พืชทำเงิน
ปกติมังคุดที่เคยเห็นๆ กันก็มีแต่เนื้อสีขาว แต่มีคนหัวใสแปลี่ยนมันให้กลายเป็นเนื้อสีแดง เพิ่มมูลค่าสร้างรายได้มหาศาล ผู้ส่งออกคือ บริษัท อินฟินิท ฟรุ๊ต จำกัด ผู้ส่งออกผลไม้แช่แข็งรายใหญ่ในจังหวัดจันทบุรี มีมูลค่าการส่งออกต่อปีราว 4,000-5,000 ตัน ซึ่งไม่เพียงแต่ส่งออกผลไม้สดเท่านั้น อินฟินิท ฟรุ๊ต ยังต่อยอดความคิดกับการแปรรูปผลไม้ให้ได้มูลค่าเพิ่มมากขึ้น ได้แก่ “มังคุดเนื้อสีแดง” คุณดวงเดือน เชิงเทิน กรรมการผู้จัดการ บริษัท อินฟินิท ฟรุ๊ต จำกัด เล่าถึงแนวคิดกับการต่อยอดผลิตภัณฑ์ผลไม้ว่า เกิดจากความบังเอิญก็ว่าได้ เพราะในราวปี 2553-2554 ปัญหาราคามังคุดตกต่ำ จนเกิดภาวะล้นตลาด ส่งผลต่อเกษตรกรผู้ปลูก บริษัทจึงเข้าไปช่วยเหลือด้วยการรับซื้อวันละนับพันตัน เพื่อเข้าสู่กระบวนการแช่เยือกแข็ง หรือเรียกว่า Air Blast จากกระบวนการแช่เยือกแข็งและระหว่างรอขนส่ง ปรากฏว่าจากมังคุดเนื้อสีขาว กลายเป็นสีชมพูแทรกเข้ามา “ตอนที่เปิดเนื้อมังคุดดูนึกว่าเสียทั้งตู้แน่ๆ จึงเข้าไปปรึกษาผู้มีความรู้หลายท่าน และได้ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี พร้อมแรงสนับสนุนจาก สนช. หรือ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์กา
การทำการเกษตร หลายคนอยากหลบลี้หนีออกไปทำอาชีพอื่น แต่ก็มีอีกหลายคนเช่นกันที่รักในการทำการเกษตร เพราะตระหนักถึงคุณค่า และความยั่งยืนของการดำรงชีวิต แม้ว่าจะรับจ้างอยู่ในบริษัทที่มั่นคงและมีรายได้ที่น่าพอใจก็ตาม ด้วยความรักและอุปนิสัยที่ใฝ่เรียนรู้ ได้สร้างความมั่นใจ ความก้าวหน้า และความสุขที่ยั่งยืน ได้เปลี่ยนกิจกรรมจากพื้นที่ปลูกข้าว เป็นสวนผลไม้ที่สร้างผลผลิตที่ดีด้วยต้นทุนที่ต่ำกว่าการปลูกข้าวอย่างน่าชื่นชม คุณสายันต์ โฉมเชิด อาสาสมัครเกษตร วัย 52 ปี บ้านเลขที่ 25 หมู่ที่ 12 ตำบลบ้านเชี่ยน อำเภอหันคา จังหวัดชัยนาทเล่าให้ทราบว่า หลังจากจบการศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 แล้ว ได้ออกไปหางานทำในกรุงเทพฯ เป็นช่างบริษัทรถบรรทุกยี่ห้อดัง มีรายได้เป็นที่พอใจ แต่เมื่อมองดูความมั่นคงแล้วมองไม่เห็น เพราะตระหนักดีว่าสักวันหนึ่งต้องชราภาพและต้องออกจากงานที่ทำ จึงตัดสินใจกลับสู่บ้านเกิดทำการเกษตรในพื้นที่ของบิดา-มารดา ในพื้นที่ทำนา 28 ไร่ 2 งาน และจะได้ดูแลท่านทั้ง 2 คน รวมถึงคุณอาที่เริ่มชราภาพอีกด้วย แต่เมื่อลงมือทำในช่วงแรกต้องพบกับปัญหา ดินขาดความอุดมสมบูรณ์ต้องใช้ปุ๋ยเคมี พบปัญหาโรคแมลงศัตรูพืชร
อากาศร้อนและแดดจัดในระยะนี้ กรมวิชาการเกษตร แนะเกษตรกรชาวสวนทุเรียนเฝ้าระวังการระบาดของหนอนเจาะเมล็ดทุเรียน มักพบการเข้าทำลายในช่วงที่ทุเรียนมีผล รุ่นที่ 2 อายุ 65-70 วัน หลังดอกบาน เกษตรกรควรหมั่นสำรวจสวนทุเรียนในระยะนี้ จะพบตัวเต็มวัยหนอนเจาะเมล็ดทุเรียนวางไข่เป็นฟองเดี่ยวบนผลทุเรียนช่วงที่ผลยังอ่อน จากนั้น ตัวหนอนที่เพิ่งฟักจากไข่จะเจาะเข้าไปกัดกินเมล็ดภายในผล และไม่สามารถสังเกตเห็นร่องรอยการเข้าทำลายจากผิวผลภายนอกได้ เนื่องจากหนอนมีขนาดเล็กมากและเปลือกทุเรียนที่กำลังขยายจะปิดรูเจาะของหนอน สำหรับทุเรียนที่ถูกทำลายส่วนใหญ่อยู่ในระยะที่เมล็ดแข็งแล้ว การทำลายของหนอนเจาะเมล็ดทุเรียนจะเจาะเข้าไปในเมล็ดกัดกินและถ่ายมูลออกมาทำให้เนื้อทุเรียนเปรอะเปื้อนเสียหาย หนอนจะอาศัยอยู่ภายในผลทุเรียนจนกระทั่งผลทุเรียนแก่ เมื่อหนอนโตเต็มที่ขนาดยาวประมาณ 4 เซนติเมตร หรือถ้าผลร่วงก่อนหนอนจะเจาะผลทุเรียนเป็นรูกลมขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 5-8 มิลลิเมตร ออกมาภายนอกเพื่อเข้าสู่ระยะดักแด้ในดินที่ชื้นนาน 1-9 เดือน (กรณีที่สภาพแวดล้อมไม่เหมาะสมหนอนอาจอยู่ในดักแด้นานกว่านั้น) จึงฟักเป็นตัวเต็มวัย ซึ่งตรงกับช่ว
ว่าไปแล้วบ้านเราเพิ่งตื่นตัวเรื่องเกษตรอินทรีย์เมื่อไม่กี่ปีมานี้ แต่สำหรับ “โจน จันได” แห่งสวนพันพรรณ อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ เขาทำเกษตรอินทรีย์มากว่า 20 ปีแล้ว และยังเป็นผู้ขับเคลื่อนการเก็บเมล็ดพันธุ์พืชผักพื้นเมือง ซึ่งถ้ามีโอกาสไปออกบู๊ธที่งานไหน เขาก็จะนำไปแจกแล้วแต่ผู้รับจะหย่อนเงินให้ตามศรัทธา นอกจากนั้น ยังเป็นผู้เชี่ยวชาญในการสร้างบ้านดินอีกด้วย ซึ่งที่ผ่านมาประเทศอินเดีย พม่า และศรีลังกา ได้เชิญให้ไปเป็นวิทยากรสอนเรื่องการสร้างบ้านดิน หนุ่มใหญ่วัย 50 กว่าปีคนนี้ เป็นผู้ก่อตั้งศูนย์เรียนรู้การพึ่งตัวเอง สวนพันพรรณ อำเภอแม่แตง เมื่อปี 2546 ซึ่งมีผู้สนใจจากทั้งต่างประเทศและในประเทศแวะเวียนเข้ามาเรียนรู้จำนวนหลายพันคน มีสมาชิกอยู่ร่วมกัน 20 กว่าคน โจน จันได โชว์เมล็ดพันธุ์ที่เก็บไว้แจก ชื่นชมสามพรานโมเดล เขาเล่าที่มาที่ไปของสวนนี้ให้ฟังว่า เริ่มทำเกษตรอินทรีย์มา 20 กว่าปีแล้ว โดยเริ่มตั้งกลุ่มที่จังหวัดยโสธร หลังจากนั้น 4-5 ปี เมื่อกลุ่มอยู่ได้แล้วก็ย้ายมาที่เชียงใหม่ พร้อมทำเรื่องเก็บเมล็ดพันธุ์ และมีการฝึกอบรมตลอดมาอย่างต่อเนื่อง เขาฉายภาพปัจจุบันและในอนาคตของเกษตรอินทรีย
โครงการพัฒนาพื้นที่สูงแบบโครงการหลวงขุนสถาน ตั้งอยู่ที่บ้านแสนสุข หมู่ที่ 9 ตำบลสันทะ อำเภอนาน้อย จังหวัดน่าน พื้นที่ของหมู่บ้านตั้งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติฝั่งขวาแม่น้ำน่านตอนใต้ อยู่ในเขตพื้นที่ป่าอนุรักษ์โซนซีทั้งหมด มีความสูงจากระดับน้ำทะเล 700-1,726 เมตร อากาศเย็นสบายตลอดทั้งปี ประชากรบ้านขุนสถาน 198 ครัวเรือน และบ้านแสนสุข 182 ครัวเรือน ประชากรเป็นชาวไทยภูเขาเผ่าม้งที่มีวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์ อาชีพและรายได้หลักจากการเกษตร ในระยะแรกจะประกอบอาชีพการปลูกข้าวโพดและกะหล่ำปลีและปลูกข้าวไร่เป็นส่วนใหญ่ ต่อมาโครงการพัฒนาพื้นที่สูงแบบโครงการหลวงขุนสถาน ได้เข้าไปดำเนินงานโดยนำรูปแบบของโครงการหลวง เข้าไปพัฒนาชุมชนบนที่สูงครอบคลุมทุกมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม รวมถึงทำงานร่วมกับหน่วยงานต่างๆ แบบบูรณาการ โดยมีเป้าหมายชุมชนมีส่วนร่วมเพื่อให้ชุมชนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ชุมชนได้รับความรู้อย่างถูกต้องและเหมาะสม ร่วมกันอนุรักษ์และฟื้นฟูธรรมชาติสิ่งแวดล้อมโดยกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชน เมื่อเร็วๆ นี้ โครงการฯ ขุนสถาน ได้จัดงาน “สืบสานศาสตร์พระราชาสู่การพัฒนาและส่งเสริมการท่องเที่ย
“เจก รัตนตั้งตระกูล” ชื่อนี้หากใครดูช่วงข่าวในพระราชสำนัก หรือรายการข่าวในบางช่วง ของสถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีสี ช่อง 3 ก็จะได้มีโอกาสพบผู้ประกาศข่าว ซึ่งอ่านข่าวด้วยสไตล์กระฉับกระเฉง เป็นตัวของตัวเอง และไม่เพียงแต่จะมีความสามารถด้านการเป็นผู้ประกาศข่าว ยังมีความสามารถในการเป็นเกษตรกรชั้นแนวหน้าของพื้นที่บางกะเจ้า จังหวัดสมุทรปราการด้วย คุณเจก รัตนตั้งตระกูล กระโดดเข้ามาศึกษาเทคโนโลยีไฮโดรโปนิกส์กับการปลูกผักสลัดประเภทต่างๆ เมื่อ 2 ปีที่แล้ว และเรียนรู้จากการทดลองปลูกด้วยตนเอง ตามคำแนะนำของครูที่สอนในคอร์สการอบรมแบบวันเดียวจบ จนกระทั่งวันนี้ เป็นเจ้าของ “โกดังผักสลัด ณ บางกะเจ้า” อย่างเต็มตัว ในวัยเพียง 40 ปี ผลงานการปลูกผัก ได้รับรางวัลที่ 1 ประเภทผักสลัด พันธุ์กรีนโอ๊ค และรางวัลชมเชย พันธุ์เรดโอ๊ด จากงานมหกรรมสินค้าเกษตรปลอดภัย และของดีเมืองปากน้ำ จังหวัดสมุทรปราการ ครั้งที่ 4 ประจำปี 2561 และปีนี้ก็คว้ารางวัลที่ 3 มาครอง ด้วยคุณภาพของผักสลัดที่ปลูกด้วยวิธีไฮโดรโปนิกส์ แรงบันดาลใจที่นับเป็นจุดสำคัญในการเริ่มต้นให้คุณเจกก้าวเข้ามาเป็นหนึ่งในเกษตรกรที่ได้รับการยอมรับนั้นคือ การเติบโตมา
โรคใบด่างมันสำปะหลัง ถือเป็นโรคร้ายแรงที่สำคัญของมันสำปะหลัง หากเกิดขึ้นแล้วหมายถึงการสูญเสียทางเศรษฐกิจของประเทศดังที่เกิดขึ้นมาแล้วในทวีปแอฟริกาและแถบคาบสมุทรอินเดีย มีรายงานจากต่างประเทศแถบแอฟริกา อินเดีย ศรีลังกา เวียดนาม และกัมพูชา พบการระบาดของโรคใบด่างมันสำปะหลัง ทำลายผลผลิตมันสำปะหลังมากถึง 88 เปอร์เซ็นต์ ในประเทศไทยไม่เคยปรากฏการเกิดโรคใบด่างมันสำปะหลังมาก่อน จากรายงานกลุ่มงานไวรัสวิทยา กลุ่มวิจัยโรคพืช สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช กรมวิชาการเกษตร ว่า โรคใบด่างมันสำปะหลังมีสาเหตุมาจากเชื้อไวรัส ในจีนัส (genus) Begomovirus ไวรัสชนิดนี้มีรายงานว่า มีทั้งหมด 12 ชนิด โดย 10 ชนิด ก่อความเสียหาย 80-100 เปอร์เซ็นต์ ในหลายประเทศทางแอฟริกา เช่น ยูกันดา แทนซาเนีย แซมเบีย มาดากัสการ์ บูร์กินาฟาโซ มาลาวี และซิมบับเว เป็นต้น ส่วนในทวีปเอเชียพบการระบาดของโรคใบด่างมันสำปะหลัง เพียง 2 ชนิด คือ อินเดียน คาสซาวา โมเซอิค ไวรัส (ICMV) ในประเทศอินเดีย และศรีลังกา คาสซาวา โมเซอิค ไวรัส (SLCMV) พบมีการระบาดในประเทศอินเดีย ศรีลังกา เวียดนาม และกัมพูชา ปรากฏความเสียหายต่อผลผลิตมันสำปะหลังมากถึง 88 เปอ
เชื่อหรือไม่ “มะยงชิด” ผลไม้สีเหลืองอมส้ม ลูกโตๆ ที่มีจำหน่ายในท้องตลาดทั่วไป มีสรรพคุณเหมือนยาอายุวัฒนะ ช่วยให้ร่างกายกลับคืนความอ่อนเยาว์ชะลอแก่ได้ เพราะมะยงชิด ติด 1 ใน 10 ผลไม้ ที่มีวิตามินซีและสารเบต้าแคโรทีนสูงมาก ช่วยต่อต้านสารอนุมูลอิสระ ทำให้ผิวสวยสดใส เต่งตึง ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันร่างกาย ลดความเสี่ยงที่ก่อเกิดโรคมะเร็ง และมีสารไนอะซินที่เป็นประโยชน์ต่อระบบประสาทและสมอง ช่วยบำรุงผิวพรรณ รวมทั้งมี “วิตามินเอ” ที่เป็นประโยชน์ต่อดวงตา ลดความเสื่อมของเซลล์ลูกตา ลดการเกิดต้อกระจก จึงขอแนะนำให้ซื้อ “มะยงชิด” เป็นของขวัญสำหรับบำรุงสุขภาพตัวเองและซื้อเป็นของฝากผู้ใหญ่ที่นับถือ มะยงชิด เป็นมะปรางที่มีรสชาติหวานอมเปรี้ยว แต่จะมีความหวานมากกว่าเปรี้ยว โดยพันธุ์ของมะยงชิดที่ได้รับความนิยมสูงมีอยู่ 3 สายพันธุ์ คือ พันธุ์เพชรกลางดง พันธุ์ทูลเกล้า และพันธุ์บางขุนนนท์ ราคาของมะยงชิดโดยเฉลี่ย อยู่ที่ประมาณ 100-250 บาท ต่อกิโลกรัม ซึ่งราคาของมะยงชิดจะขึ้นอยู่กับขนาดและคุณภาพของผลผลิตเป็นสำคัญ สวนละอองฟ้า 2 หากใครมีเวลาว่าง อยากชวนให้ลองไปเลือกซื้อมะยงชิดจากต้นด้วยมือตัวเอง ที่ สวนละอองฟ้า 2 ตั้ง
ระยะนี้ต้นมะม่วงหิมพานต์เริ่มเข้าสู่ช่วงต้นแทงช่อดอก กรมวิชาการเกษตร แนะเกษตรกรชาวสวนมะม่วงหิมพานต์เฝ้าระวังในช่วงที่มีสภาพอากาศเย็น อุณหภูมิลดต่ำลง และมีแดดแรงในเวลากลางวัน ให้สังเกตการเข้าทำลายของเพลี้ยไฟ และเพลี้ยแป้ง สำหรับเพลี้ยไฟ มักพบการเข้าทำลายดูดกินน้ำเลี้ยงต้นมะม่วงหิมพานต์ในระยะแตกยอดอ่อน ช่อดอก และผลอ่อน ทำให้ยอดอ่อนหงิกงอหรือแห้งตาย หากระบาดรุนแรง จะส่งผลให้ช่อดอกไหม้เป็นสีดำ และไม่ติดผล กรณีติดผลแล้วจะทำให้ผลร่วงหล่นได้ เมื่อพบการระบาดในช่วงที่ต้นมะม่วงหิมพานต์เริ่มแทงช่อดอกหรือก่อนดอกบาน ให้เกษตรกรพ่นด้วยสารฆ่าแมลงแลมบ์ดา–ไซฮาโลทริน 2.5% อีซี อัตรา 10 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารคาร์บาริล 85% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 50 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารคาร์โบซัลแฟน 20% อีซี อัตรา 30 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร ส่วนการเข้าทำลายของเพลี้ยแป้ง จะพบตัวอ่อนและตัวเต็มวัยดูดกินน้ำเลี้ยงจากใบ ช่อดอก และช่อผล ส่งผลให้ราดำมาเจริญอยู่บริเวณนั้น ทำให้ใบร่วง ช่อดอกไม่ติดผล และผลแคระแกร็น กรณีที่มีปริมาณมาก มักพบเพลี้ยแป้งเกาะเป็นกระจุกที่ลำต้น และอยู่ร่วมกันกับมด โดยมีมดเป็นพาหะนำเพลี้ยแป้งเคลื
ในช่วงปีที่ผ่านมา “สินค้าเกษตรอินทรีย์” ติดโผสินค้าขายดีอันดับต้นๆ ของภาคเกษตรทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นสินค้าพืชผัก ธัญพืชและผลไม้นานาชนิด ที่ปลูกในระบบเกษตรอินทรีย์ (ออร์แกนิก) เช่น ข้าว ผักปลอดสารพิษ มังคุด ทุเรียน ลำไย ฯลฯ มียอดสั่งซื้อเพิ่มขึ้นทั้งในประเทศและส่งออก ยอดขายดี ไม่ใช่เฉพาะแค่เรื่องอาหารอย่างเดียว ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง เครื่องดื่มบำรุงสุขภาพ พืชสมุนไพร ที่ผลิตจากวัตถุดิบที่มาจากระบบเกษตรอินทรีย์ รวมทั้งกระแสท่องเที่ยววิถีอินทรีย์ (Organic Tourism) ก็ขายดีด้วยเช่นกัน สอดคล้องกับกระแสความนิยมของผู้บริโภคทั่วโลกที่หันมาดูแลเอาใจใส่สุขภาพกันเพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้ตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์ทุกชนิดมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่องทุกปี คาดว่า ในปี 2562 ตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์จะเติบโตไม่ต่ำกว่า 20% เพราะทั้งเกษตรกร ผู้ประกอบการ และผู้บริโภคเอง ต่างตื่นตัวในเรื่องสุขภาพเพิ่มมากขึ้น เลมอน ฟาร์ม “ร้านเลมอน ฟาร์ม” เป็นองค์กรของสมาชิกและผู้บริโภคที่ร่วมกันสร้างขึ้นมา เพื่อเป็นกลไกเชื่อมโยงเกษตรกรผู้ผลิตในชนบทกับผู้บริโภค เพื่อกระตุ้นการผลิตสินค้าเกษตรปลอดสารพิษที่ปลอดภัยต่อตัวเกษตรกร สร้างสุขภาพ
