เครสเป็นพืชที่ชอบน้ำ แต่ไม่ชอบแดด เหมาะกับการปลูกในพื้นที่มีแดดรำไร ปลูกใต้ต้นไม้ หรือจะปลูกใต้ซาแรนพรางแสง 60 เปอร์เซ็นต์ขึ้นไปก็ได้ เพราะถ้าปลูกกลางแจ้งต้นจะไม่งามและแข็งเกินไป การจัดการแปลงปลูกสามารถเลือกปลูกได้ตามความสะดวก พื้นที่ตรงไหนมีที่ว่างใต้ต้นไม้ก็สามารถปลูกได้ มีพื้นที่น้อยก็สามารถปลูกสร้างรายได้ดี เพราะวอเตอร์เครสเป็นพืชที่ตัดแล้วแตกใหม่ได้เรื่อยๆ ตามคอนเซ็ปต์ของสวนเน้นปลูกพืชที่ง่าย ปลูกครั้งเดียวเก็บเกี่ยวได้นาน ขั้นตอนการปลูก การเตรียมดิน ใช้ปุ๋ยหมักมูลสัตว์โรยผสมคลุกเคล้าพรวนดิน แล้วนำกิ่งวอเตอร์เครสที่มีความยาวประมาณ 3 ข้อ จิ้มลงปลูกไปในดิน ลึกประมาณ 1 ข้อ ระยะห่างระหว่างต้น อย่างน้อย 10 เซนติเมตร จากนั้นหมั่นคอยดูแลรดน้ำทุกวัน วันละไม่ต่ำกว่า 10 นาที เพราะวอเตอร์เครสเป็นพืชที่ห้ามขาดน้ำ ระบบน้ำสามารถใช้ได้ทั้งระบบน้ำหยด และใช้สายยางเดินรดได้ ตามความเหมาะสมของพื้นที่ ปุ๋ย ใส่เดือนละครั้ง โดยปุ๋ยที่ใส่จะสลับกันใส่ระหว่างปุ๋ยมูลไส้เดือนกับปุ๋ยหมักที่ทำเอง เช่น เดือนที่หนึ่งใส่ปุ๋ยมูลไส้เดือน เดือนที่สองสลับใส่ปุ๋ยหมัก ใส่สลับไปแบบนี้ทุกเดือน และเสริมด้วยการ
ศรีสะเกษไม่ได้มีดีเพียง “ทุเรียนภูเขาไฟ” หรือ “ข้าวหอมมะลิ 105” เท่านั้น แต่ยังมีพืชหัวคุณภาพสูงที่ได้รับการรับรองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) และเป็นที่ยอมรับของผู้บริโภคมาอย่างยาวนาน นั่นคือ “หอมแดงศรีสะเกษ” ซึ่งมีแหล่งปลูกหลักๆ อยู่ใน 7 อำเภอ ได้แก่ ยางชุมน้อย ราษีไศล กันทรารมย์ วังหิน เมืองศรีสะเกษ พยุห์ และอำเภอเมืองจันทร์ จากการคาดการณ์ของสำนักงานเกษตรจังหวัดศรีสะเกษ (ข้อมูล ณ วันที่ 19 ธันวาคม 2568) ระบุว่า ฤดูการผลิตปี 2568/69 จังหวัดศรีสะเกษมีปริมาณผลผลิตหอมแดงรวมทั้งสิ้น 145,424 ตัน จากพื้นที่ปลูก 34,478 ไร่ โดยอำเภอยางชุมน้อยมีผลผลิตมากที่สุด จำนวน 99,733 ตัน รองลงมา อำเภอราษีไศล 27,815 ตัน และอำเภอกันทรารมย์ 16,226 ตัน ตามลำดับ อย่างไรก็ตาม ในฤดูการผลิตปีนี้ ปริมาณผลผลิตหอมแดงเพิ่มขึ้นจากฤดูการผลิตปีก่อนถึง ร้อยละ 42.86 ส่งผลให้ราคาจำหน่ายปรับตัวลดลงเหลือเพียง 7–8 บาทต่อกิโลกรัม ต่ำกว่าต้นทุนการผลิตเฉลี่ยซึ่งอยู่ที่ 10–11 บาทต่อกิโลกรัม ทำให้เกษตรกรส่วนใหญ่ประสบภาวะขาดทุน ล่าสุด นายนิรันดร์ มูลธิดา อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ พร้อมคณะ ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์การผลิตและการตลาดหอ
“สับปะรดสวี” ผลไม้ขึ้นชื่อของอำเภอสวี จังหวัดชุมพร ได้รับการยกระดับคุณค่าอย่างเป็นทางการ หลังกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ ประกาศขึ้นทะเบียนเป็นสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (Geographical Indication : GI) รายการใหม่ของประเทศไทย นับเป็นสินค้า GI ลำดับที่ 7 ของจังหวัดชุมพร ตอกย้ำชื่อเสียงสับปะรดสายพันธุ์ควีนจากพื้นที่ภาคใต้ ที่มีรสชาติหวานกรอบ เนื้อแห้งสีเหลืองเข้ม เส้นใยน้อย กลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์ และเป็นของฝากยอดนิยมบนเส้นทางสู่ภาคใต้ สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้ชุมชนมากกว่า 27 ล้านบาท/ปี นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ หรือ GI ถือเป็นทรัพย์สินทางปัญญาที่มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก เนื่องจากเป็นสินค้าที่มีความพิเศษ สะท้อนชื่อเสียง อัตลักษณ์ และภูมิปัญญาท้องถิ่นของชุมชน ซึ่งเชื่อมโยงกับลักษณะทางภูมิศาสตร์ ทั้งดิน น้ำ อากาศ และวิถีการผลิตเฉพาะถิ่น ส่งผลให้สินค้า GI มีความโดดเด่น แตกต่างจากสินค้าทั่วไป และได้รับความเชื่อมั่นจากผู้บริโภค การขึ้นทะเบียน GI ยังเป็นกลไกสำคัญในการควบคุมคุณภาพและมาตรฐานการผลิต ทำให้ผู้บริโภคมั่นใจว่าสินค้
ศูนย์เรียนรู้เกษตรผสมผสานและนวัตกรรมเกษตร บ้านราษฎร์พัฒนา หมู่ที่ 12 ตำบลบ้านส้อง อำเภอเวียงสระ จังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งมี นายวีระศักดิ์ ศรีสวัสดิ์ ปราชญ์เกษตรของแผ่นดินระดับจังหวัด ประจำปี 2568 สาขาปราชญ์เกษตรดีเด่น จังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นประธานและผู้ก่อตั้ง มีเป้าหมายสำคัญในการถ่ายทอดองค์ความรู้ในการทำการเกษตรผสมผสาน การใช้นวัตกรรมทางการเกษตร โดยน้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้ในภาวะที่ภาคเกษตรต้องเผชิญกับปัจจัยเสี่ยง และความท้าทายหลายด้าน เกษตรผสมผสานจึงเป็นอีกทางเลือกที่ช่วยให้เกษตรกรมีรายได้ตลอดทั้งปี สามารถพึ่งพาตัวเองได้ ลดรายจ่ายภายในครัวเรือนและการพึ่งพาปัจจัยการผลิตจากภายนอก นายวีระศักดิ์ ศรีสวัสดิ์ บอกเล่าว่า ศูนย์เรียนรู้เกษตรผสมผสานและนวัตกรรมเกษตร ได้พัฒนาจากสวนยางพารา บนพื้นที่ 12 ไร่ โดยปรับเปลี่ยนรูปแบบเป็นเกษตรผสมผสานเพื่อลดความเสี่ยงและเพิ่มรายได้ แบ่งเป็น 1. แปลงเรียนรู้การทำสวนยางพาราอย่างยั่งยืน พื้นที่ 6 ไร่ ประกอบด้วย จุดเรียนรู้การปลูกพืชร่วมยาง ได้แก่ ผักเหลียง สละอินโด กาแฟอาราบิก้า โกโก้ ไผ่ข้าวหลามกาบแดงไม้เศรษฐกิจ และพืชสมุนไพร เช่น ดาหลา พริกไทย
ข้าวเล็บนก เป็นข้าวที่มีรสชาติดี และมีคุณภาพการหุงต้มเป็นที่นิยมของผู้บริโภค เป็นพันธุ์ข้าวที่ผลิตภายในท้องถิ่นภาคใต้ ลักษณะประจำพันธุ์ของข้าวพันธุ์เล็บนก เป็นข้าวเจ้า ประเภทไวต่อแสง มีอายุการเก็บเกี่ยวในเดือนกุมภาพันธ์ รวงยาวจับกันแน่น ระแง้ถี่ คอรวงยาว มีความสูงประมาณ 170 เซนติเมตร ข้าวพันธุ์เล็บนกให้ผลผลิตค่อนข้างสูง เมื่อปลูกในสภาพนาเป็นลุ่มน้ำที่แห้งช้า ปรับตัวได้ดีในสภาพแวดล้อมของภาคใต้ตอนกลาง บริเวณพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช และพัทลุง จุดอ่อนของข้าวพันธุ์นี้คือ ไม่ต้านทานต่อโรคไหม้ โรคขอบใบแห้ง เช่นเดียวกับพันธุ์นางพญา 132 และไม่ควรปลูกในพื้นที่ที่เป็นนาดอน เนื่องจากเป็นข้าวหนัก ข้าวเล็บนก เป็นข้าวที่ได้จากการรวบรวมพันธุ์ 307 พันธุ์ จาก 104 อำเภอ ใน 14 จังหวัดภาคใต้ ในปี 2527 โดยพันธุ์เล็บนกที่เก็บมาจากตำบลชะรัด อำเภอกงหรา จังหวัดพัทลุง มี คุณสุชาติ อ่อนเรือง เป็นผู้เก็บรวบรวมไว้ โดย คุณละม้าย เศรษฐสุข เป็นเจ้าของนา และได้ดำเนินการพัฒนาพันธุ์โดยสถานีทดลองข้าวปัตตานี และศูนย์วิจัยข้าวพัทลุง จนเป็นที่นิยมของผู้บริโภคมาจนถึงขณะนี้ ข้าวพันธุ์เล็บนก ที่ชาวนา
